องค์คุณ ๕ แห่งดวงจันทร์
(ม้วน 1/A)
พระอารักษ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ในพระนิพพาน ขอกราบเรียนพระเถรานุเถระทุกรูป ก็เรียนพระสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรเหล่าอุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งญาติโยมผู้นำบุญที่มาจากจังหวัดชัยภูมิทุกคน (สาธุ)
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เราจะได้มีโอกาสมาฟังธรรมเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณยายอาจารย์ของเรา ผู้เป็นที่เคารพรัก ผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย ของการสร้างบารมีพวกเรามาโดยตลอด
วันนี้อยากจะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับพระจันทร์มาเล่าให้ฟัง เนื่องจากว่าคุณยายของเราท่านมีนามว่าจันทร์ ก็อยากจะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับพระจันทร์ในพระไตรปิฎกมาเล่าให้ฟังอยู่ ๒-๓ เรื่อง เพื่อมาโยงให้พวกเราทราบถึงคุณธรรมของคุณยายในวันนี้
เรื่องแรกก็เป็นเรื่องที่มนุษย์สงสัยกันมานาน เป็นเรื่องที่ทุกชาติทุกภาษาก็สงสัยว่าพระจันทร์นี่เกิดขึ้นครั้งแรกในจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดตอนไหนนี่ แล้วทำไมมีกระต่ายบนดวงจันทร์ด้วย เพราะแต่เดิมไม่มี ทำไมมีภาพกระต่ายบนดวงจันทร์นี่มาตอนไหน และมีองค์คุณเกี่ยวกับพระจันทร์อยู่ ๕ อย่าง ซึ่งใครได้ปฏิบัติ ถือองค์คุณของพระจันทร์แล้วก็จะมีโอกาสบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน ก็จะเอาสิ่งเหล่านี้มาเล่าให้ฟัง
เริ่มที่เริ่มต้นก่อนว่าพระจันทร์จริงๆ นี่ที่เราเห็นเกิดขึ้นครั้งแรกในจักรวาลนี่ เกิดตอนไหน ก็ต้องนับเอาตอนที่เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ได้ทำความชั่วมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งที่กัปเราอยู่ เราอยู่นี่ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ด้วยอำนาจของบาปมีมากๆ กระทั่งพระอาทิตย์จากดวงเดียวนี่แตกเป็นทีละดวง ครบ ๗ ดวง แล้วไฟมันก็ล้างโลกเลยนั่นแหละ ไฟล้างไปถึงสวรรค์ทุกชั้นนี่ล้างหมดเลยนี่ เกิดไฟบรรลัยกัลล้างโลก เผาอยู่เป็นจำนวนเป็นล้านๆๆ ปี ยาวนานมาก
เทวดาที่รู้ว่าไฟกำลังล้างโลก ก็รีบปฏิบัติธรรม เทวดาที่ปฏิบัติธรรมก็จะไปอยู่ชั้นพรหม ชั้นพรหมนั้นไฟบรรลัยกัลจะไปไม่ถึง จะถึงอยู่แค่สวรรค์ เมื่อแผ่นดินเย็นลง หลังจากที่ไฟมันเผาอยู่ยาวนานทีเดียว เย็นลงแล้ว เริ่มต้นของกัปแรกๆ นี่ มันจะมีสิ่งของอยู่สิ่งหนึ่งเขาเรียกว่าง้วนดินเกิดขึ้น เป็นอาหารชนิดแรกของโลกเลย พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนกับว่าเราเอานมสดนี่ไปต้มให้เดือด แล้วจะมีฝาดสีเหลืองๆ ขาวๆ เกิดขึ้น ลักษณะง้วนดินที่เกิดขึ้นครั้งแรก อาหารครั้งแรกของโลกก็เกิดอย่างนี้เหมือนกัน
ทีนี้ พรหมเองมีอยู่พรหมพวกหนึ่งเรียกว่าอาภัสราพรหม พรหมนั้นรอดจากไฟบรรลัยกัลได้ พรหมเหนือ อยู่เหนือกว่าที่ไฟจะไปถึง เมื่อง้วนดินเกิดขึ้นมา พรหมพวกหนึ่งคืออาภัสราพรหม ซึ่งมีรัศมีในตัวเองสว่างไสวมากเลย เหมือนพระอาทิตย์สว่างมาก แล้วก็มีปีติเป็นภักษาหาร มีฤทธิ์ทางใจ คือไม่ต้องกินอาหารแต่มีปีติ สามารถอยู่ได้เป็นนิรันดร์กาลเหมือนกัน
ก็มีพรหมอยู่พวกหนึ่งซึ่งสงสัยว่าอะไรเกิดขึ้นบนโลกนี่ เมื่อโลกเย็นลงแล้วก็เหาะมาดู โลกมนุษย์นี่แหละตอนเริ่มตั้งกัปใหม่ๆ ก็เห็นง้วนดิน ก็สงสัยคืออะไร พวกพรหม อาภัสราพรหมที่ช่างสงสัยอยู่กลุ่มหนึ่งก็เลยเอานิ้วไปแตะง้วนดิน แล้วมาชิมดู ปรากฏว่ารสนี่มันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายคืออร่อยมาก แผ่ไปหมดเลยแหละ พรหมที่ลงมาใกล้ๆ กันก็เลยทำตามนี่
ทีนี้เกิดความอยากขึ้นมาแล้วตอนนี้ ชิมดูมันก็คงยังไม่อร่อยมาก ก็มีความคิดจะปั้นง้วนดินเป็นคำ ก็กลืนเข้าไป พอมีความคิดอย่างนี้เองนี่ ความอยากเกิดขึ้น รัศมีที่เคยสว่างไสวหายไปเลย ตอนนี้ดับหมดแล้ว เพราะความอยากที่อยากจะปั้นง้วนดินนั่นแหละ ง้วนดินเป็นอาหารที่โอชามาก กลิ่นหอม ตอนโลกตั้งใหม่ๆ กลิ่นหอมมาก ยั่วยวนให้พรหมต้องลงมาชิม บอกว่าพรหมก็เลยรัศมีดับไปเลย โลกมันก็เลยมืด กัปมืดหมดเลย มืด รัศมีของพรหมหมดแล้ว
ก็เกิดความสะดุ้งกลัวเกิดขึ้นมา ในใจของพรหมทุกคนก็เคยเลยว่าน่าจะมีความสว่างเกิดขึ้นนะ เราจะได้หายสะดุ้งกลัวนี่ น่ากลัวจังเลยความมืดนี่ ทันใดนั้นเองนี่พระอาทิตย์ก็เกิดขึ้นเลย พอพระอาทิตย์เกิดขึ้นพรหมทั้งหลายก็ดีใจ เหมือนความกล้านี่กลับคืนมาใหม่ เมื่อไม่มีพระอาทิตย์เกิดขึ้น ก็มีแต่ความกลัวเหมือนอยู่ในความมืด พระอาทิตย์เกิดขึ้นจึงเรียกว่าสุริยะ สุริยะคือผู้ที่ทำให้ความกล้าเกิดขึ้น ดีใจ ความกล้าเกิดขึ้นมาเหมือนเดิมแล้ว แต่เนื่องจากพระอาทิตย์ให้ความสว่างเพียงได้ครึ่งวัน คือ ๑๒ ชั่วโมง แล้วก็หายลับไป
ความกลัวก็กลับคืนมาใหม่ กลางคืนมันก็มืด เหล่าพรหมทั้งหลายก็มีความคิด มันน่าจะมีความสว่างเกิดขึ้นอีกนะ เราจะได้พอใจ ดวงจันทร์ก็เกิดขึ้นมาตอนนั้นแหละ ดวงจันทร์ผู้ยังความพอใจให้แก่สัตว์โลกที่ลงมาในโลกมนุษย์ยุคนั้นแหละ ยังความพอใจให้ แต่เดิมเรียกว่าพระฉันนะนั่นแหละ คือสร้างความพึงพอใจให้แก่คนที่เห็นนี่ เห็นดวงจันทร์ขึ้นมาแล้ว ดีใจมาก พอใจ ตอนหลังก็เป็นพระจันทร์ หรือจันโท ผู้ยังความพึงพอใจให้แก่พรหมยุคนั้นแหละ ตั้งแต่นั้นมาพอง้วนดินหายไปแล้ว เนื่องจากว่ามนุษย์พอกินของหยาบไปแล้ว พรหมนี่แหละก็เลยมีผิวพรรณ มีผิวพรรณไม่เสมอกัน ก็มีการดูถูกกัน ดูถูกกันนั่นแหละ ตอนหลังดูถูกกันมาก ง้วนดินก็หายไป อาหารโอชา
ต่อมาก็มีเครือดิน คล้ายๆ เห็ดนี่แหละเกิดขึ้นเป็นอาหาร พอกินเห็ดไปแล้ว ผิวพรรณมันก็หยาบขึ้นไปเรื่อยๆ ก็มีความแตกต่าง แตกต่างกันมากอย่างชัดเจนก็ดูถูกกันมากขึ้น ดูถูกเหยียดหยามผิวในสมัยโน้น ตั้งแต่มนุษย์เริ่มตั้งกัปมาก็ดูถูกกันแล้ว เหยียดผิวกันแล้ว ตอนหลังพอดูถูกกันมากนี่ กรรมมาก เครือดินก็หายไป
ตอนหลังกะบิดินก็คล้ายๆ ลูกมะพร้าวเกิดขึ้นมาแทน ก็ใช้มะพร้าวนี่แหละเป็นอาหาร กะบิดินนะ ดูถูกกันมาก ก็หายไปอีก มันจะหายไปเมื่อมนุษย์มีความโลภ มนุษย์มีการดูถูกนี่ ของดีๆ ก็จะหายไปจากโลก
ตอนหลังเมื่อเครือดินหายไป ก็จะมีข้าวสาลีเกิดขึ้น ข้าวสาลียุคแรกๆ ไม่มีแกลบ ไม่มีรำ พอมันงอกขึ้นมาแล้วมนุษย์ก็เอามากินได้เลยน่ะแหละ แล้วก็อร่อย กินเม็ดเดียว อิ่ม โอชารส พอตอนหลังเอง พอมันหยาบขึ้นเรื่อยๆ พอกินข้าวก็ต้องมีเครื่องย่อย แต่ก่อนไม่มีอวัยวะนะ ก็มีอวัยวะเกิดมีการเครื่องย่อยเพิ่มขึ้น มี มีเพศชายมีเพศหญิงเกิดขึ้นตอนหลังหมดเลยนั่นแหละ แล้วโลกก็เลยพัฒนาการมาถึงปัจจุบันนี้ ก็ขอจบเรื่องพระจันทร์เกิดขึ้นอย่างไรเพียงแค่นี้
เรามาดูคำถามที่ ๒ ว่าแล้วกระต่ายนี่แหละ ที่เราเห็นบนดวงจันทร์นี่แหละ หลายๆ ชาตินี่จะมองตรงกัน บางคนก็เห็นตากับยายตำข้าว มีกระต่ายนั่งอยู่ข้างๆ บ้าง แต่ของไทยถือว่าเห็นกระต่ายบนดวงจันทร์ แล้วกระต่ายมาจากไหน กระต่ายนี่เกิดขึ้นได้ เกิดจากฝีมือของพระอินทร์ พระอินทร์ได้บรรจงวาดภาพกระต่ายอาศัยภูเขานั่นแหละ ทำคล้ายๆ กับเป็นแท่งดินสอไปวาดภาพบนดวงจันทร์เอาไว้ให้ เพื่อเป็นการยกย่องคุณงามความดีของกระต่ายโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการยกย่องการกระทำความดีอย่างยิ่งยวดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขององค์ปัจจุบันของเรานี่แหละ
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเราเสวยพระชาติเป็นพญากระต่าย เกิดอยู่ในเมืองพาราณสี มีพระเจ้าพรหมทัตปกครองอยู่ พญากระต่ายนั้นก็อยู่ป่าใกล้ๆ เมืองนั่นแหละ แล้วก็จะมีพี่น้องอยู่อีก ๓ ประเภท ซึ่งนับถือว่าเป็นพี่น้องกัน มีนาค ๑ สุนัขจิ้งจอก ๑ แล้วก็ลิงอีก ๑ สัตว์ทั้ง ๔ ตัวก็นับถือเป็นพี่น้อง แล้วก็ยกให้กระต่ายเป็นพี่ใหญ่ กระต่ายนั้นถึงเวลาจะอบรมพร่ำสอนน้องตัวเองอยู่เสมอ ให้ถือศีลนะ ก็สอนกันเองให้ถือศีล ให้ทำทาน แล้วก็ถืออุโบสถศีลด้วย หมายถึงวันอุโบสถจะได้บุญใหญ่ ก็จะมีกระต่ายนี่แหละพี่ใหญ่จะขยันตรวจตราดูอากาศ ดูดวงจันทร์
มีอยู่คราวหนึ่ง วัน เห็นพระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงแล้ว พญากระต่ายก็จึงสอนน้องๆ อีกสาม ๓ ตัวนั่นแหละ ทั้งลิง ทั้งนาค ทั้งสุนัขจิ้งจอก พรุ่งนี้วันอุโบสถแล้ว ใครได้ทำทานวันนี้ ได้ถือศีลแล้วจะได้ผลใหญ่ อานิสงส์จะมีมากกว่าเดิม ก็บอกให้น้องทุกคนเตรียมตัว พรุ่งนี้หากมีคนยากจน มียาจกมาขออาหารนะ ให้ให้อาหารแก่เขาก่อน แล้วเราทานทีหลัง อย่างนี้จะได้อานิสงส์มาก เหล่าน้องทั้งหลายซึ่งเป็นสัตว์นั่นแหละก็มีความนึกคิด พรุ่งนี้จะไปเตรียมอาหารอย่างไร แต่ตัวของกระต่ายนั่นเองมีความคิดว่าพรุ่งนี้เราจะให้สิ่งที่เคยไม่ให้มาก่อน คือไม่เคยให้ทานอย่างนี้มาก่อนในชีวิตก็คือจะให้ชีวิตตัวเองเป็นทานนั่นเอง เนื่องจากว่าสิ่งที่เราจะให้เขานี่ มนุษย์คงกินไม่ได้ เราจะให้ชีวิตเราเป็นทาน คิดอย่างนี้
รุ่งเช้า นาคก็รีบออกไปหาแต่เช้าเลยนี่ ก็ไปเจอไอ้ปลาตะเพียนที่ชาวประมงนี่ไปตกเอาไว้แล้วก็ซ่อนเอาไว้ในดินนั่นแหละ นางนาคก็ไปเจอพอดี นาค ก็ประกาศไง ได้กลิ่นก็ไปคุ้ยเจอ ก็ประกาศหาเจ้าของ ๓ ครั้ง ว่ามีใครเป็นเจ้าของปลาตะเพียนนี้ไหม ประกาศอยู่ ๓ ครั้ง ไม่มี ก็เลยเอากลับมาที่พักของตน
สุนัขนั้นก็เหมือนกัน ก็ไปหาอาหาร ก็ไปเจออาหารในกระท่อมของชาวนาเป็นเนื้อย่างอยู่ ๒ ไม้ แล้วก็น้ำนมส้มอยู่หม้อหนึ่ง กำลังต้มอยู่ ก็ประกาศเหมือนกันว่า ๓ หนว่ามีเจ้าของไหม ประกาศอยู่ ๓ ครั้ง ไม่มี ก็จึงเอาคอนี่นะ ใส่นมส้มซึ่งเป็นถัง มันมีห่วงอยู่ สอดเข้าไปในห่วงนมส้ม แล้วก็คาบเนื้อย่างกลับมาที่พักของตน แต่ยังไม่ทานนะ แต่จะให้ทานก่อน ผู้ที่ยาจกกว่าเราจะมารับ
ส่วนลิงก็เหมือนกัน ไปในป่าได้มะม่วงมา แล้วกลับมาที่พักของตน พอกลับมาที่พักดีแล้ว ความตั้งใจจริงของกระต่ายโพธิสัตว์เองนี่ร้อนไปถึงพระอินทร์ ว่าตั้งใจจะทำทานยิ่งชีวิตนั่นเอง อาสนะของพระอินทร์ก็ร้อนขึ้นมาทันที ซึ่งอาสนะของพระอินทร์จะร้อนด้วยสาเหตุ ๓ อย่าง เช่น
ไม่ได้ก็ตามนี่ พระอินทร์จะหมดบุญนี่ อาสนะนี่จะร้อนขึ้นมา
๒. หรือมีสัตว์ผู้มีบุญมากกว่าพระอินทร์มาปรากฏอยู่ที่วิมานของพระอินทร์
อันที่ ๓. คือมีผู้มีศีลนี่ ผู้บำเพ็ญประพฤติสร้างบารมีอยู่นี่ อำนาจศีลแก่กล้า พระอินทร์ก็จะร้อนขึ้นมาเหมือนกัน
พระอินทร์ก็สอดมาดู อ้าว อ๋อ มันเกิดจากกระต่ายโพธิสัตว์จะทำทานใหญ่ ก็จึงเสด็จลงมาโลกมนุษย์ปลอมตัวเป็พราหมณ์ยากจน มาปรากฏที่ ณ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลายนี่แหละ ก็ไปปรากฏตัวที่อยู่ของนาคก่อน นาคก็ถามว่าท่านมาที่นี่เพื่ออะไร พราหมณ์ยากจนก็บอกว่าเรามาขออาหาร เพื่อว่าที่จะไปถืออุโบสถ แล้วก็บำเพ็ญสมณธรรมต่อไป นาคก็ดีใจ เอ้ามาแล้ว ผู้ที่มารับทานเรา ดีแล้ว มาแล้ว ก็ยกให้ แล้วขอให้ท่านบำเพ็ญในป่านี้เถอะ
พราหมณ์ละจากนาคแล้วไปหาสุนัขจิ้งจอก สุนัขจิ้งจอกก็ได้มอบเนื้อย่างพร้อมนมส้มให้ ๑ หม้อ ไปหาลิง ลิงก็มอบมะม่วงให้ ๑ พวงนั่นแหละ พอมาถึงบ้านสุดท้ายเป็นบ้านของกระต่าย ที่พักของกระต่าย พญากระต่ายก็ถามเหมือนน้องๆ ๓ ตัวนั่นแหละ พอได้ทราบดีแล้วก็บอก ตัวเราเองนี่แหละกินหญ้า เราไม่มีข้าวสาร ไม่มีอย่างอื่นที่จะให้ท่านหรอก แต่เรามีตัวเราเองนี่แหละจะให้ท่านเป็นอาหาร ขอให้ท่านเตรียมก่อไฟขึ้นมาเถอะ เมื่อไฟพร้อมแล้วบอกเราด้วย
พระอินทร์ก็เลยเนรมิตไฟขึ้นมา พอไฟมันโชติช่วงดีแล้ว ก็บอกกระต่าย พญากระต่ายว่าไฟตั้งเรียบร้อยแล้ว พญากระต่ายก็ดีใจนะ สลัดขนอยู่ ๓ ครั้ง เพื่อให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ในตัวเองหลุดออกไปก่อน แล้วกระโดดเข้าไปในกองไฟด้วยความปีติมากเลยนี่ มีความสุข เพราะว่าวันนี้เราจะได้ให้ทานด้วยชีวิต เป็นการให้ทานที่ไม่เคยให้มาก่อน มีความสุขเบิกบานมากนะ กระโดดเข้ามาในกองไฟ ปีติเป็นพิเศษนี่ พออยู่ในกองไฟแล้วสงสัยทำไมไฟมันเย็น ก็ร้องไปถึงพราหมณ์ พราหมณ์ทำไมไฟของท่านเย็นนัก ไม่สามารถจะทำผิวเราหรือขุมขนเราให้ร้อนแม้แต่นิดเดียว ยังไม่ร้อนเลยนั่นแหละ
พราหมณ์ที่จำแลงมาจึงสารภาพว่าจริงๆ แล้วเราเป็นพระอินทร์ ไม่ใช่พราหมณ์หรอก แต่ที่ลงมาเพื่อมาทดลองกำลังใจของกระต่าย กระต่ายก็เลยตัดพ้อต่อว่าพระอินทร์นะ ถ้าพระอินทร์หรือว่าคนในโลกนี้จะมาพิสูจน์อย่างนี้อยู่เรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่เราจะได้ทำทานสักที ต่อว่าพระอินทร์นะ พระอินทร์บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจะประกาศให้โลกรู้ถึงคุณงามความดีของท่าน เท่านั้นเองพระอินทร์ก็เลยไปเอาภูเขานะ มาทำคล้ายๆ กับดินสอนั่นแหละ ไปเขียนภาพกระต่ายบนดวงจันทร์ เพื่อเป็นประกาศให้โลกรู้จัก และภาพกระต่ายนี่ก็จะอยู่ถึงอายุ ๑ กัป กัปเรานี่แหละ จะอยู่คู่กันเลยน่ะแหละ เพื่อเป็นการประกาศคุณงามความดีของพญากระต่าย ก็คือพระโพธิสัตว์ที่ได้ถวายทานด้วยชีวิต ซึ่งเป็นกิจของพระพุทธเจ้าอยู่แล้วว่าพระโพธิสัตว์ย่อมเห็นพระสัมมาสัมโพธิญาณนี่สำคัญกว่าสิ่งอื่น แม้ร่างกายเราก็ให้ได้เป็นปกติ ให้ชีวิตเป็นปกติมากเลย
เพราะงั้นกระต่ายที่เราเห็นอยู่บนดวงจันทร์ก็มีที่มาอย่างนี้แหละ แล้วเรื่องพระจันทร์มีอีกองค์คุณ ๕ อย่าง ซึ่งครั้งหนึ่งพระยามิลินทร์ กับพระนาคเสนได้ถกปัญหาธรรมะกัน มีครั้งหนึ่งพระยามิลินทร์เข้าไปถามพระนาคเสนว่าพระภิกษุสงฆ์นี่จะประพฤติตัว ประกอบด้วยองค์ ๕ ของพระจันทร์อย่างไร จึงจะมีโอกาสบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ องค์ ๕ แห่งดวงจันทร์นั้น พระนาคเสนก็ได้ตอบว่า
ประการที่ ๑. ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมขึ้นในสกุล ย่อมขึ้นในสุขปักษ์หรือฝ่ายขาว อันนี้คือเดือนข้างขึ้น แล้วยิ่งสว่างมากขึ้นทุกทีทุกทีนั่นแหละ ประการที่ ๑. ก็เหมือนกับนักสร้างบารมี พระภิกษุทั้งหลายนี่จะต้องเจริญธรรมฝ่ายขาว และต้องสำรวมกาย วาจา ใจ จะต้องปรารภความเพียรให้ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบรรลุธรรมพระอรหันต์
ประการที่ ๒. องค์ของดวงจันทร์ก็คือ ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมเป็นหนึ่งในอธิบดีทั้งหลาย คือเป็นหนึ่ง เป็นประธานในหมู่ดาว หมู่นักสัตว์ทั้งหลายก็จะมีประธานเยอะ พระจันทร์นี่แหละก็เป็นหนึ่งในอธิบดีใหญ่ทีเดียว ก็เหมือนกับพระภิกษุทั้งหลายจะต้องมีฉันทะ เป็นอธิบดี ก็คือมีความฉันทะในการที่จะหมดกิเลส นี่เป็นอธิบดี มุ่งมั่นที่จะปรารภความเพียร
ประการที่ ๓. ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมฉายรัศมีในเวลากลางคืน ก็พระภิกษุนั้นจะต้องรักความวิเวก ไปแต่ผู้เดียวนั่นแหละ
ประการที่ ๔. ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมมีวิมานเป็นธง พระภิกษุนั้นก็จะมีศีลเป็นธง มีกรอบในการดำเนินชีวิตนั่นเอง
ประการที่ ๕. ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมมีผู้อยากให้บังเกิดขึ้น ใครเห็นก็พอใจ พระภิกษุผู้ทรงศีลแล้ว เมื่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ตระกูลไหนเขาก็อยากจะอาราธนาให้เข้าไปในตระกูลนั้น
นี่คือสิ่งที่พระนาคเสนได้ตอบพระยามิลินทร์ว่าหากพระภิกษุปฏิบัติตามองค์พระจันทร์ ๕ อย่างนี้แล้ว ก็จะมีโอกาสบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ได้ ก็อยากจะโยงคุณธรรม ๕ อย่างนี้มาเกี่ยวกับคุณยายของเรา คุณยายเรานี่ก็ประกอบด้วยองค์ ๕ แห่งพระจันทร์เหมือนกัน
ประการที่ ๑. ธรรมดาดวงจันทร์นั่นย่อมขึ้นในสุขปักษ์ หรือฝ่ายขาว อันเป็นเดือนข้างขึ้น ชีวิตของคุณยายอาจารย์เราก็เหมือนกันเลยนะ ชีวิตยิ่งผ่านไปแล้ว บารมีธรรมก็สว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ บุญบารมีคุณยายนี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น แล้วเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไม่มีตกต่ำอีกเด็ดขาดเลย ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปี หลังจากที่คุณยายมาเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ได้เข้าถึงพระธรรมกายแล้วนี่ ชีวิตของคุณยายนี่เป็นไปเพื่อการสร้างบารมีทุกรูปแบบเลย มีกำลังแก่กล้าขึ้นตลอดเวลา ไม่มีท้อถอย กำลังบุญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด มีแต่จะเดินหน้าต่อไป
แรกๆ คุณยายก็มีบุญสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ได้ รวมหมู่คณะได้ร้อยชีวิตสมัยก่อนนั่นแหละ เมื่อคุณยายมีกำลังเพิ่มขึ้น เหมือนกับพระจันทร์ข้างขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีกำลังมาก คุณยายก็มาสร้างวัดพระธรรมกาย รวบรวมหมู่คณะทั้งพระภิกษุก็ดี สามเณรก็ดี อุบาสก อุบาสิกา เป็นจำนวนเรือนเป็นหมื่นคนหมื่นชีวิตนั่นแหละ คุณยายก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น มีกำลังมากขึ้น ก็เป็นประธานในการที่ขยายงานมาถึง ๒,๐๐๐ ไร่ในปัจจุบันนี้ มาสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นั่นแหละ ต่อไปในอนาคต ก็จะสามารถรวบรวมนักสร้างบารมีจากทั่วโลกได้ เป็นล้านคน หลายๆ ล้านคนต่อไป ชีวิตของคุณยายก็เหมือนดวงจันทร์ในยามข้างขึ้นมีแต่สว่างไสวขึ้น ไม่มีตกต่ำเลย เต็มเปี่ยมบริบูรณ์อย่างสมบูรณ์ทีเดียว
ประการที่ ๒. ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมเป็นหนึ่งในอธิบดีทั้งหลาย คือมีความฉันทะในการสร้างบารมีกับคุณยาย คุณยายนี่มีความสุขมาก ท่านจะพูดเสมอ ท่านรักบุญนี่แหละ มีฉันทะในการรักบุญที่สุดเลย ขึ้นชื่อว่าบุญแล้วคุณยายไม่ยอมแพ้ใคร คือมีบุญเป็นอธิบดีนั่นเอง เป็นประธานทีเดียว ขึ้นชื่อว่าบุญแล้วคุณยายจะเอาทุกอย่างเลยนี่แหละ
กระทั่งเมื่อปี ๒๕๓๑ เราคงจะจำกันได้ คุณยายเคยทำบุญทุกอย่างมาหมดแล้ว ยกเว้นประธานกฐินแค่นั้นเอง ซึ่งไม่เคยได้เป็นมาก่อน จึงได้กราบขออนุญาตจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ ซึ่งก็อนุญาต ปีติดีใจที่คุณยายจะได้เป็นประธานกฐินครั้งแรกในชีวิต แล้วความที่คุณยายเป็นประธานนั่นเอง อาศัยบุญของคุณยายทำให้สามารถรวบรวมปัจจัย ไถ่แผ่นดินผืนนี้ ๒,๐๐๐ ไร่ สำเร็จลงในคราวกฐินครั้งนั้นเอง แผ่นดินที่เราตั้งอยู่ตรงนี้แหละ อาศัยบารมีธรรมของคุณยาย เพราะคุณยายท่านรักบุญ มีฉันทะ เป็นอธิบดีทีเดียว รักบุญมาก รักบุญเหนือสิ่งอื่นใด เพราะงั้นชีวิตของคุณยายจึงไม่เคยอิ่ม ไม่เคยเบื่อหน่ายในการสร้างบุญทุกรูปแบบ มีฉันทะเต็มเปี่ยม ขึ้นชื่อว่าบุญแล้วคุณยายไม่เหนื่อยเลยนี่แหละ เป็นสิ่งที่เราควรจะมาปรับใช้กับตัวเราเองนะ ขึ้นชื่อว่าบุญนี่คุณยายจะไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่บ่นเลยน่ะแหละ ยายเก็บทุกๆ บุญ เก็บทุกบุญ เก็บอย่างเต็มที่ด้วยนะ เก็บเต็มที่ทุกบุญทุกครั้งที่บุญมาถึง จะไม่เคยผัดผ่อนประกันบุญเลยนั่นแหละ จะทำเต็มที่ไม่หนีบุญ พุ่งเข้าไปหาบุญตลอดเวลาเลย นี่คือคุณยายของเรา
ประการที่ ๓. ดวงจันทร์นั้นย่อมไปในกลางคืน ฉายรัศมีนี่ คุณยายก็เหมือนกัน ท่านรักวิเวกมาก รักวิเวกตลอดชีวิต คุณยายนี่ท่านจะไม่ยอมคลุกคลีกับหมู่คณะ เที่ยวออกมาอบรมพร่ำสอนเพื่อความผาสุกของหมู่คณะนั่นเอง แต่เมื่ออบรมเสร็จแล้ว ท่านจะใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่กับการปฏิบัติธรรม ไม่สนใจกับใครเลยนี่ มุ่งมั่นที่จะรักษาธรรมะให้เชี่ยวชาญ เพราะคุณยายท่านเป็นรักษาอย่างนี้ รักวิเวกเป็นชีวิตจิตใจ ธรรมะท่านจึงเชี่ยวชาญที่สุด กระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้ชมว่าคุณยายนี่เป็นหนึ่งไม่มีสอง มีญาณทัสสนะที่เยี่ยมมาก แม่นยำมากๆ เลย เรานักสร้างบารมีก็เหมือนกันนี่แหละ ก็ควรที่จะหมั่น ที่จะให้ความวิเวกตัวเองมากๆ นอกจากจะหาเวลาวิเวกด้วยยามค่ำคืนนี่แหละ แม้เราจะเป็นผู้หาเช้ากินค่ำ แม้จะมีเรือนก็ตาม เราก็ต้องแบ่งเวลาให้เกิดความวิเวกแก่ตัวเองเหมือนกัน
ประการที่ ๔. ธรรมดาดวงจันทร์ย่อมมีวิมานเป็นธง คุณยายของเรามีศีลเป็นธงเหมือนกัน ศีลท่านเคร่งครัดมากเลย ตั้งแต่ท่านรู้เรื่องราวของคุณค่าของศีลแล้ว ท่านถือศีล ๕ ครบตั้งแต่อายุ ๒๖ ตั้งแต่ออกจากบ้านมาแล้ว แล้วก็ไม่เคยผิดศีลอีกตลอดชีวิตเลย ศีลท่านเคร่งครัด นั่งอยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญท่านก็ถือศีล ๘ บวชเป็นแม่ชี
มีอยู่ครั้งหนึ่งเราคงจำกันได้ ตอนที่คุณยายไปอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ ท่านก็ได้รับเตียงซึ่งเก่าๆ แล้วจะมีตัวเรือดในเตียงหลังนั้นด้วย คุณยายท่านก็เฉยๆ กลางคืนท่านก็ตื่นมา มันกัดทีท่านก็เอากระดาษมา แล้วก็จับตัวเรือดไปปล่อยทุกวัน วันละตัว ท่านมีความรู้สึกว่าเรือดมันก็ทำหน้าที่ของมันน่ะแหละ มันต้องทำมาหากิน มันกินเลือดของมนุษย์ ตัวเรือดนะ ท่านเองก็ไม่ถือสา ถึงเวลาก็ไปปล่อยเฉยๆ หมายถึงว่าศีลท่านมั่นคงมาก
เหมือนสังเกตตัวเราซิว่าเวลาที่ยุงกัด เราบางทีเราหงุดหงิดนะ ถือศีลจริงๆ แต่ก็หงุดหงิดเหมือนกัน แต่คุณยายท่านเฉยๆ มีความคิดว่าถ้าเป็นยุงกัด ยุงมันก็ทำหน้าที่ของมันนั่นแหละ มันต้องกินเลือดเพื่อเลี้ยงตัวเอง เราก็แค่จับมันไปปล่อยก็จบแล้ว แค่นั้นเอง คือศีลท่านมั่นคงเหมือนอยู่ในตัวของท่านเลย เป็นศีลที่ไม่ต้องพยายามถือนะ เหมือนกับศีลกับตัวของคุณยายนี่เป็นอันเดียวกันเลย ทั้งศีล ๘ แต่เริ่มต้นก็คือศีล ๕ ถ้าเป็นศีล ๘ คือเป็นเนื้อ เป็นชีวิตของท่าน เป็นปกติเลยน่ะแหละ นี่คือคุณยายของเรา
ประการที่ ๕. ธรรมดาดวงจันทร์นั้นย่อมมีอยากให้บังเกิดขึ้น หมายถึงว่าใครเห็นดวงจันทร์แล้วก็สบายใจ คุณยายเราก็เหมือนกัน ใครเห็นหน้าคุณยายแล้วสบายใจ น่าสดชื่น ยิ่งสมัยก่อนท่านยังไม่ละสังขารนี่ ใครเห็นคุณยาย เห็นรอยยิ้มคุณยายแล้วเบิกบาน เบิกบานใจ ยิ่งบ้านไหนก็ตามคุณยายไปเยี่ยมสมัยที่ท่านเป็นประธานกฐินนั่นแหละ จะเป็นเหนือใต้ออกตก จะไปเชียงใหม่ ไปสงขลา ไปขอนแก่น ไปที่ไหนก็ตามนี่ โอ้โฮ หมู่ญาติของพวกเรานักสร้างบารมี กัลยาณมิตรจะดีอกดีใจเป็นพิเศษว่าคุณยายไปไหนเขาก็ชื่นชม แม้มาวัดก็ตามนี่แหละ ระยะหลังคุณยายท่านไม่แข็งแรง ท่านอยู่ที่วัดเอง เห็นคุณยายนั่งจักรยายสามล้อ โดยมีอุบาสกขี่จักรยานมาก็ชื่นใจแล้ว เห็นคุณยายเดินมาก็เบิกบานปีติใจนี่ แม้ขณะนี้คุณยายจะละสังขาร เหลือเพียงแค่ภาพของคุณยายอยู่บนบ้านเรือนทองฝังเพชรนี่แหละ มาเห็นคุณยายเราก็ชื่นใจนะ มาดูคุณยายทุกวัน มีกำลังใจ คุณยายจึงเป็นบุคคลซึ่งใครก็อยากให้บังเกิดขึ้น นี่คือองค์คุณของพระอาจารย์ซึ่งเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ในคุณยายครบเลยนี่
คุณยายของเรานี่ ที่ชื่อว่าจันทร์นี่ ท่านก็มีองค์คุณของพระจันทร์สมบูรณ์แบบทุกอย่างเลย พระอินทร์นั้นได้ทรงยกย่องคุณงามความดีของกระต่ายโพธิสัตว์ด้วยการวาดรูปกระต่ายบนดวงจันทร์ และในฐานะเราล่ะ ฐานะเป็นลูกศิษย์ของคุณยาย เราจะยกย่องคุณยายอย่างไร พระอินทร์นั้นยกย่องเป็นกัปเลยนี่ เอาไว้บนดวงจันทร์นั่นแหละ ประกาศเกียรติคุณงามความดี เราก็เหมือนกันในฐานะเป็นลูกศิษย์ของคุณยาย คุณยายนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง จะหาบุคคลอย่างยายนี่ไม่มีอีกแล้ว ที่มีความเพียบพร้อมในคุณธรรม เป็นตัวอย่างเราทุกๆ ด้าน เป็นนักสร้างบารมีชั้นยอดทีเดียว ซึ่งจะหาใครเสมอเหมือนนี่ไม่มีอีกแล้ว ให้เราดีใจแล้วเราภาคภูมิใจเถอะ
ทีนี้ เราจะมาประกาศเกียรติคุณของยายกันอย่างไร เราก็ต้องตอบแทนท่านด้วย ๒ สิ่งคืออามิสบูชา แล้วก็ปฏิบัตินั่นแหละ อามิสบูชานั้นเราต้องช่วยกันสถาปนามหาธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จโดยเร็ว มหาธรรมกายเจดีย์นี่จะเป็นสัญลักษณ์ของคุณยาย ให้ผู้มาภายหลัง ต่อไปภายภาคหน้าจะมาจากทั่วโลกเลย มาถึงมหาธรรมกายเจดีย์แล้วก็จะทราบว่าผู้อยู่เบื้องหลังก็คือคุณยายอาจารย์ของเรานั่นแหละ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ สตรีท่านนี้แหละซึ่งต่อไปโลกจะต้องยกย่องตราบนานเท่านานทีเดียว อาจจะยกย่องเป็นพันปี หลายๆ พันปีต่อไปในอนาคต ใครมาถึงก็จะยกย่องคุณยายเหมือนพวกเราทุกๆ คน มีคุณยายอยู่ในดวงใจของเขาทุกคนเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นภาวะตอนนี้เองที่เราจะช่วยกันสถาปนาลานธรรมนี่จึงเป็นกิจสำคัญน่ะแหละ เป็นกิจที่เราจะได้ยกย่องเชิดชูครูบาอาจารย์ของเรา แม้ว่าจะมีปริมาณมากเพียงใดก็ตาม เหนื่อยยากอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทุ่มกันให้สำเร็จ อย่าไปคิดว่าเราทำแล้ว แต่ว่าต้องทำจนกว่าจะเสร็จ ตอนนี้มีเจ้าภาพระดับหนึ่ง ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราก็ต้องทำกันต่อไป โดยเฉพาะช่วงวันที่ ๔ มกราคม ปี ๔๔ นี่จะเป็นวันครบรอบคุณยายอีกครั้งหนึ่ง วันเกิดของท่าน จะเวียนมาครบวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๔ ก็เป็นโอกาสดีอีกครั้งหนึ่งซึ่งเราจะได้ทำบุญโป้งคุณยายนั่นแหละบูชาธรรมในวันคล้ายวันเกิดของคุณยายครบรอบอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ เราได้เตรียมตัวกัน
ส่วนเรื่องปฏิบัติบูชานั้นสำคัญมากเลย หากวิชชาธรรมกายยังคงยืนยงอยู่คู่โลกถึงเพียงไหน ก็หมายถึงว่าเราก็มีส่วนในการประกาศเกียรติคุณงามความดีของคุณยาย เพราะว่าถ้าไม่มีคุณยายบังเกิดขึ้น คุณยายไม่เข้มแข็ง ไม่รับอาสาที่จะสืบทอดวิชชาธรรมกายต่อจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เราคงไม่มีวันนี้กัน เราคงไม่มีหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ของเรา ซึ่งเป็นผู้นำในการสร้างบารมีในยุคนี้ เราคงไม่มีวัดพระธรรมกาย และเราก็คงไม่มีลานธรรม ไม่มีมหาธรรมกายเจดีย์ ไม่มีในวันนี้ ซึ่งหากไม่มีวันนี้เราก็คงพลาดโอกาสสร้างบารมี โอกาสจะพ้นอบายก็คงเป็นไปยากมาก ส่วนใหญ่ถ้าไม่มาถึง ณ ตรงนี้ ไม่ถึงวัดพระธรรมกายแล้ว ก็ต้องไปอบายหมด
เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้กล่าวชัดเจนไว้ว่าคนสมัยท่านเองไปนรกเท่าขนโค ไปสวรรค์เท่ากับเขาโคคู่เดียวเท่านั้นเอง สมัยนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ถึงวัดพระธรรมกาย ก็ไปอบายหมดทุกคนน่ะแหละ เพราะฉะนั้นเองการปฏิบัติบูชาจึงสำคัญ เป็นสิ่งที่เราจะต้องรับมรดกธรรมอันนี้ไว้ แล้วไม่เพียงแค่ทำด้วยตัวเอง ต้องชักชวนหมู่ญาติด้วย ไปชวนเขานั่งสมาธินั่นแหละ สัมมาอะระหัง ศูนย์กลางกาย วิธีการอย่างนี้ กว่าจะเกิดขึ้นบนโลกนี้ยากมาก ต้องสูญหายไป ๒,๐๐๐ กว่าปี อาศัยบารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ค้นคืนมาได้เมื่อ ๘๓ ปีก่อนที่ผ่านมานี้เอง และอาศัยคุณยายท่านรับมรดกธรรมมา สู้สอนสั่งขยายวิธีการมา กระทั่งมาถึงหลวงพ่อของเรา มาถึงพระอาจารย์ มาถึงพวกเราในวันนี้นั่นแหละ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า จะยกระดับชีวิตของเราได้
เพราะฉะนั้นเองให้ตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจเปิดบ้านกัลยาณมิตร สวดมนต์นั่งสมาธิกันต่อไปนี่ ขยายความสว่างไสวนี้ให้ขยายไปทั่วประเทศ ทั่วโลกต่อไปในอนาคตด้วย นี่เป็นมรดกธรรมที่เราจะต้องสืบสานกันต่อไป (หมดม้วน 1/A)
หน้า PAGE 12
431223FW-YNT