กว่าจะรู้ซึ้งถึงคำสอนของคุณยาย
ขอนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยที่เคารพอย่างสูง กราบนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุก ๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาและลูกหลานยายทุก ๆ ท่าน
ผ่านมาได้ ๑๐๐ วันในวันนี้ เป็นที่น่ามหัศจรรย์ที่ว่าบุคคลคนหนึ่งซึ่งได้ล่วงลับไปเป็นเวลาถึง ๑๐๐ วัน บุคคลที่อยู่ข้างหลังที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังสามารถกล่าวสรรเสริญคุณงามความดีของบุคคลนั้นได้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย แม้ร้อยวันมาแล้วก็ยังสามารถบรรยายถึงคุณงามความดีของท่านต่อไปได้เรื่อย ๆ
และยังมีอีกหลาย ๆ ท่านที่ได้มาตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันนี้โดยไม่ขาด ขออนุโมทนาบุญด้วยนะ หลวงพี่ได้ไปค้นพบไปอ่านคุณธรรมของคุณยาย จากหนังสือคำสอนของยาย ที่มีอยู่ ๒ เล่ม เล่มแรกเป็นปกสีฟ้า เล่มที่ ๒ ก็เป็นปกสีออกส้ม ๆ ที่รวบรวมโดยพระอาจารย์ พระมหาสุวิทย์ วิชฺเชสโก ก็สงสัยถ้อยคำอยู่ประโยคหนึ่ง คือคุณยายก็พูดธรรมดา ๆ ถ้อยคำนั้นกล่าวว่า
เวลายายนั่งธรรมะ ยายก็จรดใจที่ศูนย์กลางกาย ผ่านกายต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วใจก็ไปติดที่พระนิพพาน แล้วก็จะบอกว่าไปดูอะไรก็ได้ กิเลสก็ไม่มี ตัวนี้นะ ยายบอกพอถึงจุดนั้นแล้ว กิเลสก็ไม่มี อีกประโยคหนึ่งต่อมา พอยายจะพูดกับใคร ยายก็ต้องถอนใจมาจรดจ่อ มาพูดกับคน ๆ นั้น ใจมันก็หยาบ อายตนะหยาบมันก็เกาะ กิเลสมันก็เกาะ
ก็น่าทึ่งว่าขณะที่คุณยายทำสมาธิละเอียดอยู่ในศูนย์กลางกายนั้น กิเลสไม่มี กิเลสไม่มีชั่วคราว แต่พอต้องออกมาพูดคุยกับใครต่อใคร กิเลสก็เริ่มมาเกาะ มันถึงขนาดนั้นกันเชียวหรือ ถ้อยคำประโยคนี้ก็ด้วยสติปัญญาที่หลวงพี่มี ใช้เวลาหาคำตอบถึง ๒ ปี คำพูดของคุณยายนั้นพูดไม่เยอะ แต่ละถ้อยคำนั้นใช้เวลาตีความ ทำความเข้าใจนั้นเป็นปี ๆ ทีเดียว ก็ได้ไปค้นพบเรื่องนี้โดยบังเอิญ จากการใช้เวลาถึง ๒ ปี
ก็คือ จากการที่ไปล้างห้องน้ำ แล้วจะค้นพบว่าลึกซึ้งขนาดนี้เลย คำสอนของคุณยาย คุณยายเองเป็นต้นแบบของวัดที่ล้างห้องน้ำจะขึ้นชื่อ เรื่องความสะอาดเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ล้างห้องน้ำ บ่อย ๆ ก็คือเวลาซักสบงจีวรก็จะมีน้ำแฟบเหลือ ตอนแรกก็เททิ้ง เททิ้งไปเกือบทุก ๆ วัน
แล้วจู่ ๆ มีอยู่วันหนึ่งก็นึกเสียดายขึ้นมา นี่โดยบังเอิญนะ โดยบังเอิญ เอ๊ะ น้ำแฟบนี่น่าจะเอาไปทำอะไรได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอาไปล้างห้องน้ำเสียก่อน ก็ล้างห้องน้ำ ราดไปที่พื้น แล้วก็จัดการทำความสะอาด ก็ล้างอย่างนี้เพิ่มขึ้น ถี่ขึ้น จนกระทั่งทำมันทุกวันเลย ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร ทำมันทุกวันเลย อย่างวันนี้สมมติล้างพื้น เอ้า วันรุ่งขึ้นก็ล้างข้างฝา อีกวันหนึ่งก็ล้างคอห่าน ทำมันไปทีละนิดทีละหน่อย หมั่นทำ ทำอยู่ได้ ๒ ปี ถึงได้คำตอบว่า คำว่าอายตนะหยาบมันมาเกาะมันคืออะไร
ก็จะถ่ายทอดประสบการณ์ ๒ ปีที่แสวงหาตรงนี้นี่ให้เหลือประมาณสัก ๒๐ นาที ใครมาฟังสวดพระอภิธรรมร้อยวันในวันนี้ก็ได้กำไรไป ๒ ปีกว่า ประมาณ ๒ ปี ไม่ต้องไปค้นหาเอง จากการที่ล้างห้องน้ำบ่อย ๆ ก็ค้นพบทีละฉากทีเดียว จะสรุปให้ฟัง
ประการแรกก็คือห้องน้ำ แม้เพิ่งล้างไปเมื่อวานหยก ๆ นี่ประเด็นที่ ๑ เดี๋ยวจะมีคำสอน ของคุณยายมา support มาสนับสนุนตรงนี้ด้วย พอล้างไปปุ๊บก็ค้นพบว่าห้องน้ำแม้เพิ่งล้างไปเมื่อวานหยก ๆ วันนี้เลอะแล้ว เหมือนกับที่คุณยายได้เคยพูดไว้ว่าพอออกมาจากสมาธิ ออกมาพูดคุยกับคนโน้นคนนี้ อายตนะหยาบก็เกาะ กิเลสมันก็เกาะ เดี๋ยวฟังไปเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ กระจ่างขึ้น แต่ว่าการที่ห้องน้ำ ๑ วัน แล้วเลอะนั้นยังไม่ส่งผล คือกลิ่นเหม็นยังไม่ออก คราบเลอะก็ยังไม่ออก แต่ยังไปพิสูจน์ว่ามันเลอะแล้ว โดยการใช้มือไปลูบด้วยในจุดที่เราเพิ่งล้างไปเมื่อวาน จะเห็นได้ว่าเลอะแล้ว แต่อาการยังไม่ออกว่าสกปรก ยังไม่เหม็น ยังไม่ลื่น ยังไม่มีกลิ่น อย่างนั้น
ทีนี้ คล้ายกับใจของมนุษย์นั่นเอง เมื่อเรานั่งสมาธิกันปุ๊บ สมมติวันนี้นั่งสมาธิในงานของคุณยาย พอกลับไปบ้าน ระหว่างเดินทาง กิเลสเกาะแล้วนะ ขณะนั่งนี่ใจใส ๆ นึกถึงแต่บุญ เห็นแต่องค์พระใส ๆ พอเดินทางไปใจก็ถูกกิเลสเกาะ ถ้าเลิกปุ๊บก็จะโดนเกาะทันทีเลย อายตนะหยาบมันจะเห็นเรา
ทีนี้ ได้ข้อคิดต่อมา ข้อคิดต่อมาจากการล้างห้องน้ำ ก็คือว่าถ้าเราล้างห้องน้ำบ่อย ๆ ห้องน้ำจะล้างง่าย เพราะว่าคราบที่ค่อย ๆ ก่อตัวทีละเล็กทีละน้อย ก็ยังน้อยอยู่ เวลาล้างลูบไปลูบมาไม่กี่ครั้งก็สะอาดแล้ว ใจของพวกเราเหมือนกันเลย ถ้าเรานั่งสมาธิบ่อย ๆ เราก็จะนั่งง่าย ซากแรกที่เปรียบเทียบคือถ้าล้างบ่อยก็ล้างง่าย แต่ถ้าเรานั่งบ่อย ๆ เราก็จะนั่งง่าย จึงเห็นคำสอนของคุณยายบอกให้นั่งธรรมะเยอะ ๆ ให้สัมมาอะระหัง เยอะ ๆ เพราะยิ่งทำมันก็ยิ่งง่าย
ในขณะเดียวกันห้องน้ำนั่นเอง ถ้าไม่ค่อยล้าง ทิ้งเอาไว้ เอาว่าเป็นสัก ๓-๔ อาทิตย์ สักเดือนหนึ่ง ล้างยาก เพราะคราบนั้นลึก คราบหนาแล้วฝังแน่นเสียแล้ว ถ้าหากเราไม่นั่งสมาธิเป็นสัปดาห์เป็นเดือน ถึงวันนั้นจริง ๆ เรานั่งสมาธิไม่รู้เรื่องนะ หรือก็รู้เหมือนกัน แต่รู้เป็นร้อย ๆ เรื่อง ก็คือเรื่องราวที่ไร้สาระนะ อาจจะนั่งรู้เป็นร้อย ๆ เรื่อง แต่จริง ๆ แล้วก็คือไม่ได้เรื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนั่งธรรมะบ่อย ๆ
ข้อคิดที่ได้ออกมาอีก ก็เริ่มลึกซึ้งขึ้นไป ก็คือว่าห้องน้ำถ้าหากล้างบ่อย ๆ แล้ว ยิ่งล้างยิ่งอยากล้าง เพราะอะไร เพราะว่ามันล้างง่ายนั่นเอง เราอยากล้างห้องน้ำ พอมีโอกาสก็จะล้างทันที อย่างคุณยายเอง เวลาท่านทำความสะอาดสถานที่ต่าง ๆ ท่านมักจะทำบ่อย ๆ ถ้าใจของเรานั่งธรรมะสม่ำเสมอนะ เราก็อยากจะนั่งบ่อย ๆ ช่วงไหนนั่งทุกวัน นั่งวันละหลาย ๆ ชั่วโมง เราไม่ค่อยอยากไปแสวงหาอะไรอย่างอื่น นอกจากแสวงหาธรรมะภายใน จึงค่อย ๆ ละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ ว่ายิ่งนั่งยิ่งอยากนั่ง ในแง่ตรงกันข้าม ช่วงไหนไม่อยาก ไม่ได้นั่งเลย ก็จะไม่อยากนั่ง เพราะว่านั่งยาก นั่งแล้วเหนื่อย ต้องรบกันอะไรหลาย ๆ เรื่อง จิตใจไม่สะอาดพอ นี่คือค่อย ๆ เขยิบเข้าไปทีละเรื่อง
แล้วคำสอนของยายนั้นมีปรากฏไว้ในพระไตรปิฎกด้วย หลวงพี่ก็ได้ไปค้นในพระไตรปิฎกเจอพระสูตรอยู่พระสูตรหนึ่งว่า ชื่อ มละสูตร ม. ม้า ล. ลิง คือมละแปลว่ามลทิน มละสูตรว่าด้วยมลทิน ๘ ประการ ที่ท่านพระองค์ได้ตรัสสอนพระภิกษุ ก็ขึ้นต้นพระสูตรเป็นพระบาลีว่า
อสชฺฌายมลา มนฺตา อนุฏฺฐานมลา ฆรา (ล.๒๓ สุ.อํ)
สองวรรคก็พอ มีมลทิน ๘ ประการว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มลทิน ๘ ประการนี้เป็นไฉน
คาถาบทเต็มคือ
(มลํ วณฺณสิส โกสชฺชํ ปมาโท รกฺขโต มลํ
มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ มจเฉรํ ททโต มลํ
มลา เว ปาปกา ธมฺมา อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
ตโต มลา มลตรํ อวิชฺชา ปรมํ มลนติ
เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน บ้านเรือนถ้าหากไม่ทำความสะอาดเสียแล้ว ก็เป็นมลทิน หมายความว่า จะสกปรก
ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ก็คือถ้าไม่อาบน้ำนี่ก็เลอะ เหมือนบ้านเรือนหรือห้องน้ำถ้าไม่ล้างมันก็เลอะ นี่คือที่คุณยายบอกว่าให้ทำความสะอาดบ่อย ๆ ถ้าเป็นผ้าของคุณยายก็จะไม่หมกเอาไว้ จะซักให้หมดไปทุก ๆ วัน เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะเป็นมลทิน
แล้วก็ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพอทำสมาธิ แล้วออกจากสมาธิมลทินก็เกาะใจในทันทีเลย เกาะเดี๋ยวนั้นให้เห็น ๆ เลย คุณยายท่านเห็น ท่านก็พูดจากสมาธิให้เราฟัง แต่โดยหยาบแล้ว เราสังเกตดูเถอะ บ้านเรือนก็ดี ห้องน้ำที่หลวงพี่ยกตัวอย่างมาก็ดี ถ้าไม่ทำความสะอาดก็จะสกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทีนี้ก็ได้ข้อคิดประการท้าย ๆ จากคำสอนตรงนี้คือคนที่ล้างห้องน้ำนั้น เดี๋ยวไปพิจารณาตัวเราเองนะว่าเราเป็นคนประเภทไหน คนที่ล้างห้องน้ำนั้นก็แยกได้ออกมาเป็น ๒ พวก
พวกหนึ่ง คือล้างเพราะกลัวเลอะ ล้างเพราะกลัวเลอะ
พวกที่ ๒ คือล้างเพราะไม่ล้างไม่ได้อีกแล้ว ลื่น หัวฟาดพื้นมีคนเข้า ICU หรือว่าเหม็นจนขนาดว่าเข้าไปได้ไม่ถึง ๑ นาที ต้องรีบวิ่งออกมา ถ้าถึงจุดนี้แล้ว จำเป็นต้องล้าง ไม่ล้างไม่ได้อีกต่อไป ดูว่าเราเองเป็นคนประเภทไหน วกกลับมาเรื่องใจเหมือนกัน คนที่นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ก็มี ๒ พวกเหมือนกันนะ ดูซิว่า เราเป็นพวกไหน
พวกที่ ๑ คือขยันนั่งสมาธิเพราะกลัวจะทุกข์มากไปกว่านี้ โดยพื้นฐานแล้วชีวิตของเรามีพื้นฐานเป็นทุกข์ เช่นหิว หิวก็ทุกข์ พอไปกินอิ่มเกินก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ต้องเข้าห้องน้ำห้องท่า นี่คือทุกข์ประจำที่เราต้องเจออยู่แล้ว แต่ยังมีทุกข์ทางใจอีก คนที่นั่งสมาธิประเภทแรกคือไม่อยากทุกข์มากไปกว่านี้ จึงต้องรีบนั่งทำความเพียร ทำให้กิเลสมันเบาบางลง
สำหรับบางท่าน ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้อยู่ในที่นี้ เป็นคนเข้าวัดเข้าวา ปฏิบัติธรรมประเภทที่ ๒ คือต้องประสบทุกข์ทรมาน ประสบชะตากรรมที่ลำบากยากเย็นมา ถึงตัดสินใจ ถึงค่อยเตือนตัวเองได้ว่า เพราะไม่ยอมเข้าวัดเข้าวา ถึงได้ทุลักทุเล ชีวิตนั้นลำบากเหลือเกิน บางคนต้องอกหักเสียก่อน บางคนจะต้องล้มละลายเสียก่อน หรือเป็นหนี้เป็นสิน ติดการพนัน ติดยาเสพติดเสียก่อน จึงหันหน้าเข้าหาพระธรรม
แต่จะมีคนโชคดีอย่างนี้สักกี่คน ส่วนมากเมื่อประสบชะตากรรมที่ร้ายแรงที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถนำชีวิตรอดมาได้ อย่างเช่นถูกยิงตาย หรือว่ากระโดดน้ำตาย อะไรต่าง ๆ นานา ประสบเคราะห์จนกระทั่งไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้ จึงเหลือคนนิดเดียวที่สามารถกลับเข้ามาสู่พระธรรมได้ หลวงพี่เชื่อมั่นว่าลูกหลานที่นั่งอยู่ในที่นี้เป็นประเภทที่ ๑ นะ เป็นประเภทที่ ๑ หรืออย่างน้อยในอดีตอันไกลโพ้น ก็อาจจะเคยเฉี่ยว ๆ เป็นประเภทที่ ๒ มา แล้วก็บุญเตือนตัวเองได้ ให้มาขยันประพฤติปฏิบัติธรรมกัน
นี่คือคำสอนของคุณยายเพียงประโยคสั้น ๆ ว่าพอยายออกมาจากสมาธิ มาพูดคุยกับคนโน้นคนนี้ กิเลสก็เกาะแล้ว ดังนั้นเราผู้มีบารมีน้อยกว่าคุณยาย เชื่อได้เลยว่ามลทินหรืออายตนะหยาบนั้นเกาะบ่อยกว่าของคุณยาย หรือจะมีกิเลสมาเกาะนั้น ก็จะต้องหนากว่าคุณยาย ตอนที่เขาเกาะน้อย ๆ เขาจะยังไม่ส่งผล อาจจะหงุดหงิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นความโลภเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เมื่อเราไม่ยอมล้าง ไม่ยอมนั่งสมาธิ กิเลสเหล่านี้ก็จะทับถมหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งส่งผลเสียต่อชีวิตในที่สุด
ดังนั้นอย่าดูเบาว่าเพิ่งนั่งธรรมะไปเมื่อวานนี้เอง วันนี้ขอหยุดสักวันหนึ่ง ขอ Holiday สักวันหนึ่ง จริงๆ แล้วไม่ได้ เพราะว่ากิเลสนั้นเกาะตลอด และเพิ่มตลอดเวลา เราจึงต้องนั่งสมาธิเพื่อเอากิเลสออกทุก ๆ วัน จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ให้คาถา คาถาเข้าถึงธรรมกับลูก ๆ ที่บอกว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะไม่ขี้เกียจนั่งธรรมะอีกแล้ว เพราะความขี้เกียจก็เป็นมลทินอย่างหนึ่ง
ก่อนที่จะจบเนื้อหาวันนี้ หลวงพี่ก็ขออนุญาตแจ้งข่าวจาก สำนักกัลยาณมิตรสากล คือว่าวันบุญที่เกี่ยวเนื่องกับคุณยายนั้นจะมีในช่วงนี้อยู่ ๒ บุญอยู่ ๒ งบด้วยกัน
งบแรกคือครบรอบวันเกิด ๖๐ ปีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ธรรมเนียมจีนนี่ ๖๐ ปีนี่เรื่องใหญ่นะ เป็นตั่วแซยิดเลย เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ต้องฉลองกัน ถ้าทางโลกก็ฉลองกันระเบิดเทิดเทิง แต่ทางธรรมไม่มีนะ ฉลองกันด้วยบุญ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็จะเปิดโอกาสให้พวกเราร่วมบุญกับท่าน เพื่อที่ท่านจะไปร่วมบุญกับคุณยาย นี่คือบุญที่เนื่องกับคุณยาย วันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในปีนี้ก็ตั้งชื่องานว่า แซยิดซุปเปอร์แมนนะ อันนี้ก็เป็นที่รู้กันภายในแวดวงของศิษยานุศิษย์ ก็ถ้าร่วมบุญกับหลวงพ่อทัตตชีโว ก็จะได้ร่วมบุญกับคุณยายไปในตัว ได้บุญถึง ๒ ต่อ
อีกส่วนหนึ่ง คือวันเกิดของคุณยายอาจารย์ เป็นวันที่ ๔ มกราคม คุณยายก็จะอายุครบ ๙๓ บริบูรณ์ ๙๓ ก็จะมีข่าวจากโยมพี่อารีพันธุ์ ผู้อุปัฏฐากคุณยายมาเป็นสิบ ๆ ปี คือพี่อารีพันธ์ได้มีรูปถ่ายของคุณยายในสมัยต่าง ๆ พร้อมกับเรื่องราวของคุณยายที่เล่าให้พี่อารีพันธุ์ฟัง เล่าไป แล้วคุณยายเล่าเสร็จ พี่อารีพันธุ์ก็รีบไปจด เดี๋ยวลืมนะ ตลอดเวลากว่า ๓๐ ปีที่ได้ดูแลคุณยายมา จึงมีรูปภาพที่ไม่ค่อยมีใครเขาเห็นกัน จะมีเรื่องราวส่วนตัวของคุณยายที่ไม่มีใครเคยได้ยิน โยมพี่เขาบอกว่ากว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของหนังสือเล่มนี้ไม่เคยปรากฏออกมานอกกุฏิคุณยาย จึงเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่ลูกหลานยายน่าจะมีเป็นเจ้าของไว้
หนังสือเล่มนี้ เขาแจ้งมาอย่างนี้ว่า ขนาด ๗ นิ้ว คูณ ๗ นิ้ว สี่เหลี่ยมจัตุรัส ๗ คูณ ๗ ปกจะเป็นสีทอง และมีรูปภาพ ก่อนคุณยายจะไปประมาณ ๒ อาทิตย์ พี่อารีพันธุ์ก็ไปกราบคุณยายบอกว่าเรื่องราวของคุณยายและรูปภาพนี้นี่ ถ้าหากเอามาตีพิมพ์ให้กับลูกหลาน ซึ่งจริง ๆ เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณยาย เป็นเรื่องราวของท่าน ถ้าท่านตอบปฏิเสธก็อด บอกว่ายายเคยพูดเอาไว้ว่าอยากสร้างลานธรรม โยมพี่ก็ไปบอกคุณยายว่าเรื่องราวเหล่านี้ รูปภาพเหล่านี้เอามาพิมพ์เผยแพร่ให้ลูกหลานยายมาร่วมบุญสร้างลานธรรมกับคุณยายนี้ได้ไหม ขออนุญาตก่อน พอคุณยายได้ยินก็พยักหน้าว่าได้ ตกลง ก็เป็นอันว่าคุณยายนั้นรับทราบว่าเรื่องราวของท่านที่ทรงคุณค่านั้นจะนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ
นี่คือบุญที่เราจะได้ร่วมกับคุณยาย และหนังสือเล่มนี้หลวงพี่ว่าต้องมีนะ จะได้เอาบุญกับคุณยายไป และที่ท้ายสุดนี้เรามาล้างใจกันด้วยการนั่งสมาธิ ทุก ๆ ครั้งเวลาที่เราจะหลับตา เรื่องราวต่าง ๆ บางเรื่อง อาจจะยังคงอยู่ในใจเรา วิธีที่จะทำให้เรื่องเหล่านั้นหมดไป ก็คือทำเฉย ๆ แม้ว่าเรื่องราวจะมีหรือไม่มีก็ตาม เราจะทำใจของเราเฉย ๆ ทำนิ่ง ๆ สบาย ๆ เรื่องราวที่มีก็เหมือนไม่มี เพราะเราไม่สนใจ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพูดเมื่อไม่กี่วันนี้ว่า ใครจะเอาบุญกับยายช่วงนี้ คุณยายท่านจะมาทุกวัน แต่หลังจากที่สลายร่างของท่านไปแล้ว ท่านก็ไม่ต้องมาบ่อยอย่างนี้ โอกาสที่จะมาร่วมบุญกับคุณยายทุก ๆ วัน ก็เหลือน้อยลงไปทุกที ให้ดีอกดีใจว่าเราได้มาร่วมบุญมาเติมบุญเติมบารมี ใจก็น้อมเข้าไปไว้ที่ศูนย์กลางกาย น้อมเบา ๆ บางทีเรานึกว่าเราวางใจเบาแล้ว แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะเบาไม่พอ ด้วยสาเหตุบางอย่าง อย่างเช่นลุ้นอยากจะเห็น อยากจะเข้าถึง ทำให้ใจของเรานั้นอิสระไม่เต็มที่ เราจึงควรวางใจให้เบาจริง ๆ ให้แน่ใจว่าใจที่วางลงไป เป็นสัมผัสที่ละเอียดอ่อน เป็นสัมผัสที่นุ่มนวล นุ่มเบา เข้าไปในกลางท้อง เบาเหมือนกับปุยขนนกอ่อน ๆ ที่ลอย เวลาขนนกสัมผัสผิวน้ำ เบาขนาดน้ำยังไม่กระเพื่อมเลย
ตรงนี้จะเบาได้ต้องเฉย ๆ เฉย ๆ ไม่ยินดียินร้ายกับสภาวะในใจที่เราเข้าถึง เฉย ๆ จะทำให้ไม่มีอะไรมาเจือปน เฉยแล้วจะเบาขึ้นมาเอง ในช่วงต้นนี้เราจึงนั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย ใจอยู่ตรงกลาง เบา ๆ นะ อะไรที่นอกเหนือจากนี้ เรายังไม่ทำ
บางคนเบาได้มากแล้ว บางคนก็เบาเพิ่มขึ้นทีละน้อย อย่าได้หวั่นไหวต่อประสบการณ์ที่กำลังค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป มีเพียงความเฉยในใจเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่จุดหมาย ที่จะพาเราไปละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ จะต้องเฉย ๆ ใจเราก็ค่อย ๆ นุ่มนวลขึ้นอย่างช้า ๆ นี่คือธรรมชาติของใจ จากหยาบแปรไปสู่ละเอียดอย่างช้า ๆ ซึ่งทุกคนก็เป็นอย่างนี้กัน เราก็นั่งแบบไม่มีกิเลสชั่วคราว เราจะไม่มีความโลภที่จะอยากเห็นธรรมะ ปราศจากความโลภ ไม่อยากเห็นอะไร ไม่คาดหวังอะไร เราจะนั่งโดยปราศจากความโกรธ
จะสะอาดเกลี้ยง ทั้งเกลี้ยง ทั้งว่าง เป็นสัมผัสที่โล่ง ๆ อยู่ภายใน โล่ง ๆ อยู่ภายใน แล้วคงอยู่ตรงนี้เอาไว้สักครู่หนึ่ง คงอยู่ไว้นะ เบา ๆ เฉย ๆ อย่างอื่นนอกจากนี้ถือว่าเป็นส่วนเกินเราจะไม่ทำ ถึงจุดนี้ท่านใดคุ้นเคยกับองค์พระ เราก็กระดิกจิตนิดเดียว นึกถึงองค์พระขึ้นมา นึกมองลงไปครั้งใดก็จะเห็นพระทุกครั้ง เพราะว่าพระนั้นมีอยู่ในตัวเรียบร้อยแล้ว มีมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นมองลงไปครั้งใดก็เห็นองค์พระ เห็นดวงธรรม เหลือเพียงแต่ว่าชัดมาก หรือชัดน้อย หรือว่าชอบใจ หรือว่ายังไม่ชอบใจเท่านั้น จึงมีความสำคัญว่าเราจะมององค์พระ มองดวงธรรมนั้นด้วยอารมณ์ที่เฉย ๆ ที่เราได้ฝึกกันมา มองชัดก็เฉย มองแล้วไม่ชัดก็เฉย มององค์พระ มองดวงธรรมกันไปนะ อยู่ตรงนั้นไปเลย
เราก็จะนำใจที่หยุดอยู่ตรงกลางเป็นอย่างดี จะได้มาอธิษฐานจิตขอศีลขอพรจากคุณยายอาจารย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็บอกว่ายายอยู่ที่ตรงนี้ มองให้ดีที่กลางกาย คุณยายก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายของทุก ๆ คน ตอนนี้ใจของเราก็อยู่ที่คุณยาย เพราะอยู่ที่ศูนย์กลางกาย จะได้ขอพร ขอบารมีของคุณยายที่จะไปปัดเป่าอุปสรรคในชีวิต เสริมบารมีให้สร้างบารมีได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะได้สมบูรณ์ด้วยโลกียทรัพย์และอริยทรัพย์ ที่เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี เพื่อไปถึงที่สุดแห่งธรรม ก็นึกถึงคุณยายอาจารย์ที่ศูนย์กลางกาย คุณความดีบารมีของท่าน แล้วก็อธิษฐานจิตขอศีล ขอพรต่อคุณยายนะ
และให้บุญบารมีของคุณยายกลั่น กาย วาจา ใจของพวกเราทุก ๆ คนให้สะอาด บริสุทธิ์ จะได้คิดพูดทำแต่สิ่งที่ดีงาม แล้วจะได้ไปศึกษาวิชชาธรรมกาย จะได้รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายอย่างเช่นคุณยาย ผู้ไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก แต่คำพูดคำสอนนั้นปรากฏราวกับว่าพูดออกมาจากพระไตรปิฎกทีเดียว
ขอความปรารถนาทั้งมวลของข้าพเจ้าทั้งหลายในที่นี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์ จงทุกประการ
*********************************** จบ ***********************************