คำสอนที่เหนือธรรมดา
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย กราบนมัสการพระมหาเถระที่เคารพทุกรูป นมัสการพระเถรานุเถระและเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
หลายท่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าหลวงพี่เท่าไหร่นัก เพราะว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาหลาย ๆ ปี ส่วนมากจะไปอยู่ที่สหรัฐ เนื่องจากได้รับภารกิจมอบหมายจากหมู่คณะให้ไปประจำอยู่ที่โน่น ตั้งแต่ช่วงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้เริ่มมีโครงการเผยแผ่ธรรมะไปที่สหรัฐฯ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ที่หมู่คณะได้ไปเริ่มงานที่นั่นกันครั้งแรก ตอนนั้นหลวงพี่ยังเป็นอุบาสกอยู่ แต่ต่อมาเมื่อประมาณ ๔ ปีมาแล้ว ก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่โน่นเลย แล้วก็ไม่ได้กลับมาเลย จนกระทั่งมาช่วงกฐินที่ผ่านมา ถึงได้มา กลับมาที่วัดใหญ่
หลวงพี่เองเริ่มเข้าวัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ ช่วงนั้นยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อยู่ชั้นมัธยมปลาย ได้ความเมตตาจากอาจารย์ประจำชั้นสมัยนั้นซึ่งเป็นกัลยาณมิตรคนแรกให้หลวงพี่ได้เข้าไปรู้จักกับหมู่คณะที่บ้านธรรมประสิทธิ์ โดยโยมอาจารย์ท่านนั้นท่านได้เอาหนังสือเดินไปสู่ความสุขเล่มแรกที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อและคณะได้ทำขึ้นมาในช่วงนั้น เพื่อที่จะติดตามหมู่คณะ ที่เคยสร้างบุญสร้างบารมีร่วมกันมา ให้ได้กลับมาร่วมสร้างบุญสร้างบารมีกันใหม่
หลายท่านอาจจะเคยได้ยินที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยพูดถึงไว้ว่าตอนทำหนังสือเล่มนั้นได้อธิษฐานกับคุณยายไว้ว่าถ้าใครก็ตามที่เคยร่วมสร้างบุญบารมีกับท่านและคุณยายมา เมื่ออ่านแล้วให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่าไฟลนก้น อยู่ไม่ติด ต้องไปหาหมู่คณะให้ได้
หลวงพี่เองอ่านในช่วงนั้นแล้ว รู้สึกเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อยากจะไปพบกับคุณยาย อยากจะพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และทุก ๆ คน ที่ได้อ่านในหนังสือ แล้วก็มีความรู้สึกเชื่อเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้อ่าน หนังสือที่อ่านสมัยนั้นก็เป็นเรื่องราวคล้าย ๆ เล่มที่พิมพ์ในปัจจุบัน แต่อาจจะมีเรื่องบางเรื่องที่แตกต่างกันบ้าง ส่วนเรื่องหลัก ๆ จะเหมือนกัน คือมีเรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรื่องของหลวงพ่อทั้งสอง แล้วก็เรื่องของคุณยาย เรื่องของป้าหวิน แล้วก็ของอีกสัก ๓-๔ ท่านนะครับ ที่จำได้ก็มีของ ของหลวงพี่สุวิชชาโภ ก็จะมีอยู่เหมือนกัน
ครั้งแรกที่หลวงพี่ไปที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ได้ไปเจอคุณยาย โยมอาจารย์ท่านนั้นได้ให้หลวงพี่กราบคุณยายเหมือนกับกราบพระ ท่านบอกว่ากราบเหมือนกราบพระเลย เพราะว่ากาย ข้างในคุณยายเป็นพระหมดแล้ว หลวงพี่ก็กราบอย่างเต็มใจ เพราะว่าได้อ่านเรื่องราวของท่านมาจากหนังสือเดินไปสู่ความสุขอยู่แล้ว ก็ศรัทธาท่านอยู่แล้วตั้งแต่สมัยนั้น
บ้านธรรมประสิทธิ์สมัยนั้นที่ไปเห็นก็เป็นบ้านที่ อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟังกันมา เป็นบ้านที่สะอาด บรรยากาศเป็นบ้านแห่งการปฏิบัติธรรมจริง ๆ คือทั้ง ๒ ชั้นเป็นห้องโล่งทั้ง ๒ ชั้น ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง พื้นนี่เป็นพื้นมัน มันมากจริง ๆ มันเพราะคุณยายดูแลอย่างดีมาก มันเหมือนกระจกเงาทีเดียว แทบจะมองเห็นหน้าเราทีเดียวเวลามองไปที่พื้น เป็น ความสะอาดนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนที่ไปจะรู้สึกประทับใจ
นอกจากนั้นแล้วหลวงพี่เองก็ได้สัมผัสกับการต้อนรับของคุณยายและรุ่นพี่ ๆ ด้วยความอบอุ่น แล้วก็เป็นสิ่งที่หลวงพี่ไม่เคยเจอมาก่อนจากที่อื่น คือมีการยกมือไหว้กันด้วยความ สนิทสนมเหมือนพี่เหมือนน้อง เป็นบรรยากาศเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ เหมือนอยู่ท่ามกลางพี่ ๆ น้อง ๆ จริง ๆ เข้าไปแล้วรู้สึกอบอุ่น รู้สึกแตกต่างจากการไปวัดทั่ว ๆ ไป แต่เป็นบรรยากาศที่เราจะคุ้นอยู่แล้ว
ไปถึงคุณยายแล้ว ท่านก็จะใช้หลวงพี่ให้ขึ้นไปนั่งธรรมะข้างบนกับหมู่คณะที่ปกติก็จะนั่งกันอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ตอนนั้นหลวงพี่ไปในช่วงปิดเทอมก็จะมีเวลามากหน่อย ก็จะไปทุกวัน ไปเจอรุ่นพี่ ๆ สมัยนั้น ที่เจอบ่อยที่สุดก็คือหลวงพี่มหาชิโต หลวงพี่ชิดชัย มหาชิโต สมัยนั้นซึ่งไปเป็นประจำ ตอนนั้นยังไม่ได้บวช นอกนั้นก็มี มีป้าหวิน มีโยมพี่เข่งหรือโยมป้าเข่งของพวกเรานะ แล้วก็มีหลวงพี่สุวิชชาโภ แล้วก็หลวงพี่สีลวัณโณ ที่เราเจอกันบ่อย ๆ ในสมัยนั้น
วันบูชาข้าวพระนี่จำได้ว่าแน่นมากทีเดียว เต็มทั้ง ๒ ชั้น เต็มทั้ง ๒ ชั้นยังไม่พอ จะล้นออกมาบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน บริเวณข้างตุ่มน้ำต่าง ๆ ก็จะมีคนนั่งเต็มไปหมด พอถึงคราวเต็ม มันเต็มจริง ๆ มันเต็มขนาดที่ว่า ใครจะเข้าไปข้างในมันก็เข้าไปไม่ได้แล้ว เต็มสนิท นั่งกันเข่าชนเข่า เข่าชนเข่าแล้วก็จริง ๆ น่าจะร้อนทีเดียว เพราะว่าคนแน่นมาก แล้วก็ไม่ได้มีระบบแอร์เหมือนอย่างสมัยนี้ มีแต่พัดลม จำได้มีพัดลมตัวเล็ก ๆ สักตัว ๒ ตัว แกว่งไปแกว่งมา แต่ก็ไม่น่าจะสู้กับความร้อนได้ แต่ก็ไม่เคยเห็นใครบ่นนะ ทุกคนรู้สึกเบิกบานกัน แล้วก็นั่งก็เบียดกัน เข่าชนเข่ากันทุกคน คิดว่าทุกคนที่ไปมีความตั้งใจที่จะไปเอาบุญกันอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นแล้วก็จะมองข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีไป อย่างเต็มใจทีเดียว คือไม่นึกถึงอุปสรรคเหล่านั้น
ถ้าเทียบกับพวกเราสมัยนี้แล้วนี่ พวกเราสมัยนี้นี่สบายมากนะ เพราะฉะนั้นต้องนึกถึง บุญที่พวกเราได้ทำมาดี และที่หมู่คณะท่านได้เตรียมสถานที่ไว้ให้พวกเรา เพราะรุ่นแรก ๆ นี่เขาไม่ได้สบายกันอย่างนี้นะ หลวงพี่เคยเห็นสมัยนั้นก็เลย ค่อนข้างจะเห็นภาพที่แตกต่างอย่างชัดเจน
สมัยนั้นจำได้วันบูชาข้าวพระก็จะมีคนอยู่ประมาณ ๒๐๐ คนนะ เพราะว่าบ้านธรรมประสิทธิ์ ชั้นบนชั้นล่างก็จะจุไม่เกิน ๖๐ ๗๐ คน ที่ล้นออกมาส่วนหนึ่งรวมแล้วก็น่าจะสักร้อยกว่าถึง ๒๐๐ คน นี่คิดคร่าว ๆ นะไปแล้ว แล้วก็ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้พูดถึง ท่านก็พูดว่าต่อไปวัดเราคนจะมามาก ฟังแล้วก็เชื่อท่าน แต่ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าคนจะมากอย่างงั้นได้ยังไง เพราะว่าตอนนั้นหมู่คณะก็ยังเป็นหมู่คณะเล็กอยู่
เมื่อเปิดเทอมมา หลวงพี่เป็นห่วงเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้ห่างหมู่คณะไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งได้ หลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับชีวิตใหม่ ๆ ในมหาวิทยาลัย บุญบันดาลให้ได้เจอหลวงพี่มหาชิโต ซึ่งขณะนั้นเพิ่งจบพอดี จบวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันรับปริญญา น้องใหม่ต้องไปเป็นคณะต้อนรับ ก็เลยไปเจอท่านที่นั่นพอดี หลวงพี่ท่านก็ไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องปริญญาอะไรมากมาย แต่ว่าไปรับ เพราะว่าเป็นประเพณีเท่านั้นเอง แต่ดูท่านก็เฉย ๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย เพราะสมัยก่อนส่วนใหญ่ท่านจะไปอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์มาตลอด เจอท่านก็เลยถามว่าทำไมไม่เห็นไปวัดเลย ทำให้หลวงพี่ได้กลับไปหาหมู่คณะใหม่อีกครั้ง
ในช่วงนั้น ก็เป็นปี พุทธศักราช ๒๕๑๔ เป็นช่วงเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวกำลังจะบวชพอดี ก็ได้จัดให้มีการอบรมธรรมทายาทขึ้นเป็นครั้งแรก หลวงพี่เองก็ได้เข้าอบรมในรุ่นนั้นด้วย รุ่นปี พุทธศักราช ๒๕๑๕ และ ๒๕๑๖ เป็นรุ่นที่ ๑ กับรุ่นที่ ๒
อยากจะขอเล่าถึงเรื่องคุณยายอยู่บางเรื่อง ตอนที่หลวงพี่พบท่านครั้งแรก ท่านอายุ ๖๒ ปีแล้ว แต่ท่านดูแข็งแรงมาก ดูไม่เหมือนคนมีอายุขนาดนั้น ปกติก็จะเช็ดถูสิ่งต่าง ๆ ในบ้านอยู่ตลอด ไม่ค่อยเห็นท่านนั่งเฉย ๆ เท่าไหร่ ท่านจะคอยเช็ดถู คอยดูโน่นดูนี่ตลอด คุยไปเช็ดไป รู้สึกเป็นความคุ้นของท่านที่อยากจะให้ทุกอย่างสะอาดหมดจดอยู่ตลอดเวลา
เจอท่านแต่ละครั้ง ท่านก็จะถามว่าทานข้าวหรือยัง ถ้าทราบว่ายังไม่ทานข้าว ก็จะชวนไปทานข้าว ไปทานข้าวแต่ละครั้งก็จะเห็นอาหารที่ท่านเตรียมไว้อยู่ในสำรับเป็นถ้วยเล็ก ๆ ขนาดพอเหมาะกับจำนวนอาหารที่มีอยู่ คิดว่าคงเป็นอาหาร ที่เหลือมาจาก พระภิกษุฉันแล้ว หรือไม่ก็คนอื่นทานเสร็จแล้ว แต่คุณยายจัดไว้ดีมาก คือดูไม่เหมือนกับอาหารที่เหลือ แต่ดูเหมือนอาหารที่เขาแบ่งไว้ให้เราทานอย่างนั้น คุณยายท่านจัดทำไว้อย่างดี ถึงแม้จะเป็นอาหารที่เหลือมาจากคนอื่นทานก็ตาม
ซึ่งเรื่องนี้ทุกท่านที่คุ้นกับการสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ก็จะ คงเคยได้ยินกันมาว่าเวลาเราทานอาหารเสร็จแล้ว อาหารที่เหลือจะต้องจัดให้ดี เพื่อที่จะให้คนที่มาทีหลัง เวลาเขามาทาน เขาจะได้ไม่มีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ให้รู้สึกว่าเป็นอาหารที่เราแบ่งเอาไว้ให้ ไม่ได้เหลือจากที่เราทาน ก็เห็นอาหาร อยู่ในสภาพอย่างนั้นตลอดเวลา หลวงพี่ไปทานอาหารอยู่หลายครั้งเหมือนกัน จากความเมตตาของคุณยาย
มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยไปถามเรื่องส่วนตัว ตอนนั้นก็มีพี่ชายอยู่คนหนึ่งป่วย แล้วก็อยากจะช่วยท่าน ก็พยายามรักษาท่านมานาน ไม่หายสักที ก็เลยไปถามคุณยาย ก็ถามง่าย ๆ คุณยายครับผมมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ไม่ค่อยสบายตอนนี้ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร อยากจะถามคุณยาย คุณยายท่านก็ทำอย่างที่หลวงพ่อ ท่านเล่าให้ฟังนะ คือจะนั่งคู้ขาขึ้นมาเลย นั่งขัดสมาธิ แล้วก็หลับตาไปไม่ถึง ๕ นาที เสร็จแล้วก็พูดเลย พี่ชายคุณมีบาปกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ พูดออกมาเป็นรายละเอียดเลย แล้วก็ตอนนี้คุณต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะบอกวิธีการให้ บอกว่าต้องทำบุญให้ ให้เยอะ ๆ เพราะตอนนี้แกช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ ก็จะพูดเป็นรายละเอียดอย่างมากมาย ซึ่งฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องราว ที่มีความเป็นจริงอย่างนั้นจริง ๆ เป็นความอัศจรรย์ของคุณยายที่หลวงพี่ได้เจอมาด้วยตัวเองตอนนั้น
ทีนี้ จะขอ กลับมาเล่าถึงเรื่องที่มาอบรมธรรมทายาทในรุ่นที่ ๑ และรุ่น ๒ สักส่วนหนึ่ง การอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑ รุ่นที่ ๒ จากการที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้ รับคำสั่งจากคุณยายและจากทางพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้มาเปิดอบรมธรรมทายาท หลังจากที่ท่านบวชแล้ว ไม่นาน จำได้ว่า ท่านบวชในช่วงเดือนธันวาคม แล้วท่านมาอบรมธรรมทายาทประมาณเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่นักศึกษาปิดเทอมพอดี สมัยที่หลวงพี่เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นยังไม่ค่อยมีใครมาที่วัดกันเท่าไหร่ นอกจากหลวงพี่มหาชิโตที่จบไปแล้ว รุ่นหลัง ๆ ยังไม่ค่อยมากัน
หลวงพี่เคยนิมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อไปที่จุฬา ไปที่หอพักที่หลวงพี่อยู่ ให้ท่านไปบรรยายให้นักศึกษาฟังเพื่อจะชวนให้เขามานั่งสมาธิ และอบรมธรรมทายาท พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านต้องใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอย่างมากมายทีเดียว เพื่อจะน้อมน้าวจิตใจนักศึกษาสมัยนั้นให้สนใจที่จะมานั่งสมาธิ พูดถึงเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก พูดถึงเรื่องศูนย์กลางกายอะไรต่าง ๆ หลายอย่าง พระเดชพระคุณหลวงพ่อสมัยนั้นต้องนั่งรถแท็กซี่ไป ไม่มีรถ ขากลับหลวงพี่จะมาส่งท่าน ท่านบอกไม่เป็นไร จะนั่งแท็กซี่กลับเอง
ในช่วงแรก ๆ หลวงพี่ไม่ค่อยได้พบท่านบ่อยนัก มาพบท่านช่วงที่ได้มาอบรมธรรมทายาท เพราะว่าท่านมาอยู่ ที่คลองสาม ตั้งแต่ช่วงที่ได้รับบริจาคที่ดินมา การอบรมสมัยนั้นก็ค่อนข้างจะลำบากนะ ลำบากกว่าสมัยนี้เยอะ จำได้ว่าพื้นนาก็เพิ่งถมใหม่ ๆ ดินมันก็ยัง ไม่เรียบ ยังตะปุ่มตะป่ำอยู่ เขาก็เอาฟางมาปู ปูเสร็จก็ใช้ผ้าใบคลุมอีกทีหนึ่ง พวกเราก็จะนั่งบนผ้าใบนั่นแหละ ส่วนเต็นท์ก็จะช่วยกันกางขึ้นมา เป็นเต็นท์ผ้าใบจะร้อนหน่อย เวลาลมมาก็จะมีเสียงผ้าใบดังเป็นช่วง ๆ นอกนั้นก็มียุงจำนวนมาก มีเสียงเพลงลอยตามลมมาเป็นช่วง ๆ ดังมากทีเดียว บางครั้งก็มีงูแถม ซึ่งเรื่องงูนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกวิธีแก้ไว้ให้ ท่านบอกว่าปกติงูนี่มันจะมาเวลาใจของเราไปตกอยู่ในกาม คิดเรื่องอะไรที่มันไม่ควรคิด ท่านบอกว่าเดี๋ยวงูมันจะมา ให้ระวังให้ดีนะ เพราะฉะนั้นทุกคนจะค่อนข้างกลัวทีเดียว จะระวังเรื่องนี้กันมาก ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่เริ่มมาถือศีล ๘ กันใหม่ ๆ
สมัยนั้นยังไม่ได้บวชพระ เป็นเพียงมารักษาศีล ๘ นุ่งกางเกงคล้าย ๆ กางเกงขาก๊วยนะ แต่เป็น เป็นผ้าด้ายดิบสีขาว เสื้อก็เป็นเสื้อแขนยาวสีขาวผูกเชือก เวลากลางคืนก็ไปอยู่กลด ที่ปักอยู่บนคันนาทิ้งช่วงห่างกันในลักษณะที่ว่าเรียกกันไม่ถึง หลวงพ่อไม่ต้องการให้คุยกัน แล้วก็ห้ามไม่ให้คุยกันด้วย เพราะฉะนั้นรุ่น ๑ หลวงพี่จำชื่อไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่มันไม่ได้คุยกัน มาเห็นหน้าจำได้ แต่ว่าชื่อจำไม่ค่อยได้ ตอนนี้ก็เป็นพระเถระไปหลายรูปแล้ว
กลางคืน ไฟฟ้าก็ไม่มี มีเฉพาะที่เต็นท์อำนวยการ ช่วงหัวค่ำพวกเราใช้โคมไฟตะเกียงน้ำมันเวลาจะไปที่กลด บางทีเห็นโคมไฟไม่รู้เป็นใคร ต้องมองใกล้ ๆ เอาไฟส่องหน้าถึงรู้ว่าเป็นใคร ก็อยู่อย่างนี้ กลดต้องปักให้ดี ถ้าปักไม่ดี ลมมา พายุมา ก็มีสิทธิ์ปลิวไปทั้งคนทั้งกลด ฝนก็ตกบ่อย ก็ต้องกั้นกลดกันฝนให้ดี ไม่งั้นจะเปียก ก็มีวิธีการต่าง ๆ นานาที่จะต้องพยายามที่จะอยู่ให้ได้อย่าง อย่างมีความสุขพอสมควร
เวลานั่งสมาธิช่วงนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ ไม่ได้สอนในรายละเอียดเหมือนสมัยนี้นะ เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ มามีในยุคหลัง ในช่วงนั้นก็จะนั่งแบบลูกตื๊อเข้าว่า มีสำนวนยอดฮิตของหลวงปู่อยู่อันหนึ่งคือฟ้าจะถล่ม ดินทลาย คอขาดบาดตาย ช่างมัน จะพูดอย่างนี้บ่อย ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย คอขาดบาดตายช่างมัน ก็นั่ง ไม่ได้ไม่เลิก จะเป็นอย่างนั้น อากาศวันไหนร้อนมาก มีคนทำท่าอาการไม่ค่อยดี ท่านบอก ทนไปเถอะ ไอ้ไฟนรกมันร้อนกว่านี้เยอะ ก็จะนั่งกันตัวตรงกันทีเดียว
มีช่วงไหนที่ใครเริ่มจะนั่งได้ดีขึ้นมา พวกเราก็จะสนใจกัน เพราะแต่ละคนที่มายังไม่มีพื้นฐานของเรื่องสมาธิกันเลย ก่อนอบรมก็เหมือน ๆ กันทุกคน แต่พอผ่านไปสัก ๒-๓ วัน ก็จะเริ่มมีคนที่เริ่มนั่งได้ดีขึ้น สังเกตว่าหลวงพ่อท่านจะเริ่มเรียก คนโน้นคนนี้ให้มานั่งแถวหน้าแล้วท่านจะคุมธรรมะให้ คุมก็คุมต่อหน้าทุก ๆ คนนะ ท่านจะถามว่าชัดไหม สว่างไหม จะถามตอนนั้นตอนนี้เป็นยังไง เห็นอะไร ก็จะว่ากันตอนนั้น เพียงครู่เดียวเขาก็เห็นองค์พระ เห็นอะไรกันหลายคนทีเดียว ก็เป็นสิ่งที่คนที่ไม่ได้เห็นก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ดีใจว่า เพื่อนเราทำได้แล้ว รู้สึกจะมีกำลังใจกันขึ้นมา แต่ละคนก็จะนั่งรอเมื่อไหร่ถึง ถึงคราวตัวเองที่หลวงพ่อจะเรียกบ้าง
ก็เป็นสิ่งที่แปลก คือ ในท่ามกลางบรรยากาศที่หาความสงบไม่ค่อยได้ ยุงก็ชุม เสียงเพลงลูกทุ่งก็ดัง แล้วก็อากาศก็ร้อน หาความสบายไม่ได้เลย พื้นที่นั่งนี่ก็ไม่มีอาสนะอย่างในสมัยปัจจุบันนี้ ใช้เพียงผ้าขาวม้าพับ ๆ แล้วก็มาหนุนให้มันไม่เจ็บก้น แต่ทุกคนก็นั่งได้ดีทีเดียว เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เขาไม่ได้มีความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นรบกวนเขาแต่ประการใด
หลวงพี่เองหลังจากที่ได้อบรมธรรมทายาททั้ง ๒ รุ่นไปแล้ว เกิดแรงบันดาลใจในช่วงที่ ขณะนั่งสมาธิเกิดความเบาสบายดี มีความสงบใจดี นึกอยากจะทำอย่างที่หลวงพ่อ ที่คุณยายท่านทำ คืออยากจะเข้ามาเต็มตัวบ้าง อยากมาเป็นพระภิกษุ อยากที่จะมาเป็นนักสร้างบารมี แต่สมัยนั้นคำว่านักสร้างบารมียังไม่ค่อยมีใครพูดกันเท่าไหร่ คำว่าเราเกิดมาสร้างบารมีก็ ไม่ค่อยได้ยินบ่อย คือยังไม่เป็นคำที่ที่ใช้กันในหมู่คณะเท่าไหร่ ก็เลยอธิษฐานไว้ว่าวันใดวันหนึ่งจบแล้วทำงานสักพักหนึ่งก็อยากจะมาบวช ก็อธิษฐานจิตอย่างนั้นไว้ จบแล้วก็ได้ไปทำงานอยู่หลายปีเหมือนกัน ทำงานแล้วก็ไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐ แล้วทำงานที่โน่นต่ออีกหลายปีเหมือนกัน กลับเมืองไทยอีกครั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙
ต่อมาภายหลังก็ได้เริ่มเข้ามาที่วัด เวลานาน ๆ เข้ามาวัดที มันก็มีอาการแบบคนที่ห่างวัด มันไม่ค่อยคุ้นเคย รู้สึกเขิน ๆ บางทีก็ ไม่ค่อยอยากให้ใครถามว่าไปอยู่ที่ไหนมา ก็จะเป็นอย่างนี้ หลวงพี่มาช่วงนั้นก็ไม่ค่อยอยากเจอใครเท่าไหร่ มานั่งอยู่ท้ายศาลาสภาหลังคาจาก ตอนนั้นเรื่องบวชก็คิดว่าสงสัยเราไม่มีสิทธิ์แล้วล่ะ เพราะอายุก็มากขึ้นแล้วตอนนั้นก็อายุสามสิบกว่าปีแล้ว เห็นน้อง ๆ ที่วัดส่วนใหญ่อายุน้อย ๆ กัน ก็ยังไม่ค่อยได้คิดเท่าไหร่ตอนนั้น คิดว่ายังไงก็มาเอาบุญ มาวัด ตอนหลังพอคุ้นมากเข้ามากเข้า ก็เอาอาหารไปถวายที่ครัวเป็นประจำ มาแต่เช้า ทุกเช้าวันอาทิตย์จะเอาอาหารมา จะไปพยายามไปถามน้อง ๆ ที่ครัวว่าหลวงพ่อชอบอะไร คุณยายชอบอะไร ก็จะถามอย่างนี้
เสร็จแล้ว จำได้คุณยายจะออกมา มารับอาหารเองบ่อย ๆ ทีเดียว มาถึง คุณยายก็จะมารับ มาโมทนาบุญ มาให้ศีลให้พร อยู่หลายครั้งทีเดียว ได้มาเจอท่าน หลวงพี่ก็ขอพรท่านบ่อย ๆ จำได้มีบางครั้งเขาบอกว่านี่คุณยายยังมีชีวิตอยู่ ว่าใครอยากจะขออะไรก็รีบขอ ๆ เสียนะ แต่ต่อไปยายไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว ขอได้เหมือนกัน แต่ว่าไม่เหมือนตอนที่ท่านอยู่ ก็พยายาม เจอท่านเมื่อไหร่ก็จะขอพรท่านบ่อย ๆ ขอพรต่าง ๆ นานา ในช่วงหลังพอตั้งใจบวชแล้วก็ขอพรจากท่านให้บวชด้วย ท่านก็จะให้พร ท่านก็มาต้อนรับอยู่เป็นประจำทีเดียว
ในช่วงหลังหลวงพี่มาที่วัดแต่ละครั้งก็จะอธิษฐานจิตว่าขอให้ได้สร้างบุญสร้างบารมีให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็อธิษฐานอย่างนี้มาเรื่อย ๆ ได้มาใกล้ชิดวัดมากขึ้นมากขึ้น จนในที่สุดก็มีความตั้งใจที่จะเข้ามาอยู่วัดเต็มตัว ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าวันใดวันหนึ่งที่หมู่คณะมีความต้องการ ที่จะให้เข้ามาจริง ๆ ก็จะเข้ามา ตอนหลังสุดก็ได้มีโครงการต่างประเทศขึ้นมา พอพระเดชหลวงพ่อธัมมชโยได้เอ่ยปากขึ้นมา ก็ได้เข้าวัดมาเลยในช่วงนั้น
เข้ามาอยู่วัดได้ประมาณปีกว่า ๆ ก็ถูกส่งไปสหรัฐอเมริกาเลยในตอนนั้นกับหมู่คณะ ไปกัน ๔ คน บางครั้งมีโอกาสกลับมาที่เมืองไทยก็จะมากราบคุณยายท่าน จำได้มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพี่เคยพาโยมจากต่างประเทศมากราบคุณยาย ในช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มจะสร้างเจดีย์ใหม่ ๆ แล้ว เขาอยากจะถวายปัจจัยกับคุณยายโดยตรง เขาอยากทำบุญเจดีย์ อยากจะสร้างพระหลายองค์ทีเดียว แต่ว่าอยากจะถวายปัจจัยคุณยายโดยตรง หลวงพี่ก็บอกว่าก็ไม่แน่ใจว่าคุณยายจะสะดวกไหม ก็บอกว่าพี่ลองอธิษฐานดูแล้วกันนะ ถ้าคุณยายสะดวก คุณยายก็อาจจะได้มาเจอพี่ที่วัด ก็นัดพี่เขามาที่วัด ถามโยมอารีพันธ์ บอกว่าก็พยายามประสานงานให้ แต่ก็ยังไม่รับปาก เพราะว่าไม่แน่ใจว่าคุณยาย จะสะดวกที่จะออกมาหรือเปล่า เลยชวนพี่เขาคุยกันอยู่ที่ศาลาดุสิต
ตอนหลังคุณยายท่านออกมา ท่านก็แวะเข้ามาทักทาย แล้วก็เข้ามานั่งคุยด้วย หลวงพี่ก็ให้สาธุชน ๒ คนที่มาในวันนั้น ได้ถวายปัจจัยคุณยาย แล้วก็ได้นั่งคุยกับคุณยายสักครู่หนึ่ง วันนั้น จำได้ว่าคุณยายท่าน พูดธรรมดา ๆ นี่แหละ แต่พอมานึกย้อนหลังในภายหลัง มันไม่ใช่ วันนั้นจำได้ว่าท่านมองหน้าโยมท่านหนึ่งที่มาในวันนั้น แล้วท่านก็พูดว่า คุณ อย่าทำบาปนะคุณ ทำบาปแล้วมันตกนรกนะ นรกยายไปมาแล้ว ไฟนรกนี่สูงเหมือนต้นตาลเลย แต่พอยายลงไปแล้ว ไฟมันก็ดับ ยายจะพูดอย่างนี้อยู่ครั้งหนึ่ง
แล้วก็คุยเรื่องอื่นสักครู่หนึ่ง เสร็จแล้วยายก็มากลับพูดเรื่องเดิมอีกคือ คุณ อย่าทำบาปนะ ทำบาปนี่ตกนรกนะ นรกนี่ยายไปมาแล้ว ไฟนรกนี่มันสูงเหมือนต้นตาล แต่พอยายลงไปแล้วไฟมันก็ดับ เสร็จแล้วก็คุยเรื่องอื่นสักพัก คือปกติคุณยายจะคุยซ้ำ จะคุยซ้ำบ่อย ๆ ช่วงหลังนี่ ซึ่งหลวงพี่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา พอสักพักก็เอาอีกแล้ว คุณ อย่าทำบาปนะ ทำบาปนี่ตกนรกนะ นรกนี่ยายไปมาแล้ว ไฟนรกนี่สูงเหมือนต้นตาล แต่พอยายลงไปไฟก็ดับ คุย ทุติยัมปิ ตติยัมปิ ๓ ครั้ง
หลวงพี่ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเป็นการสอนธรรมดา ๆ ของคุณยายอย่างที่สอนทุก คน เพราะคุณยายจะมีปกติสอนคนไม่ให้ทำบาป สอนคนให้สั่งสมบุญเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมา มาหลายปีให้หลัง หลวงพี่ไปที่สหรัฐแล้ว ได้ข่าว จากทางโยมภรรยาของ ของโยมคนนั้น ตอนนั้นแยกทางกับสามีแล้ว ก็สามีไม่ค่อยอยู่ในร่องในรอย ไม่ค่อยอยู่ในศีลธรรมเท่าไหร่ ก็เป็นสิ่งที่คิดว่าคุณยายท่านทราบตั้งแต่ตอนนั้น ท่านก็เตือนแกไว้ ให้แกกลัวบาป แต่ก็ไม่ทราบว่าแกกลัวขนาดไหนนะ แต่นี่บุญแกดี แกยังได้มาเจอคุณยาย ได้มากราบคุณยาย ได้มาถวายปัจจัยที่ยาย แต่ยายอุตส่าห์เตือนตั้ง ๓ ครั้งก็ยังไม่ค่อยได้ผลกับแก่เท่าไหร่
นี่ก็เป็นสิ่งที่พอหลวงพี่นึกย้อนหลังไปแล้วรู้สึกว่า ยายจะรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้น จะมีคำพูดที่เหมาะสมแต่ละคนที่ไปหาท่าน บางครั้งดูเหมือนท่านพูดธรรมดา ๆ แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ธรรมดา และสิ่งที่หลวงพี่จำได้ว่าคุณยายจะจำฝังใจที่สุดก็มีอยู่ ๒ เรื่อง ที่ได้ยินท่านพูดบ่อย ก็คือการปัดลูกระเบิด นี่ยายพูดบ่อยมาก คือหลวงพี่ว่าคนเวลามีอายุมากขึ้นนี่ ถึงแม้จะลืมเรื่องอะไรไปมาก ๆ แต่เรื่องที่ประทับใจมาก ๆ จะไม่ค่อยลืม คุณยายท่านจะจำเรื่อง เรื่องการปัดลูกระเบิด และเรื่องการไปช่วยพ่อในนรกนี่ได้อย่างฝังใจทีเดียว ไม่เคยลืม จะได้ยินท่านพูดเรื่องนี้บ่อยมากทีเดียว บางทีท่านก็พูด ยายก็เป็นลูกชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเรียนวิชาปัดลูกระเบิดกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะพูดลักษณะนี้ จะพูดบ่อย ๆ
เรื่องการไปช่วยพ่อในนรกก็พูดบ่อย พูดอยู่หลายครั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณยาย จำได้ไม่เคยลืม แม้อายุจะมากขนาดไหนก็ตาม
ทีนี้ก็อยากจะเล่าเรื่องที่ไปอยู่ที่สหรัฐให้ฟังบ้างสักเล็กน้อย หลวงพี่เองได้มีส่วนร่วมในการไปเปิดศูนย์ที่สหรัฐอเมริกามา มาหลายศูนย์เหมือนกัน ๓-๔ ศูนย์ แต่ละจุดที่ไปก็มักจะเป็นช่วงแรก ๆ รู้สึกบุญจะจัดสรรอย่างนั้น คือจะเป็นรุ่นบุกเบิกอยู่เรื่อย ตอนไปที่แคลิฟอร์เนีย ก็เป็นช่วงต้นของแคลิฟอร์เนีย ตอนไปที่ชิคาโกก็ช่วงต้น นิวเจอร์ซี่ก็ช่วงต้น หลังสุดก็เป็นที่ซีเอลเติล ก็เปิดมาแล้ว ๒ ปี ก็ไปตั้งแต่ตอนช่วงต้นเหมือนกัน
รูปแบบที่ใช้ในการเปิดศูนย์ที่หลวงพี่และหมู่คณะใช้ ก็คือว่าไปถึงใหม่ ๆ เราก็จะหาเจ้าภาพอาหาร หาเจ้าภาพอาหาร แล้วก็จะเล่าเรื่องครูบาอาจารย์ของเราให้ฟัง จะเล่าเรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรื่องของคุณยาย เรื่องของหลวงพ่อธัมมชโย ของหลวงพ่อทัตตชีโว จนกระทั่งบุคคลเหล่านั้นเขามีความคุ้นเคยคือรู้จัก รู้จักครูบาอาจารย์ของเราในระดับหนึ่ง
และก็เป็นเรื่องที่อัศจรรย์นะคือหลายคนนี่ ไม่เคยมาที่เมืองไทยเลยนะ พอเขาฟังเรื่องราวคุณยาย เขามีความรู้สึกรักคุณยาย เคารพคุณยายมาก ทุกครั้งสิ่งที่หลวงพี่บอกบุญง่ายที่สุดก็คือการชวนเขามาทำบุญร่วมกับคุณยาย ไม่ว่าจะเป็นบุญอะไร ปกติเวลาวันเกิดของคุณยายแต่ละครั้งก็จะชวนให้เขาได้ร่วมบุญกัน ก็จะหาเรื่องให้เขาได้ทำบุญกับคุณยาย เดี๋ยวก็สร้างพระให้คุณยายบ้าง สร้างพระแกนกลาง สร้างพระยอดโดม สร้างพระต่าง ๆ นานา จะหาเรื่องให้เขาได้ทำบุญกับยายตลอด รู้สึกเขาตั้งใจทำกันทุกครั้งทีเดียว ทั้ง ๆ เขาไม่เคยพบคุณยายเลยนะ ปัจจุบันก็ยังไม่ได้มาที่เมืองไทย แต่เขาก็มีใจที่ศรัทธา เคารพคุณยายไม่น้อยกว่าพวกเราที่อยู่ที่นี่ทีเดียว
เพราะฉะนั้นพวกเราที่อยู่ที่นี่ อย่าให้เสียชื่อที่ได้ใกล้ชิดคุณยาย หลายท่านไม่รู้จักคุณยาย แม้ไม่ได้รู้จักคุณยายอย่างใกล้ชิด แต่ว่าได้มาที่วัดในขณะที่ท่านยังมีสรีระอยู่ ฉะนั้นแล้วก็อยากจะให้ตั้งใจทุ่มเทสร้างบุญสร้างบารมีเอาบุญกับท่านให้เต็มที่ในช่วงนี้ ขณะท่านยังมีสรีระอยู่ เพราะว่าขนาดคนที่อยู่ที่โน่นที่เขายังไม่เคยเห็นคุณยายเลย เห็นแต่รูปกับในวีดีโอนิดหน่อย แต่ก็ยังมีความศรัทธา มีความรักในคุณยายมากขนาดนั้น
และสิ่งหนึ่งที่หลวงพี่เองก็ประสบมาจากการไปทำหน้าที่ที่ต่างประเทศ คือว่าเราไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่นะ คนจะรู้จักเรามากน้อยขนาดไหน จัดงานแต่ละครั้งนี่เรื่องอาหารการกินต่าง ๆ ไม่เคยขาดแคลน ญาติโยมที่ไม่คุ้นกับหมู่คณะก็จะบอกว่าแหม บางทีก็มาชมเราอย่างโน้นอย่างนี้ หลวงพี่บอกไม่ใช่หรอก ไม่ใช่เป็นเพราะหลวงพี่นี่ แต่เป็นเพราะบารมีของครูบาอาจารย์ บารมีของคุณยาย บารมีของหลวงพ่อ ทุกอย่างถึงได้เป็นอย่างนี้ และเป็นสิ่งที่แปลก คือคุณยายท่านอธิษฐานไว้นะว่าคนจะมาเท่าไหร่ ก็ขอให้เลี้ยงได้ มันไม่ได้เลี้ยงได้เฉพาะที่นี่ แม้ที่ต่างประเทศ คุณยายก็เลี้ยงได้หมดจริงๆ ไม่เคยมีสภาพที่อาหารไม่พอ หลวงพี่ไม่เคยเจอนะ คนมามากมาน้อยขนาดไหน ที่โน่นคนไม่ได้มากเหมือนอย่างที่เมืองไทย แต่ว่าก็มาเยอะ การจัดระบบอาหารต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้ลงตัวเหมือนอย่างที่เมืองไทย ก็เป็นความอัศจรรย์ที่ว่าจัดงานแต่ละครั้ง อาหารจะพอเพียงเสมอทีเดียว
หลายคนที่โน่นมีไม่น้อยทีเดียวที่นั่งธรรมะได้ดี ถึงคราวเขานั่งได้ดีบ่อยครั้ง เขาก็นั่งเห็นคุณยายกัน อย่างบางคนก็ฝันถึงคุณยาย เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคน ฝันเห็นคุณยายเหมือนกัน มีทั้งเห็นในสมาธิ มีทั้งฝันเห็น เขาฝันเห็นคุณยายเป็นลักษณะไม่ใช่มนุษย์ เห็นรัศมี เห็นความสว่าง เห็นอะไรต่าง ๆ นานา ก็ได้มาเล่าให้หมู่คณะฟังกัน คือมีคนที่สัมผัสกับคุณยายในลักษณะอย่างนี้ค่อนข้างมากทีเดียว ก็เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ว่า จะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ละคนไม่ได้อยู่ห่างคุณยายเลย ทุกคนสามารถพบคุณยายได้เสมอที่ศูนย์กลางกายอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้กล่าวไว้
เพราะฉะนั้นพวกเราถึงแม้ว่าตอนนี้คุณยายได้ละสังขารไปแล้ว ก็อย่าได้คิดว่าเราอยู่ห่างคุณยายแต่ประการใด ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดี ทำตามโอวาทที่ท่านสอน แล้วจะได้อยู่ใกล้คุณยายไปทุกภพทุกชาติทีเดียว
*********************************** จบ ***********************************