ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ถอนหญ้าไป ระลึกชาติไป

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระมนตรี : ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย กราบนมัสการพระเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาผู้เป็นลูกหลานยายทุกคน (สาธุ) เกี่ยวกับเรื่องของคุณยายของเรา คุณยายนับว่าเป็นบุคคลที่น่าเทิดทูน น่าเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง จากที่เราได้ยินได้ฟัง ยิ่งเราได้ยินได้ฟังมาก เราก็ยิ่งมีความรู้สึกว่ายิ่งเลื่อมใส ยิ่งบูชา ยิ่งอยากจะมีคุณธรรมเช่นเดียวกับท่าน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเราก็ดี หรือว่าได้ยินได้พบ ได้เห็นกันมาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร สิ่งก่อสร้าง หรือว่าคำสอน และคุณธรรมต่างๆ ของคุณยาย เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าคุณยายของเราเป็นบุคคลผู้ฉลาด คือฉลาดในเหตุแห่งความเจริญ ฉลาดในเหตุแห่งความเสื่อม แล้วก็เป็นผู้ที่ฉลาดในการสร้างความเจริญด้วย เป็นผู้ฉลาดในการปราบความเสื่อมด้วย ฉะนั้นในช่วงนี้ที่พวกเราทุกๆ คนมีโอกาสได้มาร่วมบำเพ็ญกุศลอย่างนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี คือทำให้เราได้มีโอกาสที่จะนึกถึงพระคุณของท่านยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้หาโอกาสนี้ตอบแทนพระคุณของท่าน พร้อมทั้งที่จะได้ซึมซาบขัดเกลาด้วยคุณธรรมที่เราได้ยินได้ฟัง ทำให้เราเองเป็นผู้ที่จะมีความบริสุทธิ์ มีความบริบูรณ์ ด้วยความดีในเส้นทางการสร้างบารมีไปเช่นเดียวกันกับคุณยาย และคุณธรรมของท่านนั้น หลวงพี่เชื่อมั่นว่าเมื่อใครได้ตั้งความปรารถนาแล้วที่อยากจะมีคุณธรรมที่ดียิ่งๆ ขึ้น หลังจากที่ได้ยินได้ฟัง ได้พบได้เห็น ได้อ่าน บุคคลนั้นก็มีความปรารถนาที่จะตั้งใจเจริญรอยตามคุณยาย หลวงพี่เชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้จะพา จะนำพาชีวิตของพวกเราทุกคนไปสู่จุดความสมหวังในเรื่องของคุณธรรมได้อย่างแน่นอน ในวันนี้ หลวงพี่ขอนำประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้พบเห็น ได้ยินได้ฟังมาเล่าสู่กันฟัง ข้อหนึ่งที่เราคุ้นกันมากคือในช่วง ในช่วง ๒๕๓๑ คือช่วงปีกฐินใหญ่ ช่วงนั้นต้องถือว่ากฐินครั้งนั้นเป็นกฐินสามัคคีที่ชัดเจนที่สุด คือนำพาหมู่คณะของพวกเรานี่ทุกกลุ่มเลยนะฮะ ตั้งแต่หลวงพ่อธัมมชโยเป็นต้นไป หลวงพ่อทัตตะ คณะสงฆ์ ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา คือพวกเราทุกๆ คน เป็นภาพของกฐินสามัคคีที่ชัดเจน เรียกว่าชุมนุมความสามัคคีเลยนะฮะ สามัคคีชุมนุมในครั้งนั้นนี่ คุณยายท่านทำอย่างไร ถึงเกิดเป็นพลังที่มหาศาล นำหมู่คณะ นำสาธุชนมาร่วมงานในวันนั้นอย่างเต็มที่ และนำหมู่คณะให้ได้ความปลาบปลื้มปีติยินดีไปทั่วหน้า ในช่วงนั้นหลังจากที่คุณยายได้รับฉันทานุมัติจากหลวงพ่อว่าเป็นประธานกฐินได้ ท่านเริ่มบอกบุญด้วยความตั้งใจทุกวัน ด้วยความเอาจริง คือทุกเช้า ทุกเช้าก่อน ก่อนท่านจะฉันข้าว ท่านจะมาหาพระภิกษุสงฆ์ที่นั่งฉันที่ครัวยามาที่โรงทาน ท่านก็จะมาบอกพระทุกรูป พระของยาย บอกว่าพระทุกองค์ช่วยยายบอกบุญกฐินนะ แล้วก็มาบอกอุบาสก เสร็จแล้วก็เดินไปที่กุฏิ ไปบอกหลวงพ่อธัมมะ บอกว่าหลวงพ่อคะ หลวงพ่อช่วยยายบอกบุญกฐินด้วยนะ เสร็จแล้วก็ไปหาหลวงพ่อทัตตะ ไปหาพระที่กำลังนั่งฉันที่สภา ไปหาสามเณร ไปหาอุบาสก อุบาสิกา ทั่วทั้งวัด แล้วทำอย่างนี้ทุกวัน พูดเรื่องเดียว ด้วยความตั้งใจจรดจ่ออย่างนี้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน จนกระทั่งถึงวันงาน พลังความสามัคคีจากทุกกลุ่ม โอ้โฮ แต่ละคนตั้งใจช่วยกันอย่างเต็มที่ เกิดเป็นพลังแห่งสูงสุดเลยที่ทำให้กฐินในครั้งนั้นนี่ เราพ้นวิกฤตปลดหนี้ และหลายๆ อย่าง หลังจากปี ๒๕๓๑ หลังจากปีกฐินยายผ่านไป ช่วงปี ๒๕๓๒ ช่วงปี ๒๕๓๑ นั้นเป็นช่วงที่คุณยายท่านทำให้ดูเป็นแบบอย่าง แล้วท่านก็สรุปด้วยคำพูดสั้นๆ คือประมาณปี ๒๕๓๒ หลวงพี่เองกลับจากการประชุมที่หน่วยงานเรื่องกัลยาณมิตร กลับมาก็มาแวะดื่มน้ำที่โรงทาน ในช่วงก่อนเย็น ได้พบคุณยาย ท่านกำลังนั่งอยู่ข้างๆ ตู้สแตนเลส คุณยายก็ถามว่าไปทำอะไรมา ก็กราบเรียนท่านว่าไปประชุมหน่วยงานกัลยาณมิตรครับ เพราะหลวงพี่ยังไม่ได้บวชนะ ประชุมหน่วยงานกัลยาณมิตร ประชุมให้คึกคักให้สำเร็จ ให้ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จะได้สำเร็จบรรลุเป้าหมาย คุณยายก็พูดมาสั้นๆ ท่านบอกว่าถ้าตั้งใจ ก็คึกคัก ถ้าเอาจริง ก็สำเร็จ สรุป เป็นการสรุปสิ่งที่ท่านมาในช่วงกฐินให้ฟังด้วยประโยคสั้นๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือตั้งใจก็คึกคัก ถ้าเอาจริงก็สำเร็จ จากประโยคพอประมาณหลังจากเสร็จกฐินปี ๒๕๓๒ ประมาณปลายปี หลวงพ่อได้ หลวงพ่อธัมมชโยได้เรียนเชิญคุณยายเป็นประธานมาฆบูชา ปี ๒๕๓๓ เป็นปีที่เราฉลองวัดครบ ๒๐ ปี จัดงานมาฆบูชาผ้าป่าคุณยาย คุณยายก็มาบอกพวกเราทุกคนนะฮะ ในครั้งนั้นคุณยายมาบอกว่าเมื่อกฐินคราวที่แล้ว ยังทำไม่เต็มที่เลย เมื่อกฐินคราวที่แล้วยังทำไม่เต็มที่เลย เดี๋ยวคราวนี้จะชวนคนให้ทั้งแผ่นดินเลย เพราะนี่ขนาด ๓๑ ท่านโอ้โฮ ลุยทั่วประเทศแล้วนะฮะ ท่านยังบอกว่ายังไม่เต็มที่เลย มาคราวนี้จะชวนมาวัดทั้งแผ่นดิน ดูใจของคุณยายยิ่งใหญ่ ปรากฏว่าช่วงปี ๒๕๓๓ นี้ คุณยายอายุช่วงนั้น ๘๑ ช่วงปี ๓๓ เป็น เป็นช่วงปีที่ เป็นจุดเริ่มต้นนะฮะ เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมคนอย่างมากมาย ช่วงนั้นคุณยายบุกไปหลายจังหวัดมาก บางครั้งเปลี้ยเลยนะฮะ คนอายุ ๘๑ นี่เดินทาง โอ้โฮ บางครั้งก็นั่งรถช่วงทางไกล หลวงพ่อธัมมชโยท่านเป็นห่วง มีอยู่ช่วงหนึ่งหลวงพ่อท่านกล่าวถึง นี่ขอแทรกนิดหนึ่งนะฮะ ช่วงที่หลวงพ่อท่านเป็นห่วงสุขภาพของคุณยาย เป็นช่วงที่ เวลาคุณยายเดิน เวลาคนมีอายุเดิน หนทางที่เดินต้องเรียบใช่ไหมฮะ เพราะว่าการย่างเท้าของผู้มีอายุนี่ ไม่เหมือนกับคนวัยหนุ่มสาว กำลังของบุคคลที่มีอายุ ๘๐ กว่าแล้วนี่ หย่อนลงไปเยอะ คุณยาย หลวงพ่อก็จะบอกอุปัฏฐากด้วย ให้ช่วยดูแลทางที่คุณยายเดินนี่ ดูว่าตรงจัดไหนที่จะเป็นจุดที่สะดุดไหม มีไหม ก็ให้รีบแก้ไข ให้รีบปรับรีบทำ จะได้ถนอมสังขารของคุณยาย ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรร่มบุญของพวกเรานี่นานๆ หลวงพ่อท่านจะห่วงคุณยายเสมอ บางครั้งบางวันที่คุณยายเดินทางไปบอกบุญมาจากต่างจังหวัด พอรุ่งเช้าก็จะมาบอกหลวงพ่อให้ช่วยบอก ให้ช่วยบอกบุญด้วย ช่วยยายด้วย บางครั้งคุณยายเดินเปลี้ยเลยนะฮะ หลวงพ่อก็จะทัก แหม อายุเพิ่ง ๘๐ เท่านั้นแหละฮะ คุณยายไม่ยอม หายเปลี้ยเลย เดินตรงเลยฮะ แล้วในปี ในปีนี้นะฮะ เป็นปีที่คุณยายท่านตั้งใจว่าอยากจะมาชวนคนทั้งแผ่นดิน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คุณยายรู้ว่าการชวนคนเข้าวัดนี่มากๆ การทำหน้าที่ของกัลยาณมิตรนี่เป็นการได้บุญมาก ทำให้ดวงบุญโต คุณยายท่านบอกได้บุญโต บุญเต็มรอบ คุณยายก็ปรารถนาที่จะให้คนทั้งแผ่นดินมาร่วมผ้าป่าของยายให้เต็ม ให้เต็มที่เลย เทียบดูง่ายๆ ถ้าอย่างตัวเองนะที่เข้าวัดมาถึงบัดนี้นี่ ถึงบัดนี้เรามีคุณงามความดีเพิ่มขึ้น เรามีบุญมากขึ้น เรามีบารมีมากขึ้น เราแก่ทั้งบุญแก่ทั้งบารมี เพียงเรา ๑ คนนี่ เรานึกถึงตัวเราเองขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าเราชวนคนมามาก มาเต็มที่จะเป็นอย่างไร ก็แสดงว่ายิ่งชวนคนมาก ก็ยิ่งได้บุญมาก พระพุทธองค์ตรัสว่าการมีกัลยาณมิตรนั้น เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ การมีกัลยาณมิตรนี้เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ คือร้อยเปอร์เซ็นต์ ร้อยเปอร์เซ็นต์นี้เราได้บุญล้วนๆ ใครที่เราชวนเข้าวัดแล้ว เขาสร้างความดี เรามีส่วนในบุญนั้นอย่างเต็มที่ เราเป็นเจ้าของบุญนั้น ชีวิตของเขาตั้งแต่ก้าวย่างเข้าวัด ได้ทำทาน ได้รักษาศีล ได้เจริญภาวนา เจริญเติบโตในเส้นทางความดีเพียงใด เราก็ตักตวงบุญเขาไปด้วย ยิ่งเราชวนคนมาก เราก็ยิ่งได้บุญมาก เพราะงั้นคุณยายถึงปรารถนาว่าท่านเป็นประธานแต่ละครั้ง ท่านอยากจะชวนคนมาวัดให้เต็มที่ ยิ่งบุคคลที่เป็นผู้ชวน บุคคลคนนั้นชีวิตของเขาจะสว่างไสวไปบนเส้นทางการสร้างความดีตลอด ชีวิตจะไม่มืดบอดเลยบนเส้นทางแห่งการสร้างความดีนี้ ชีวิตจะมีแต่ความรุ่งโรจน์ สว่างไสว เพราะว่าได้เติมบุญให้ตัวเองทุกวัน นึกถึงบุญครั้งนี้ทีไร เขาก็มีความสุขใจว่าเราได้ชวนคนเข้าวัดทำความดีตั้งมากมาย ฉะนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันพุทธพจน์ได้เลยนะฮะ ที่คุณยายอยากได้บุญมากๆ ตรงนี้ เพราะคุณยายเห็น คุณยายรู้ถึงเหตุตรงนี้ ดังนั้นจึงสรุปตรงนี้ได้ว่ายิ่งชวนคนมากก็ยิ่งได้บุญมาก ซึ่งเราทุกคนในที่นี้เราก็ทำตามอย่างคุณยายมาตลอด ตั้งแต่พวกเราเข้าวัดมา และได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยดีเสมอมา เราทุกคนมีโอกาสครั้งใดเราก็เชิญชวนบุคคลรอบข้างเรา ให้ได้โอกาสการสร้างบุญ ฉะนั้นเราได้เดินตามอย่างที่คุณยายท่านเป็นแบบอย่างเอาไว้ คือทั้งทำด้วยตัวเองด้วย ทั้งชวนผู้อื่นด้วย มีอีกภาพหนึ่งของคุณยายที่เราเห็นว่าเป็นภาพธรรมดา อาจจะเห็นด้วยตัวเราเอง หรือเห็นจากหนังสือ คือภาพที่คุณยาย คุณยายท่านถอนหญ้าใช่ไหมฮะ เราอาจจะเห็นจากหนังสือ หรือว่าใครที่ได้เคยเข้าไปในบริเวณใกล้กุฏิคุณยาย หรือเคยตามคุณยาย จะเห็นภาพนี้คุณยายได้ชัด ดูเหมือนว่าธรรมดา แต่ไม่ธรรมดานะฮะ ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทัตตะก็เห็น ท่านได้ถามคุณยายว่าคุณยายทำอะไร ขณะที่คุณยายกำลัง กำลังถอนหญ้านั้นน่ะ คุณยายบอกว่าคุณยายกำลังระลึกชาติดูว่าพระพุทธเจ้าในอดีต ท่านสร้างบารมีของท่านอย่างไร พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านสร้างบารมีของท่านอย่างไร หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนให้คุณยายท่านทำอย่างนี้ ก็ปรากฏว่าในธรรมบทสูตรหนึ่งของพระไตรปิฎก ครั้งหนึ่งที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดปราบภัยที่เกิดเมืองไพสาลี ที่อดอยาก แล้วก็อมนุษย์ก็เข้ามา จนกระทั่งกษัตริย์ต้องส่งทูตไปอาราธนาทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองไพสาลี พระพุทธองค์เสด็จจากเมืองราชคฤห์ เมืองรัฐมคธ หนทาง ๕ โยชน์ พระเจ้าพิมพิสารเตรียมพื้นที่ในการรองรับทางเสด็จของพุทธองค์อย่างดี ในยุคนั้นดีที่สุดสำหรับยุคนั้น ทั้งเตรียมวิหารในการรองรับแล้วพักระหว่างทาง เกลี่ยพื้นดินด้วยทราย ปรับให้เสมอ ปูด้วยดอกไม้ บูชาด้วยของหอม กั้นเศวตฉัตร ให้ทั้งพระองค์ทั้งภิกษุสงฆ์ที่เสด็จมาเป็นบริวาร ๕ โยชน์ ใช้เวลา ๕ วัน ถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เสร็จแล้วก็พระเจ้าพิมพิสารก็เดินลงไปส่งในแม่น้ำ ถึงคอ เทียบเรือเดินส่งไปถึงคอ ถึงพระศอ พอข้ามฝั่งไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของเมืองไพสาลี กษัตริย์ทางโน้นก็ลงมารับเสด็จถึงคอเหมือนกัน ลงลุยน้ำไปนี่ ลงไปในน้ำนี่ถึงคอ รับพระพุทธองค์เสด็จขึ้นฝั่ง เสด็จสู่เมืองไพสาลีอีก ๓ โยชน์ ก็รองรับต้อนรับอย่างดีขึ้นไปอีก ทวีคูณ ทางเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารต้อนรับส่งเสด็จยังไง ทางเมืองนี้ก็จัดเป็นทวีคูณอีกเท่าหนึ่ง ปรากฏว่าเสด็จอีก ๓ โยชน์ ๓ วัน เมื่อไปถึง เมื่อโปรดชาวเมืองแล้ว ทำภัยทั้งหลายสงบแล้ว เทศน์โปรดชาวเมืองด้วยรัตนสูตร ให้พระอานนท์ด้วยปะพรมน้ำมนต์ด้วยเจริญพุทธมนต์บทรัตนสูตรด้วย พระพุทธองค์สั่งสอนด้วยบทรัตนสูตรด้วย ภัยทั้ง ๓ อย่าง คือทุพภิขภัย ภัยจากความอดอยากด้วย ภัยจากโรคที่เกิดขึ้น ภัยจากอมนุษย์เข้ามาในเมือง ก็สงบ ชาวเมืองที่ติดตามพระอานนท์มาฟังธรรม ก็บรรลุธรรมเป็นจำนวนมากมาย พระองค์ทรงเห็นเหตุนี้พระองค์จึงเสด็จมา วันที่กษัตริย์เมืองไพสาลีส่งกลับ ก็ทำเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ ลงลุยน้ำไปถึงพระศอถึงคอเหมือนกัน ทางฝ่ายเทวดาทั้งหลายเห็นชาวมนุษย์ต้อนรับพระพุทธองค์ด้วยความอลังการทีเดียว บูชาด้วยของหอมต่างๆ ทางภพของนาค พญานาคทั้งหลายก็มาคิด เทวดาก็คิด พรหม รูปพรหมก็คิด ถ้างั้นเราจะทำยังไงดี จะต้อนรับพระพุทธองค์ในช่วงข้ามลำน้ำนี้ได้บ้าง ก็เนรมิตเรือเลยนะฮะ เนรมิตเรือไว้ ๕๐๐ เป็นเรือแก้ว เป็นเรือทอง เป็นเรือเงิน ท้องน้ำทั้งหลายเต็มไปด้วยดอกบัวสีต่างๆ มีทั้งของหอม แล้วก็มีฉัตร เศวตฉัตรซ้อนๆๆ กันนี่ เหมือนกับ ถ้าเรานึกง่ายๆ คือฟ้าครอบหนึ่งนี่ เต็มไปด้วยเทวดา ทั้งนาค ทั้งพรหม รูปพรหม มาต้อนรับพระพุทธเจ้ากันหมดเลย ทั้งสวรรค์ เต็มห้วงสวรรค์ เต็มห้วงจักรวาลเลยฮะ มาต้อนรับพระพุทธเจ้า อยากเอาบุญกับพระพุทธเจ้า บอกว่าวันนั้นนี่เป็นวันที่โลกมีการต้อนรับดุจเป็นมโหสพเดียวกัน พอพระพุทธองค์เสด็จกลับถึงอีกฝั่งหนึ่ง ก็ปรากฏว่าทางฝั่งราชคฤห์ กษัตริย์พระเจ้าพิมพิสารก็ต้อนรับเป็นทวีคูณอีก นำกลับสู่เมืองราชคฤห์ พอรุ่งขึ้นพระสงฆ์ก็โจษขานกันทีเดียวว่า โอ้โฮ การต้อนรับเมื่อวานนี้ยิ่งใหญ่อลังการไม่เคยพบเห็นมาก่อน พระพุทธองค์ก็เสด็จมา ถามว่ากำลังคุยกันเรื่องอะไร พระภิกษุสงฆ์ก็กราบทูลว่ากำลังคุยถึงเรื่องเมื่อวานที่ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวดา ทั้งพรหม รูปพรหม อรูปพรหมทั้งหลาย พร้อมทั้งนาคพิภพต้อนรับพระพุทธองค์อย่างยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีมาก่อน ในยุคพุทธกาลมีสมาคมใหญ่ๆ อยู่ ๓ สมาคมคือ สมาคมที่ทั้งพระ ทั้งฆราวาสประชุมกันอย่างแน่นขนัด คือสมาคมเพราะยมกปาฏิหาริย์ สมาคมเพราะพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่เรียกว่าเทโวโลหนะ และสมาคมนี้คือสมาคมที่พุทธองค์เสด็จไปโปรด ระงับภัยที่เมืองไพสาลีแล้วก็เสด็จกลับ ๓ สมาคมนี้เป็นสมาคมใหญ่ ในวันนั้นที่พระองค์เสด็จมา ท่านก็ตรัสบอกว่าการที่บังเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ไม่ใช่บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพของนาค ไม่ใช่บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพของเทวดา ไม่ใช่บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า แต่บังเกิดขึ้นด้วยการบริจาคเพียงเล็กน้อย ท่านจึงตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์ว่า ในชาติหนึ่งพระองค์เป็นพราหมณ์ มีลูกชาย ลูกชายก็ไปเรียนมนต์ที่ต่างเมือง ในที่สุดลูกชายของพระองค์ก็บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ของเราในยุคนั้นที่เป็นพ่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าก็นึกถึงลูกชายว่าไปนานแล้ว ก็จึงตามไปยังเมืองนั้น ไปตามถาม ก็ได้ยิน ได้ฟังว่าในที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ ในที่สุดก็ปรินิพพาน ชาวเมืองก็จึงทำสถูปเจดีย์ บรรจุพระธาตุไว้ให้คนกราบไหว้บูชา พอพ่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าก็คือพระโพธิสัตว์ไปถึงเมืองนั้น ได้ทราบข่าวดังนั้นแล้วก็เดินทางไปยังสถูป เศร้าโศกเสียใจ ไม่รู้จะทำยังไงได้ ก็ไปที่เจดีย์นั้นนะฮะ ไปถึงก็ถอนหญ้า เกลี้ยงเลย ไปเกลี่ยเอาทรายมานี่ มาเกลี่ยรอบๆ สถูปให้เกลี้ยง ให้ดูเสมอ ให้สะอาด แล้วปูพรมน้ำให้พื้นดินนี่เรียบเสมอกัน แล้วเอาดอกไม้เอาของหอมมาบูชา เสร็จแล้วก็ปักธงเป็นธงทิวบูชาเจดีย์ พระพุทธองค์ก็ตรัสว่าการต้อนรับเมื่อวานนี้นี่ ที่เขาปักทางให้ ที่เขาเอาดอกไม้ของหอมมาบูชา ฝนโบกขรพัสตร์ที่ตก ธงทิวฉัตรทั้งหลายที่มากั้นให้ ก็เกิดจากการบริจาคของพราหมณ์ที่เป็นโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ คือเป็นพ่อของพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งทำ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) นี่เอง ฉะนั้นภาพการถอนหญ้าของคุณยายไม่ธรรมดา แล้วสิ่งที่พวกเรากำลังทำในช่วงนี้ เรากำลังปูรอบลานธรรมของเราให้เต็มด้วยแผ่นหิน แผ่นหินที่เรียบเสมอกันหมดรอบเจดีย์ ยิ่งกว่าเกลี่ยทราย เรียกว่าทำชนิดถาวรเลย ไม่เพียงแค่เป็นการบูชาพระบรมพุทธเจ้าเท่านั้น ยังบูชาพระธรรมกายประจำตัวเป็นล้าน ภายนอกภายใน แล้วยังเป็นที่รองรับการประพฤติปฏิบัติธรรมของคณะสงฆ์ ของคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ของสาธุชนที่จะมากันทั่วประเทศ ฉะนั้นสิ่งที่เราได้ทำตามอย่างคุณยาย เราก็จะได้อานิสงส์ใหญ่อย่างที่ได้กล่าวมา เพราะงั้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้นะฮะ ในช่วงเวลาอันใกล้ที่จะถึง วันมาฆบูชา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ที่ผ่านมา คุณยายท่านเป็นแบบอย่างให้เราดู คือท่านชนะทุกสิ่งเลยนะฮะ ชนะด้วยความดีมาตลอด หลวงพ่อท่านได้กล่าวถึงคุณยายในช่วงปีนั้นนะฮะ ปี ๒๕๓๓ ไว้ว่าคุณยายนี่ตักบุญอย่างเดียว วัย ๘๑ ปี ผู้มีผิวหนังเหี่ยวแล้วย่นแล้วนี่ แต่ดวงใจของท่านกลับตึง ผึ่งผาย ไม่ได้เหี่ยวไม่ได้ย่นไปตามผิวหนัง คุณยายท่านนึกอย่างเดียวคือนึกอยากจะให้คนทั้งชาติมาร่วมบุญในวันมาฆบูชา ท่านดุจภูเขาใหญ่ ไม่หวั่นไหวจากแรงพายุทั้งปวง ผู้เฒ่าวัย ๘๑ ยืนหยัดต้านมรสุม พลิกสถานการณ์ได้ ฉะนั้น มาฆบูชา ผ้าป่ายายในครั้งนั้น หลวงพ่อท่านยังตั้งสโลแกนเอาไว้เลยนะฮะ ชื่นชมคุณยายคือ สู้อย่างยาย สู้ได้สบายมาก คือสู้ด้วยความดี สู้ด้วยคุณธรรม เพราะฉะนั้นคุณยายแม้จะมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ว่าเส้นทางการสร้างบารมีของท่านยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงพายุทั้งปวง ฉะนั้น มาฆบูชาผ้าป่ายาย ๘ กุมภา ๒๕๔๔ นี้ จะเป็นมหาสมาคมที่ยิ่งใหญ่ ณ ที่นี้ วันๆ นั้นจะเป็นวันของคุณยายอีกครั้งหนึ่ง วันของคุณยาย วันที่ดอกไม้บานสะพรั่ง วันของคุณยาย วันที่คนดีจะหลากหลาย วันของคุณยาย วันที่ลูกหลานหญิงชายจะเข้าถึงธรรมกายกันทุกคน ฉะนั้นหลวงพี่ขอเชิญทุกท่านได้นั่งหลับ เพื่อเราจะได้เก็บเป็นบุญของเราด้วย แล้วก็เป็นการบูชาพระคุณของคุณยาย เราจะได้กล่อมเกลาจิตใจของเรา ขัดเกลาจิตใจของเราที่จะให้มีคุณธรรม มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ ไปในเส้นทางการสร้างบารมีเช่นเดียวกับคุณยาย หลับตาของเราอย่างเบาสบาย นึกภาพคุณยายให้อยู่กลางใจของเรา ให้คุณยายแจ่มชัด อยู่ในกลางใจ เราก็เอาใจหยุดนิ่งไปตรงกลาง นิ่งอย่างเบาสบาย ให้ร่างกายเราโปร่ง โล่ง เบาสบาย ให้อยู่ในกลางใจของยาย จนกระทั่งภาพของคุณยายซ้อนอยู่กลางใจ แล้วขยายเต็มตัวเรา ขยายให้คลุมตัวเรา ให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยาย ใจที่จรดไว้ตรงกลางก็ให้ใส ให้เป็นดวงใส ใจเราก็หยุดนิ่งไปตรงกลางของความใส เราจะได้เอาบุญกับคุณยาย ซึมซาบคุณธรรม กล่อมเกลากาย วาจา ใจของเราด้วยคุณธรรมของท่าน ทำให้เราสามารถที่จะสร้างบารมีได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ในหนทางการสร้างความดีนี้ คุณยายทั้งทำเอง ทั้งชวนผู้อื่นมาร่วมบุญด้วย เราก็จะเจริญรอยตามปฏิปทาของท่าน ที่จะชวนคนมาร่วมบุญในวันมาฆบูชาให้มากๆ วันมาฆบูชาของยายอีกครั้งหนึ่ง และบุญนี้จะได้ติดตัวติดใจเราไปทุกภพทุกชาติ ให้เราได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ยิ่งยอด ในการเป็นแบบอย่างทั้งต้นบุญ ทั้งต้นแบบ ที่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ร่มบุญ ให้เราได้ก้าวเข้ามาสร้างบารมี นึกอย่างนี้แล้วจะได้บูชาธรรมแด่คุณยาย ด้วยใจที่ผ่องใส ด้วยใจที่หยุดนิ่ง เราจะได้บุญใหญ่ไปด้วยกัน สัพเพ….. หน้า PAGE 9 431214FW-AAT