ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คำเตือนสติ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบคาราวะพระมหาเถระ และพระเถระที่มีอายุพรรษากาลแก่กว่ากระผมด้วยความเคารพ สวัสดีเพื่อนสหธรรมมิกทุก ๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรผู้ใจบุญทุก ๆ ท่าน ก่อนอื่นหลวงพี่ขออนุโมทนากับกัลยาณมิตรที่ได้มาบำเพ็ญกุศลในค่ำคืนนี้ทุก ๆ ท่านเลยนะ วันนี้เป็นวันที่ ๘๖ ของการได้บำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายอาจารย์ของเรา ในวันที่ผ่าน ๆ มา พวกเราทุกท่านได้ฟังเรื่องราวของคุณยายในแง่มุมต่าง ๆ จากพระเถระและพระอาจารย์หลาย ๆ รูปกันมาพอสมควรแล้ว ในส่วนตัวของหลวงพี่เองจะขอนำสิ่งที่คุณยายท่านได้เคยพูดคุย หรือชี้ขุมทรัพย์เท่าที่ยังพอจำความได้ มาเล่าสู่กันฟัง หลวงพี่ได้เข้ารับการอบรมธรรมทายาท และอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ หลังจากสิ้นสุดการอบรมแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้เข้ามาช่วยเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ช่วยงานวัดเกือบทุกวันอาทิตย์ มีบ้างบางครั้งหรือบางอาทิตย์ที่หลวงพี่ไม่ได้มาเหมือนกัน และเมื่อจบการศึกษาแล้ว หลวงพี่ได้เข้ามาเป็นเด็กวัด ช่วยงานวัดเต็มตัวมากยิ่งขึ้น งานที่หลวงพี่ทำอยู่ในขณะนั้นคืองานพี่เลี้ยงอบรมธรรมทายาท ตามปกติแล้วการอบรมธรรมทายาทภาคฤดูร้อนนั้น เราจะทำการอบรม ณ พื้นที่ด้านในวัด อันเป็นส่วนร้อยเก้าสิบหกไร่เดิม หลังจากสิ้นสุดการอบรม ธรรมทายาททุกท่านก็จะลาสิกขากันหมด มาปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นี่เองเป็นปีแรกที่ธรรมทายาท เมื่อสิ้นสุดการอบรมแล้ว สามารถอยู่ต่อเป็นพระประจำของวัดได้ ไม่ต้องลาสิกขากันหมด เพราะปีนั้นทางวัดมีพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ เป็นส่วนรองรับได้แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นี้เอง อีกเช่นกัน ที่ทางวัดของเราได้จัดการอบรมธรรมทายาทภาคเข้าพรรษาขึ้น ปีนั้นเราไม่ได้ใช้ชื่อว่าธรรมทายาท เราใช้ชื่อว่าบัณฑิตอาสา รับสมัครผู้ที่จบปริญญาตรีแล้ว เข้าทำการอบรมเพื่อเป็นพระประจำของวัดต่อไป พื้นที่ที่ใช้ในการอบรมในครั้งนั้นก็คือบริเวณบ้านพักอาสาสมัครชายหญิง รวมทั้งบริเวณถนน และตรงสวนหย่อมที่อยู่ด้านหน้า บ้านพักอาสาสมัครชายหญิง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับสถานพยาบาลในปัจจุบันนี้เอง เป็นพื้นที่ที่ใช้ในการอบรมบัณฑิตอาสาที่อยู่จำพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ นี่ ตรงจุดที่ใช้ในการอบรมครั้งนั้น เราเรียกกันว่าธุดงค์พระ ธุดงค์พระในครั้งนั้นมีกุฏิจากของพระเพียงสัก ๕ หรือ ๖ หลัง แล้วก็มีเต็นท์ใหญ่ผ้าใบ ๑ เต็นท์ ใช้สำหรับในการอบรมและฉันภัตตาหารของพระภิกษุ ตอนด้านหน้าของเต็นท์ก็จะมีเต็นท์ผ้าใบเล็ก ๆ อีก ๑ เต็นท์ เป็นโรงล้างภาชนะของพระ และอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านข้างอยู่ส่วนตอนหน้าเหมือนกัน มีอาคารกระเบื้องเล็ก ๆ ๑ หลัง เป็นลักษณะคล้าย ๆ สโตร์เก็บของ ใช้เป็นที่ทำงาน และที่พักผ่อนของหลวงพี่เอง การดูแลธุดงค์พระครั้งนั้นมีหลวงพี่เพียงรูปเดียวที่เป็นอุบาสก ดูแลธุดงค์พระอยู่ น้อง ๆ ธรรมทายาทที่เคยช่วยกัน เขากลับบ้านกันหมด เนื่องจากว่าเป็นช่วงที่เปิดเทอมแล้ว ธุดงค์พระในครั้งนั้นไม่มีสิ่งก่อสร้างอย่างอื่นเลย นอกจากที่กล่าวมาแล้วนี่ บริเวณที่เรานั่งอยู่นี้ นอกเหนือจากนั้นทั้งหมดเป็นท้องทุ่งนาฟ้าโล่ง ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย การดูแลธุดงค์พระใหม่ ๆ ในครั้งนั้น หลวงพี่รู้สึกดีใจเหมือนกัน เพราะว่าแม้ว่าตัวเองจะไม่มีโอกาสเข้าไปบุกเบิกในพื้นที่ร้อยเก้าสิบหกไร่เดิม แต่ว่าก็ดีใจที่เป็นชุดแรกได้เข้ามาทำการบุกเบิกในพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ การดูแลธุดงค์พระในครั้งกระนั้น ใหม่ ๆ หลวงพี่ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากโรงครัวเสมอ ๆ โรงครัวในขณะนั้นก็มีหลวงพี่หมูหรือหลวงพี่รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก ท่านเป็นคนช่วยคุณยายดูแลโรงครัวอยู่ สมัยนั้นท่านยังไม่ได้บวช เรายังเป็นอุบาสกด้วยกัน หลวงพี่มีความรู้สึกว่าตอนนั้นน่ะ มีพี่หมูเมนาโถ พี่หมูเป็นที่พึ่งให้กระผมด้วยเถอะ พี่หมูก็ดี๊ดี อะหังเตนาโถ ผมเป็นที่พึ่งให้กับคุณ มีอะไรก็ช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ปฏิเสธเลย การเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหลวงพี่หมูในครั้งนั้น หลวงพี่ไม่เคยกราบเรียนให้คุณยายท่านทราบเลย แต่ไม่ทราบคุณยายท่านทราบด้วยญาณทัสสนะของท่านอย่างไร เพราะวันหนึ่งหลวงพี่ได้เดินทางเข้าไปที่ครัว ไปพบคุณยายเข้าที่ครัวพอดี คุณยายท่านก็มีเมตตา ช่วยเตือนสติชี้ขุมทรัพย์ให้ ท่านพูดแบบกันเอง แบบลูกแบบหลาน โดยท่านพูดขึ้นว่า “เฮ้ย หัดช่วยตัวเองบ้างซิวะ อะไรก็ครัว อะไรก็ครัว ครัวก็ตาย” หลวงพี่ได้ฟังคุณยายเตือนสติครั้งนั้น ได้สติขึ้นมา ได้ฉุกคิด เออ ไม่ทราบเราไปรบกวนพี่หมูแกมากไปไหม ถ้าจะให้คุณยายท่านพูดบ่อย ๆ อย่างนี้เห็นจะไม่ดีแน่ ทำให้เราต้องมามองย้อนดูตัวเองบ่อย ๆ คำเตือนสติของคุณยายนี่สามารถเทียบเคียงได้กับพุทธพจน์บทหนึ่งพอดีเป้ะเลย ซึ่งท่านที่เรียนกระทู้ธรรมผ่านมาแล้วนี่ วิชากระทู้นะ ท่านที่เรียนผ่านมาแล้วนี่ ต้องจำบทนี้ขึ้นใจได้อย่างแน่นอน พุทธพจน์บทนี้ก็คือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งของตน โก หิ นาโถ ปโร สิยา คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ อตฺตนา หิ สุทนฺเตน ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ ย่อมได้ที่พึ่ง ที่ได้โดยยาก หลวงพี่อ่านพุทธพจน์บทนี้ทีไร นึกถึงคำเตือนสติของคุณยายขึ้นมาทุกทีเลย คำเตือนสติของคุณยายนี่ท่านตรงไปตรงมา ตรงเป้าตรงประเด็นดี ไม่อ้อมค้อม เปรียบนักมวยที่ชกเก่ง ๆ นะ ไม่ต้องเต้นฟุตเวิร์ดนาน ได้จังหวะเหมาะ ๆ นี่ โป้งเดียว น็อคเลย คำเตือนสติของคุณยาย หลวงพี่รู้สึกถึงกึ๋นถึงใจดี ทำให้เราคิดว่าต้องเข้าหาคุณยายท่านบ่อย ๆ หากมีข้อผิดพลาดอะไร ท่านจะได้ช่วยชี้ขุมทรัพย์ให้เราอีก มีอีกวันหนึ่ง พอดีหลวงพี่เข้าไปครัวอีกเหมือนกัน เดินเข้าไปปุ๊บ เจอคุณยายท่านอีกพอดี คุณยายท่านก็ดี มีเมตตา ช่วยบอกกล่าวให้หลวงพี่ทราบอีก ท่านก็พูดแบบลูกแบบหลาน แบบเป็นกันเองอีกนั่นแหละ คราวนี้ท่านใช้ประโยคใหม่ ท่านบอกว่า “เฮ้ย ก็พะบู๊กันบ้างซิวะ” หลวงพี่ฟังแล้วงงเลย เอ๊ะ ท่านหมายความว่าอย่างไร แล้วก็จะให้เรานี่ทำอย่างไรต่อไป นึกไม่ออก ด้วยความรักและเคารพคุณยาย ไม่กล้าไปเซ้าซี้ถามท่านมาก เอ้า ท่านสั่งมาว่าอย่างนี้ เราก็ทำไป ทำตามภาษาซื่อบื่อที่เราเข้าใจ คิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็ทำไปอย่างนั้น ดุ๊ย ๆ ทำมันเรื่อยไป แต่ว่าการทำงานก็อาศัยแบบอย่างแบบแผนที่ดี ที่คุณยายอาจารย์ท่านวางแนวทางไว้ที่ครัวนั่นแหละ เอามาใช้ให้เป็นแบบแผนในที่ทำงานของหลวงพี่นั่นเอง คือเอามาใช้บริหารงานที่ธุดงค์พระสมัยก่อนนั้น คุณยายท่านรักษาความสะอาด วางกฎระเบียบ มีการรักษาข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไร หลวงพี่ก็นำแนวทางที่ดี ๆ อย่างนี้ของคุณยายไปใช้ที่ทำงานที่ธุดงค์พระ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เผื่อว่าพบคุณยายอีกจะได้กราบเรียนท่านถูก ก็มีอีกวันหนึ่งพอเดินทางเข้ามาที่ครัว ก็พบคุณยายเข้าจริง ๆ ตามที่เราคิดตั้งใจไว้ เมื่อเข้ามาพบคุณยายปุ๊บ ครั้งนี้พอมาถึงตัวท่าน ยังไม่ทันกราบเรียนอะไรให้ท่านทราบเลย ท่านก็ใช้มือขวาของท่านคว้าข้อมือซ้ายของหลวงพี่ จับปุ๊บ แล้วท่านก็พาหลวงพี่เดินตรวจครัวทางด้านหลัง ตอนนั้นหลวงพี่รู้สึกมีความปลื้มใจ ดีใจมากที่คุณยายท่านให้เกียรติจับมือเราเดินตรวจครัวด้านหลังถึงเพียงนี้ ถึงแม้ว่าหลวงพี่จะออกจากบ้าน จากพ่อ จากแม่มาอยู่วัด อยู่ดูแลธุดงค์พระเพียงลำพังคนเดียว แต่เมื่อมาอยู่วัดแล้ว อยู่ใกล้ชิดคุณยาย กลับได้รับความอบอุ่น ตอนนั้นมีความรู้สึกว่ามีความสุขอย่างประหลาด ๆ ที่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณยาย เดินห่างกันแค่ไม่ถึงช่วงแขน ท่านพาเดินตรวจ เราก็เดินตามต้อย ๆ ๆ ตามหลังท่าน ก็เลยทำให้หลวงพี่นี่ได้นิสัยดี ๆ ตรงนี้ติดมาจากคุณยายอีก คือเวลาเราไปอยู่ตรงจุดไหน บริเวณไหนก็ตาม เราก็จะเดินตรวจภายในบริเวณที่ทำงานตรงจุดนั้น เพราะตามปกติแล้ว สิ่งที่หลวงพี่เห็นคุณยายประจำ ๆ เสมอเป็นภาพประจำที่หลวงพี่เห็นเสมอก็คือคุณยายท่านจะต้องนั่งรถสามล้อ ตรวจบริเวณภายในรอบ ๆ วัด ซึ่งอันนี้หลวงพี่ก็ได้ตัวอย่างดี ๆ จากท่านมาอยู่แล้ว คือเวลาเราอยู่จุดไหน เราก็ตรวจบริเวณรอบ ๆ ที่ทำงาน แต่ครั้งนี้ท่านกลับไม่พูดอะไรอีก พาเราเดินตรวจครัวด้านหลัง ทำให้รู้สึกได้รับสิ่งดี ๆ จากตรงนี้ของคุณยายมา มีอยู่อีกครั้งหนึ่งที่หลวงพี่ได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณยายมากขึ้น เนื่องจากว่าคุณยายท่านมีเมตตา และวางตัวเป็นกันเอง หลวงพี่ก็เลยได้สังเกตเห็นอากัปกิริยาของท่าน มีอยู่วันหนึ่งที่ท่านนั่ง กำลังจะฉันยาอยู่ที่ครัวยามา ตรงจุดที่ท่านต้อนรับแขกนั่นแหละ ปกติแล้วโยมพี่อารีพันธ์ จะเป็นคนจัดยาถวายคุณยายช่วงประมาณสักบ่าย ๆ หรือเย็น ๆ โยมพี่อารีพันธุ์จะจัดยาโดยใส่แก้วไว้ ๒ แก้ว เป็นแก้วยาแก้วหนึ่ง แล้วก็แก้วน้ำอีก ๑ แก้ว ขนาดเท่ากัน แก้วน้ำนี่ก็สูงประมาณสักนิ้วครึ่งได้ เป็นลักษณะรูปทรงกรวย จัดไว้ในถาดฟีรามีน ถาดฟีรามีนนี่ก็ยาวประมาณสักคืบหนึ่ง กว้างสักครึ่งคืบกว่า ๆ นิด ๆ กำลังขนาดพอเหมาะพอดีกับแก้ว แล้วจะมีกระดาษทิชชูเป็นแบบแผ่น ๆ ๑ แผ่นที่โยมพี่เขาจะเตรียมไว้ให้ แล้วก็เสียบไว้ระหว่างแก้วน้ำกับแก้วยา พอคุณยายท่านจะฉันยานี่ หลวงพี่ได้มีโอกาสสังเกตเห็นท่านนำกระดาษทิชชู่นี่มาพับรีดให้เรียบแป้ก่อนนะ จับให้เสมอเท่ากัน แล้วก็ค่อย ๆ พับทบ รีดให้เรียบแป้อีก กะว่าให้ได้ขนาดพอเหมาะพอดีกับที่จะเช็ดกับริมฝีปาก เมื่อรีดให้เรียบแป้เรียบร้อยแล้วนี่ ท่านจึงจะค่อยฉันยา พอฉันยาและฉันน้ำตามเรียบร้อย ท่านก็ค่อย ๆ ใช้กระดาษทิชชู่ บรรจงเช็ดริมฝีปากของท่านอย่างละเมียดละไม รู้สึกว่านุ่มนวลอ่อนช้อยมาก หลวงพี่เห็นแล้วรู้สึกปลื้มใจเลย ท่านค่อย ๆ เช็ด เมื่อเช็ดเสร็จส่วนที่เปรอะเปื้อนยานี่ ท่านก็จะพับ ส่วนที่ไม่เปื้อนยา ท่านเอาไว้ด้านนอก ส่วนที่เปื้อนยานี่ไว้ด้านใน แล้วก็เสียบไว้ระหว่างแก้วเหมือนเดิม ในขณะที่คุณยายใช้ฝ่ามือของท่าน รีดกระดาษทิชชู่ เผอิญหลวงพี่ก็สังเกตเห็นฝ่ามือของคุณยายท่านสะอ๊าดสะอาดมาก สะอาดจนแบบเห็นระหว่างหลังมือเป็นสีตัดกับฝ่ามือชัดเจน ฝ่ามือและนิ้วมือของคุณยายท่านเต็มอิ่มด้วยเนื้อจริง ๆ นิ้วมือคุณยายท่านก็เหมือนลำเทียนเลย แล้วหลวงพี่ก็สังเกตเล็บของคุณยายต่อ สังเกตเห็นว่านิ้วมือทุกนิ้วของคุณยาย ไม่ได้ไว้เล็บยาวเลย นิ้วทุกนิ้วของคุณยายตัดเล็บสั้นหมด สั้นชิดพอดีกับขอบเนื้อ ไม่มีนิ้วใดนิ้วหนึ่งที่เล็บน่ะ จะโผล่ยาวออกมาเหนือปลายนิ้วเลย วันนั้นหลวงพี่ไม่ทราบไปสังเกตเล็บคุณยายมากไปหรือเปล่า อีกไม่กี่วันต่อมา คุณยายท่านมอบที่ตัดเล็บให้หลวงพี่ไว้ใช้ ๑ อัน หลวงพี่ดีใจมาก ปลื้มใจ เก็บที่ตัดเล็บของคุณยายที่มอบให้นี่เอามาใช้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็เลยได้นิสัยดี ๆ อันนี้ติดมาจากคุณยายอีก เวลาเล็บยาวขึ้นมาทีไร นึกถึงคุณยาย นึกถึงที่ตัดเล็บที่ท่านให้ไว้ จะตัดเล็บให้สั้นทุกนิ้ว ให้เสมอหมดเลย ทำตามอย่างที่คุณยายทำให้ดู รวมทั้งการใช้กระดาษทิชชู่ที่เป็นแบบแผ่น ๆ ก่อนจะใช้นี่ เราก็จะพับ เวลาเรามาใช้เป็นการส่วนตัวนะ เราจะพับรีดให้เรียบแป้ก่อน พับให้พอเหมาะพอดีกับที่เราต้องการใช้ แบบที่คุณยายทำให้ดู ตรงนี้เลยได้นิสัยดี ๆ จากคุณยายมา คุณยายท่านไม่ได้สอนแต่เพียงคำพูด แต่ท่านสอนที่การกระทำ ทำเป็นแบบอย่างที่ดี ๆ ให้หลวงพี่ได้ดู หลวงพี่ก็เลยดีใจที่ได้มาสร้างบุญบารมีร่วมกับคุณยาย พอมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ปีนั้นการจัดอบรมธรรมทายาทภาคฤดูร้อน และภาคเข้าพรรษา ก็ยังคงเป็นไปตามปกติ แต่ว่าในภาคเข้าพรรษานั้นเราใช้คำว่าธรรมทายาทภาคเข้าพรรษา ไม่ได้ใช้ชื่อคำว่าบัณฑิตอาสาเหมือนอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เพราะว่าต้องการให้ชื่อนี่สอดคล้องกับธรรมทายาทภาคฤดูร้อน จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มีพระภิกษุที่อยู่จำพรรษาที่ธุดงค์พระเมื่อครั้งกระนั้นเพิ่มขึ้นเท่าตัว คือในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ มีพระภิกษุจำพรรษา ที่ธุดงค์พระ ประมาณ ๗๕ รูป แต่พอมาปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มีประมาณร้อยห้าสิบ ถึงร้อยหกสิบรูป ปกติการจัดงานบวชธรรมทายาทนี่ ชมรมพุทธศาสตร์ เป็นผู้จัดการอบรม เอ้อ ขออภัยเป็นผู้จัดงานบวช สมัยก่อนเขารวมกันเป็นหลาย ๆ สถาบัน ไม่ใช่ชมรมพุทธศาสตร์สากลอย่างเช่นในปัจจุบัน ในสมัยก่อน ๆ นั้น จะมีชมรมพุทธศาสตร์จุฬาฯ เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดงาน แล้วปีนี้คือหมายถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นะ หลวงพี่โชคดีที่มีน้องธรรมทายาท ๒ ท่านเข้ามาช่วยงานที่ธุดงค์พระกับหลวงพี่ คือหลวงพี่สุทธิชัย หรือหลวงพี่สุง และหลวงพี่สุรัตน์หรือหลวงพี่ต๊ะของพวกเรานั่นเอง สมัยก่อนน้องทั้ง ๒ ท่านนี้ยังไม่ได้บวช ท่านเข้ามาเป็นอุบาสกช่วยงานหลวงพี่ที่ธุดงค์พระอยู่ หลวงพี่เห็นเขาจบจากจุฬาฯ มาทั้งคู่ และชมรมพุทธศาสตร์จุฬาฯ นี่เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดบวชธรรมทายาท แล้วประกอบกับปีนี้พระเพิ่มมากขึ้น กุฏิจากก็สร้างเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มี ๕-๖ หลัง ก็สร้างเพิ่มขึ้นอีกประมาณสัก ๖-๗ หลัง ทำให้นึกถึงคำเตือนสติของคุณยายขึ้นมา ที่คุณยายเคยเตือนสติไว้ว่า “หัดช่วยตัวเองบ้างซิ อะไรก็ครัว อะไรก็ครัว ครัวก็ตาย” คำนี้ติดใจมา ยังนึก เอ้ะ ทำไงดีล่ะคราวนี้ ก็เลยออกกุศโลบายให้น้อง ๒ คนนี้เขาช่วยประสานงานกับชมรมพุทธจุฬาฯ เพราะเขาจบจากจุฬาฯ มา จุฬาฯ เองก็เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดงานบวชอยู่แล้ว ให้เขาช่วยประสานงาน ให้ชมรมพุทธนี่จัดกิจกรรมตักบาตรที่มหาวิทยาลัย น้อง ๆ ชมรมพุทธจะได้มีกิจกรรมทำ มีงานบุญทำ พวกนิสิตนักศึกษาและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยเองก็ได้มีโอกาสสร้างทานกุศล คือได้ทำบุญตักบาตร พระภิกษุของเราเองเมื่อบวชมาแล้ว ได้มีโอกาสฝึกฝนอบรมตัวเอง เพราะต้องออกไปบิณฑบาตต่อหน้าสาธารณชนเป็นจำนวนมาก อาหารที่บิณฑบาตได้มามากพอก็นำมาเลี้ยงพระภิกษุของเราเอง หากเป็นข้าวสารอาหารแห้ง หลวงพี่ก็ขนเข้าครัวหมด ถ้าเป็นน้ำปานะ ก็เอาเป็นเสบียงไว้เลี้ยงพระต่อ งานพระศาสนาก็เจริญก้าวหน้าต่อไป ผลพวงที่ได้มาอย่างนี้เพราะคำเตือนสติชี้ขุมทรัพย์ของคุณยายแท้ ๆ เลย ถ้าคุณยายท่านไม่ช่วยเตือนสติเมื่อครั้งกระนั้น หลวงพี่คงได้พี่หมูเมนาโถอยู่เรื่อยไป คงคิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน แต่เพราะคำเตือนสติของคุณยายนี้เอง ทำให้ได้จัดกิจกรรมตักบาตรขึ้น และครั้งนี้หลวงพี่ก็ดีใจที่ได้สามารถตอบแทนพระคุณคุณยายอาจารย์ แล้วก็ตอบแทนพระคุณหลวงพี่หมูได้ เพราะว่าจัดกิจกรรมตักบาตรขึ้นได้แล้วนี่ อาหารที่บิณฑบาตได้มา เอามาเลี้ยงพระของเราเอง เป็นการแบ่งเบาภาระทางครัวไปด้วย แต่การออกไปบิณฑบาตตามสถาบัน ไม่ได้ไปทุกวันนะ ประมาณอาทิตย์ละครั้งสมัยนั้นนะ ถ้าออกไปบิณฑบาตทุกวันนี่ พระของเราคงโทรมเหมือนกัน เพราะต้องนั่งรถตะลอน ๆ ไป แล้วกลับมาถึงวัด เอาเรื่องเหมือนกันติดกัน ถ้าออกไปบิณฑบาตทุกวัน พระของเราบิณฑบาตแค่ตามสถาบัน ประมาณอาทิตย์ละครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นี้ อีกเช่นกันที่ทางวัดเราได้จัดบวชภาคฤดูหนาว แล้วก็มีการรับสมัครสามเณรจากวัดข้างนอกมาอยู่ประจำวัดเรา แต่ปริมาณยังไม่มากนัก ผ่านเข้ามาในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ การจัดบวชอบรมธรรมทายาทภาคฤดูร้อนและภาคเข้าพรรษา ยังคงเป็นไปตามปกติ แต่ปีนี้มีพระภิกษุสามเณรเพิ่มมากขึ้น ทางวัดเราเลยต้องขยายธุดงค์พระจากฝั่งเก่าที่เคยอยู่ทางด้านสถานพยาบาลเดิม ย้ายมาอยู่ที่ธุดงค์พระฝั่งใหม่ คือบริเวณหมู่กุฏิจากที่อยู่ข้าง ๆ สภาธรรมกายสากลหลังใหญ่นี่นะ อยู่ทางด้านทิศตะวันออก ถ้าพวกเราไปจะเห็นหมู่กุฏิจากปัจจุบันนี้แหละ สมัยนั้นปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เริ่มขยายออกมาเป็นปีแรก ได้สร้างกุฏิจากขึ้นเป็น ๒ แถว แถวละ ๗ หลัง ก็ ๑๔ หลัง ขยายพระออกมาทางธุดงค์พระฝั่งใหม่ ถึงแม้ว่าจะขยายกุฏิจากพระมาทางฝั่งใหม่ก็ตาม ระเบียบปฏิบัติ กฎระเบียบต่าง ๆ หรือแนวทางที่ดีที่คุณยายท่านเคยให้ไว้นี่ เราก็นำมาใช้บริหารใช้ทำงานที่ธุดงค์พระฝั่งใหม่ ไม่ได้ทิ้งเลย สิ่งดี ๆ ที่คุณยายท่านวางแบบแผนไว้ กฎระเบียบต่าง ๆ เรื่องความสะอาดทุกเรื่องเลย เราเอามาใช้หมดเลยที่ธุดงค์พระฝั่งใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ทางวัดได้จัดบวชภาคฤดูหนาวเหมือนกัน ปีนั้นในหลวงครบ ๕ รอบ ก็จัดถวายเป็นพระราชกุศลให้กับในหลวง จำนวนพระก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น แต่ว่าปีนี้จัดบวชภาคฤดูหนาวนี่เป็นปีที่ ๒ แล้วก็หลังจากนั้นมาไม่มีอีกเลยนะ แต่หลวงพี่เพิ่งทราบแว่ว ๆ มาว่าเห็นปีนี้จะเริ่ม จะเริ่มจัดบวชใหม่ ยังไงติดตามข่าวกันเองแล้วกันนะ พอการขยายธุดงค์พระออกมาถึงประมาณขนาดนั้นแล้ว พระเริ่มขยายมากขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ กุฏิจากพระก็เริ่มสร้างขยายมากขึ้น ประกอบกับกุฏิพระฝั่งเก่าก็ค่อย ๆ รื้อออก กุฏิจากที่อยู่ฝั่งเก่านี่ค่อย ๆ รื้อออกไป ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ นี้เองที่หลวงพี่ได้มีโอกาสได้ออกบวช แล้วสิ่งที่ทำให้หลวงพี่ต้องประทับใจและปลื้มใจมาก ก็คือได้มาพบคุณยายอาจารย์ของเราอีก ที่ครัวหลังอีกนั่นแหละ มาเจอะคุณยายที่ครัวประจำ คือนึกในใจว่าต้องหาคุณยายที่ครัว ก็เจอะจริง ๆ ปีนั้นหลวงพี่ยังบวชไม่ได้พรรษานะ เพิ่งบวชใหม่ พอพบคุณยายเข้าปุ๊บนี่ คุณยายท่านพนมมือแต้ขึ้นก่อนเลย แล้วท่านก็แสดงกิริยาอาการด้วยความเคารพนอบน้อมมาก ๆ หลวงพี่สังเกตดูแววตาของคุณยายเป็นประกายสดใส แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยเล็กน้อย แล้วคุณยายท่านก็พูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “ท่าน ข้างนอกน่ะนะ กฎ ระเบียบ” หลวงพี่ในขณะนั้นนี่ แทบจะยืนตัวลีบลงไปในบัดดลเลย ไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่าคุณยายท่านจะแสดงกิริยาอาการด้วยความเคารพหลวงพี่ถึงขนาดนั้น หลวงพี่เองยังบวชไม่ได้พรรษาด้วยซ้ำไป ถือว่าเป็นพระเด็ก ๆ ก็ว่าได้ แต่คุณยายท่านให้ความเคารพนอบน้อมมาก หลวงพี่จำภาพนี้ได้ติดใจ ตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกเลย ว่าคุณยายท่านเยี่ยมยอดมากจริง ๆ คุณยายท่านนอกจากจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตัปปะแล้ว ท่านยังถึงพร้อมด้วยมรรยาทและวัตรที่ควรปฏิบัติกับพระภิกษุนี่อย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ เลย หลวงพี่สังเกตกิริยาอาการของท่านแล้วนี่ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเลยที่ท่านจะแสดงอาการที่ไม่เคารพ หรือก้าวร้าวต่อพระภิกษุ ไม่มีเลย เห็นได้ชัดเจน สิ่งที่หลวงพี่ตื้นตันใจก็เพราะว่าคุณยายอาจารย์ท่านวางตัวของท่านน่ะได้เหมาะสม สมบูรณ์แบบจริง ๆ เมื่อลูกศิษย์ยังเป็นฆราวาส ยังไม่ได้บวช ท่านก็วางตัวในฐานะอาจารย์จะพึงบอกกล่าว ว่ากล่าวสั่งสอนศิษย์ เมื่อศิษย์ได้ออกบวชแล้ว ท่านกลับวางตัวเป็นแบบคฤหัสถ์จะพึงให้ความเคารพต่อพระภิกษุสงฆ์ในธรรมวินัย คุณยายท่านวางตัวได้เหมาะสมดีมาก ๆ หลวงพี่ถึงตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกเลย และภาพที่คุณยายแสดงออกให้หลวงพี่ได้เห็น หลวงพี่ก็ยังประทับใจและติดใจตลอดมา สิ่งที่คุณยายพูดว่า “ข้างนอกน่ะนะ กฎระเบียบ” คุณยายท่านคงอยากจะให้หลวงพี่ช่วยดูแลธุดงค์พระด้านนอกในเรื่องกฎระเบียบ เพราะก่อนที่หลวงพี่จะบวชนี่ก็ดูแลธุดงค์พระอยู่แล้ว แต่พอได้มาบวช ท่านก็คงเข้าใจว่าหลวงพี่คงดูแลต่อ ท่านถึงใช้คำพูดว่า “ข้างนอกน่ะนะ กฎ ระเบียบ” หลวงพี่เองตอนนั้นยังบวชไม่ได้พรรษา คงยังไปทำอะไรมากไม่ได้ และเราเองก็ยังไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นผู้บริหารอะไร พระที่บวชก่อนหน้าเราก็มีอีกตั้งหลายรูป เราคงได้แต่มาฝึกฝนอบรมตัวเอง เข้มงวดตัวเองให้อยู่ในระเบียบ ให้อยู่ในวินัย ให้อยู่ในคำสั่งและคำสอนของคุณยายท่านดีกว่า ทำตัวอย่างที่ดี ๆ ให้คนอื่นเขาดู สักวันหนึ่งหากเราถูกถามว่า ”ทำไมต้องเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัยนักหรือ” เราก็จะได้ตอบเขาถูกว่าเพราะคุณยายอาจารย์ท่านสั่งมาอย่างนี้ ท่านสอนมาอย่างนี้ การที่ศิษย์อยู่ในคำสั่งและคำสอน หรืออยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ ย่อมมีอานิสงส์ติดตามมา คือ ๑. ย่อมได้รับความคุ้มครองจากคำสั่ง คำสอน หรือโอวาทนั้นเอง ๒. จะอยู่ในวัดหรือองค์กรไหนก็มีความผาสุก ไม่ต้องกลัวว่าจะไปผิดระเบียบอะไรที่ไหน ๓. ได้ชื่อว่าเป็นการตอบแทนพระคุณครูบาอาจารย์ด้วยการปฏิบัติบูชานั่นเอง และ ๔. เป็นการประกาศเกียรติคุณของครูบาอาจารย์นี่ให้กว้างขวาง ขจรขจายต่อไปอีกด้วย ประโยคที่คุณยายพูดว่า “ข้างนอกน่ะนะ กฎ ระเบียบ” หลวงพี่เองตอนนั้นก็ยังฟังไม่เข้าใจเหมือนกันนะ หลวงพี่มาทบทวนเหตุการณ์หลายครั้งหลายหน ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ เพิ่งมาเข้าใจเมื่อไม่นานนี่เอง คำว่า “ข้างนอกน่ะนะ กฎ ระเบียบ” คำพูดของคุณยายคำนี้เป็นคำตอบของประโยคที่คุณยายได้เคยพูดกับหลวงพี่ไว้สมัยเป็นอุบาสก ที่ท่านเคยบอกไว้ว่า “เฮ้ย ก็พะบู๊กันบ้างซิวะ” ตอนนั้นหลวงพี่ไม่เข้าใจเหมือนกัน คำว่า “พะบู๊” มาทบทวนเหตุการณ์ ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว เพิ่งมาเข้าใจไม่นานนี่เอง อ๋อ ประโยคที่คุณยายพูดว่า “ข้างนอกน่ะนะ กฎ ระเบียบ” ก็คือประโยคคำตอบของคำพูดที่คุณยายท่านบอกไว้ว่า “เฮ้ย ก็พะบู๊กันบ้างซิวะ” นี่สติปัญญาของหลวงพี่ตามคุณยายไม่ทัน ยอมรับทุกท่านที่นี้จริง ๆ เลย สงสัยเราจะซื่อบื่อจริง ๆ เลยตามท่านไม่ทัน สิ่งที่หลวงพี่ประทับใจคุณยาย นี่เป็นภาพที่ติดใจหลวงพี่มาตลอด พอผ่านเข้ามาในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ธุดงค์พระฝั่งเก่าตอนนั้นรื้อออกหมดแล้ว กุฏิจากไม่มีเหลืออยู่ ย้ายมาอยู่ฝั่งใหม่หมด พระภิกษุขณะนั้นก็มีเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสามเณรด้วย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ นี้ คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านเป็นประธานผ้าป่าฉลอง ๒๐ ปีวัดพระธรรมกาย แล้วพระภิกษุสามเณรตอนนั้นก็ได้มีโอกาสร่วมบุญกับคุณยายอาจารย์ คุณยายท่านก็ดีมาก ท่านมีเมตตากับพระภิกษุสามเณรโดยทั่วหน้ากัน ท่านได้อุตส่าห์มีเมตตามาช่วยคุมบุญให้กับพระภิกษุสามเณรที่ธุดงค์พระ วันนั้นหลวงพี่จำได้ท่านมาวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ เวลาช่วงเช้าประมาณสัก ๘ โมงครึ่ง ท่านมาช่วยนั่งคุมบุญให้ วันนี้หลวงพี่เลยขอถือโอกาสเปิดเสียงคุณยายให้พวกเราฟังว่า ท่านนั่งคุมบุญนี่ บอกอย่างไรบ้าง เดี๋ยวพวกเราลองฟังกันดูแล้วกันนะ เสียงคุณยายอาจารย์ : ตอนนี้ก็พยายามตั้งใจเชียวนะคะ ตั้งใจนั่งสมาธิ นึกถึงบุญถึงกุศลที่ท่านได้ทำเอาไว้ ตั้งแต่เริ่มบวชเป็นพระมากระทั่งมาร่วมผ้าป่ากับยาย จะเกิดยุคไหนสมัยไหน ตายแล้วต้องเกิด ไม่ใช่ตายแล้วสูญ ตายแล้วมันสูญจริงนะ มันสูญแต่กายหยาบ ไอ้กายละเอียดมันยังท่องเที่ยวไปเที่ยวเกิดอยู่ เพราะงั้นเราเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะดีเท่ามนุษย์ งั้นต้องทำบุญทำทานเก็บเอาไป ถ้าเราไม่ทำบุญทำทาน ไม่เก็บเอาไปนะ เราก็ไปแต่ตัวเปล่า ไปภพชาติต่อไป เราก็ต้องไปเป็นคนไม่มี ยากจน “แต่ละองค์ก็ให้ภาวนา” นึก ถึงบุญ ถึงกุศลของเรา ที่ทำบุญทำทาน เราก็อธิษฐานให้ร่มเย็นทุกอย่างเลยนะคะ ได้ภาวนา สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง อยู่ในใจทุกองค์นะคะ เอ้า พักกันได้แล้ว โมทนาสาธุ ขอให้ทุกองค์ได้ร่วมผ้าป่ากับยาย ขอให้ได้บุญกันเยอะ ๆ จะเกิดทุกยุคทุกสมัย จะได้ไปสร้างบุญสร้างกุศลกัน ให้เกิดอยู่ในบวรพระศาสนา ให้ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ไปทุกชาติทุกภพไปกระทั่งเข้านิพพานนะคะ พักกันได้แล้ว โมทนาสาธุ นี้คือสิ่งที่คุณยายท่านมีเมตตามาช่วยคุมบุญให้กับพระภิกษุสามเณร สมัยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ พอย่างเข้าในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ คุณยายท่านก็เป็นประธานกฐินอีก พระภิกษุสามเณรที่ธุดงค์พระก็ได้มีโอกาสได้ร่วมบุญกับคุณยาย ในปีนี้คุณยายท่านมีเมตตาได้มาให้กำลังใจกับพระภิกษุสามเณร ท่านได้มาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพระภิกษุสามเณรนี่ถึง ๓ ครั้ง แต่ท่านอาจจะมามากกว่านี้นะ แต่ที่หลวงพี่บอกว่าท่านมา ๓ ครั้งนี่ ท่านมาอย่างเป็นทางการ คือมาอยู่ต่อหน้าพระภิกษุสามเณรทั้งหมด แล้วท่านก็มีเมตตาเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง หลวงพี่ขอนำส่วนที่ท่านเล่าให้ฟังนี่ ขอนำบางช่วงที่ตัดต่อแล้วนะ มาเปิดให้ทุกท่านฟังดู ลองฟังกันดูนะ เสียงคุณยายอาจารย์ : ถ้าท่านทำบุญไปเรื่อย ๆ ไป ไปเจอยายล่ะ ทำไปเลยคือตามกำลังบุญนะท่านนะ ทำไปอย่างน้อย ๆ ก็ทำน้อยแต่เราทำบ่อย ๆ ก็สะสมบุญ สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย หนักเข้าหนักเข้าดวงบุญก็โต แล้วเราก็เอาบุญไปเท่านั้นน่ะ ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่ได้อะไรติดตัวไป นี่เรื่องจริงนะฮะ แล้วอายุก็ ๘๓ แล้ว คล้าย ๆ กับว่าสังขารนี่มันไม่รอเราแล้ว เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็ปี เดี๋ยวเราก็ตาย เราตายแล้วเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ ทำบุญก็เอาบุญไป ทำบาปก็เอาบาปไป แค่นี้นะ สาธุ ขอให้พระเณรทุกองค์นะ จะเกิดทุกยุคทุกสมัย ก็ให้ไปเจอกันใหม่นะคะ ไปสร้างบุญสร้างกุศลด้วยกัน แล้วพวกท่านนี่ ทั้งหมดนี่ลูกยายทั้งนั้นเลยนะ ยายอายุ ๘๓ ยายคิดว่าเหมือนลูกยายทั้งนั้นน่ะ ยายรักเหมือนลูกยาย ยายบอก ยายไม่ได้แต่งงาน แต่ลูกมี ยายมีลูกเต็มวัดเต็มวาเชียวว้า (หัวเราะ) นะ และยายเป็นคนไม่รู้หนังสืออยู่ แล้วก็อธิษฐานอยู่ว่าขอให้ข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวในมนุษย์ ยังเวียนว่ายตายเกิด เกิดมาขอให้ได้ไปสร้างวัดใหญ่ ๆ เก็บเอาพระเราไปให้หมด ให้ปราศจากคนพาล ให้ยายนี่ได้เรียนหนังสืออย่างน้อยก็จบปริญญาตรี นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านมีเมตตามาเป็นกำลังใจให้กับพระภิกษุสามเณร สมัยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ท่านอุตส่าห์มาให้กำลังใจ กับพระภิกษุสามเณรทั้งหมดเลย พระภิกษุสามเณรก็ปลื้มใจดีใจที่คุณยายท่านมีเมตตากับทุกรูปเสมอหน้ากันหมด ไม่แยก ไม่แบ่งแยกเลย ทำให้พระภิกษุสามเณรมีกำลังใจที่จะสร้างบุญสร้างบารมีร่วมกับคุณยายอีกต่อไป เมื่อช่วงที่คุณยายท่านมีอายุมากขึ้น คือตอนนั้นประมาณสักอายุ ๘๗ หรือ ๘๘ ถ้าหลวงพี่จำไม่ผิดนะ ท่านย้ายที่พักจากด้านในวัดมาสู่ที่พักด้านนอก บ้านพักของคุณยายที่อยู่ด้านนอกก็สร้างอยู่ใกล้ ๆ กับอาคารสำนักงานโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นที่ทำงานของหลวงพี่เอง ตอนนั้นหลวงพี่ได้มีโอกาสเข้าไปที่บ้านพักคุณยาย เข้าไปเยี่ยมท่าน หลวงพี่จำวันเวลาไม่ได้นะ ว่าวันไหนเดือนไหน แต่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมคุณยายที่บ้านพักด้านใน คุณยายท่านก็มีเมตตาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้หลวงพี่ได้ฟัง อย่างเช่นเรื่องสมัยที่ท่านยังเป็นสาวอยู่บ้านนครไชยศรี มีไอ้หนุ่มมาจีบท่านเหมือนกันแหละ ท่านไม่สน ท่านบอกปัดเลย ท่านบอกว่า “ไม่รู้ไม่ชี้ซิ” ไอ้หนุ่มคนไหนที่จะมาทำมาเจ๊าะแจ๊ะ คิดจะมาจีบยายนะ ไม่ได้แอ้มเลย ยายเรานี่รักษาความบริสุทธิ์มาตั้งแต่ความเป็นสาว นี่เรื่องหนึ่ง แล้วก็คุณยายท่านก็มีเมตตาเล่าเรื่องของหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ เรื่องที่คุณยายท่านสมัยอยู่วัดปากน้ำ แล้วก็ปาฏิหาริย์ธรรมกายไปปัดลูกระเบิด เรื่องตรงจุดนี้นี่คุณยาย ท่านก็เคยมีเมตตาได้เล่าให้พระภิกษุสามเณรฟังที่ธุดงค์พระ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ นั่นเอง แต่หลวงพี่คงไม่ได้เอามาเปิดให้ฟังหมด เพราะเดี๋ยวจะดึกเกินไป เมื่อคุณยายเล่าให้หลวงพี่ฟังเสร็จแล้ว ท่านก็บอกว่า “นี่เรื่องจริงนะ” คำพูดของคุณยายว่า ”นี่เรื่องจริงนะนี่” ทำให้หลวงพี่ได้คิดขึ้นมา คุณยายท่านแม้เป็นหญิง บวชเป็นแม่ชี แต่ท่านได้ทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นในตัวได้ เราเองออกบวชเป็นพระ ควรจะต้องทำคุณวิเศษให้ได้อย่าง เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์เช่นกัน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงให้หลักธรรมกับพระภิกษุไว้อยู่ข้อหนึ่ง ให้พิจารณาเตือนตัวเองบ่อย ๆ หลักธรรมข้อนั้นก็คือ “บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าคุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน ในเวลาเพื่อนบรรพชิตถามในกาลภายหลัง” นี่คือสิ่งที่หลวงพี่ได้จากคุณยาย เมื่อคุณยายท่านมีเมตตาเล่าเสร็จแล้ว ท่านก็บอกหลวงพี่อีกว่า “ท่านอย่าสึกนะ” ประโยคนี้หลวงพี่มักจะเห็นคุณยายท่านพูดกับพระภิกษุหรือสามเณรบ่อย ๆ ท่านเห็นคุณค่าของการครองผ้ากาสาวพัสตร์ เมื่อเห็นพระภิกษุสามเณรครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้ว ท่านดีใจ แล้วท่านมักจะไม่อยากให้พระภิกษุสามเณรสึก ท่านเห็นคุณค่าของการครองผ้ากาสาวพัสตร์อย่างไร หลวงพี่ขอถือโอกาสเปิดเทปของคุณยายให้เราฟังอีกครั้งหนึ่งนะ เสียงคุณยายอาจารย์ : เกิดมานี่ได้มาครองผ้ากาสาวพัสตร์นี่ของพระพุทธเจ้านี่ดีนักหนาแล้ว นับว่าเป็นโชคดี จะนั่งเกิดทุกยุคทุกสมัย จะนั่งท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์ ยังเวียนว่ายตายเกิด เมื่อเราจะเกิดทุกยุคทุกสมัย เราก็ได้ไปเกิด ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านครองผ้ากาสาวพัสตร์มาก่อน เราเกิดมาตั้งรุ่นหลัง ๆ นี่เราก็เลยต้องครองผ้ากาสาวพัสตร์ตามท่านไป พองั้นจะเกิดทุกยุคทุกสมัย ให้เกิดอยู่ในบวรพระศาสนา อย่าได้ไปเกิดกับคนพาล ให้ปราศจากคนพาลไปทุกชาติทุกภพไปกระทั่งเข้านิพพานนะคะ นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านเห็นคุณค่าของการครองผ้ากาสาวพัสตร์ ท่านจึงมักจะใช้คำพูดว่า “อย่าสึกนะ” เมื่อหลวงพี่รับคำคุณยายแล้ว คุณยายท่านก็พูดต่อกับหลวงพี่อีกว่า “ท่าน ช่วยยายดูแลวัดด้วยนะ” หลวงพี่ก็ตอบท่านว่า “ครับ ยาย” หลวงพี่มีความรู้สึกว่าการช่วยคุณยายดูแลวัดนี่เป็นเรื่องง่ายมาก ไม่ยากเลย หลวงพี่ตั้งใจจะตอบแทนพระคุณคุณยายให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เลยนึกวิธีการดูแลรักษาวัดให้คุณยาย หลวงพี่นึกขึ้นมาได้ประมาณสัก ๕ ข้อ ขอเอามาบอกให้พวกเราทราบที่นี้กันนะ ข้อที่ ๑. คุณยายท่านวางกฎระเบียบ วางข้อปฏิบัติเอาไว้อย่างไร เราก็ปฏิบัติตามท่าน ข้อที่ ๒. คุณยายท่านรักษาความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ เราก็รักษาความสะอาดตามท่าน เป็นต้นว่าเมื่อเดินไปสองข้างทางแล้ว พบเศษกระดาษหรือเศษขยะที่ไหน เราก็ช่วยกันหยิบใส่ถังขยะ ข้อที่ ๓. เมื่อเราเข้ามาวัด เราถือว่าเป็นเจ้าของวัดด้วยกัน เราพบเห็นสิ่งใดบกพร่องหรือตรงจุดไหนมีข้อชำรุดบกพร่อง หรือว่าสิ่งใดนี่สูญ เกิดอาการสูญหายไป ไม่ได้อยู่กับตรงจุดที่เคยอยู่ เราก็แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ทราบ ข้อที่ ๔. เมื่อเราพบเห็นบุคคลที่เขามาวัดใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก เราก็ช่วยเป็นกัลยาณมิตรเป็นต้นแบบอย่างให้เขา ช่วยแนะนำเขาว่าวัดเรามีกฎมีระเบียบอย่างไร มีข้อปฏิบัติอย่างไรบ้าง คนที่เข้ามาวัดใหม่ เขาจะได้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง และข้อที่ ๕. ข้อสุดท้าย หากเราได้พบเห็นบุคคลที่เข้ามาวัดนี่เป็นคนแปลกหน้า มีท่าทางไม่ชอบมาพากล ดูแล้วมีอาการน่าสงสัย เราก็แจ้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเขาทราบ ข้อที่ ๕. นี้ไม่ได้หมายความว่าให้มาจ้องจับผิดกันนะ แต่ว่าเป็นการช่วยกันดูแล พูดง่าย ๆ ว่าดูแลไม่ให้คนพาลเข้ามาแปดเปื้อนในบุญสถานของเรานั่นเอง ไม่ทราบวิธีการดูแลรักษาวัดของหลวงพี่ทั้ง ๕ ข้อ ทุกท่านเห็นเป็นประการใดบ้าง โปรดให้คำแนะนำชี้แนะบอกได้เลยนะ อย่าได้เกรงใจกัน ลุกขึ้นบอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจนะ เราเป็นกันเองนะ หากทุกท่านรับโดยดุษฎีภาพ เป็นอันว่าเห็นพ้องต้องกัน ก็ได้โปรดให้เสียงสัพพะสัญญาสาธุการโดยพร้อมเพรียงกันนะ ขออนุโมทนา หลวงพี่ ขอเชิญชวนพวกเราทุกคนนะมาร่วมกันดูแลรักษาวัดให้กับคุณยาย เป็นการบูชาธรรมคุณยาย มาช่วยกันดูแลรักษาวัดร่วมกันกับหลวงพี่ มาเอาบุญให้กับคุณยายท่าน และหลวงพี่ขออนุโมทนาบุญกับพวกเราล่วงหน้า ให้พวกเราทุกคนนี่ได้บุญกับคุณยายเยอะ ๆ ทุกคนเลยนะ เมื่อคุณยายท่านบอกหลวงพี่อย่างนี้แล้ว ท่านก็เล่าให้หลวงพี่ฟังต่ออีกว่า “เดี๋ยวนี้ยายหมดห่วงแล้ว หลวงพ่อ ๒ องค์ได้เป็นเจ้าคุณแล้ว ยายหมดห่วงแล้ว” หลวงพี่สังเกตเห็นแววตาและใบหน้าของคุณยาย แววตาท่านเป็นประกายสดใส และใบหน้าบ่งบอกถึงความหมดห่วงจริง ๆ หลวงพี่เองภาคภูมิใจและปลื้มใจไปกับคุณยายด้วย เพราะคุณยายท่านทำหน้าที่ของท่านนี่ คือมีความรับผิดชอบต่อลูกศิษย์นี่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะนอกจากท่านจะช่วยอบรมสั่งสอนธรรมะภาคปฏิบัติให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้เป็นผู้สืบสานวิชชาธรรมกายต่อได้สำเร็จแล้ว ท่านยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อเราทั้ง ๒ องค์ได้เป็นพระราชาคณะ ได้เป็นพระเจ้าคุณ ไม่น้อยหน้าไปกว่าวัดอื่นเลย สมกับที่ท่านได้พูดเอาไว้ “ว่าหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ได้เป็นเจ้าคุณแล้ว ยายหมดห่วง” แล้วหลวงพี่สังเกตใบหน้าคุณยายในขณะนั้นน่ะ ท่านหมดห่วงจริง ๆ ทำให้หลวงพี่ภาคภูมิใจปลื้มใจไปกับท่านด้วย คุณยายอาจารย์ของเราแม้ว่าท่านจะละสังขารไปก็จริงอยู่ แต่ท่านได้ฝากผลงาน ท่านได้สร้างผลงานที่เป็นชิ้นโบว์แดง ฝากฝังเอาไว้ในพระพุทธศาสนานี่ถึง ๒ ชิ้นใหญ่ ๆ ด้วยกัน ผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นแรกที่คุณยายอาจารย์ได้สร้างขึ้นมาคือ ศาสนสถาน อันเป็นถาวรวัตถุซึ่งได้แก่ส่วนที่เป็นวัดในพื้นที่ร้อยเก้าสิบหกไร่เดิม และส่วน ๒,๐๐๐ ไร่ อันเป็นที่ตั้งมหาธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากลหลังใหญ่นี้ และมหาวิหารหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต นี้คุณยายท่านได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงของท่าน ผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นที่ ๒ คือศาสนบุคคล ท่านได้สร้างพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และพวกเราเหล่ากัลยาณมิตรนี่แหละ ให้เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ให้ช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าสืบต่อไป คุณยายอาจารย์ท่านแม้จะละสังขารไปก็จริงอยู่ ท่านได้สร้างผลงานอย่างนี้นี่เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายไม่อาจจะปฏิเสธได้เลย คุณยายอาจารย์ท่านเกิดมาไม่เสียชาติเกิดจริง ๆ ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านได้ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง ทั้งในด้านลูกที่จะพึงกระทำตอบแทน คืนต่อพ่อและแม่ คือท่านได้ช่วยคุณพ่อให้พ้นจากนรกได้ ทั้งในด้านลูกศิษย์จะพึงกระทำตอบแทนต่อครูบาอาจารย์ คือท่านได้ตอบแทนพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้สำเร็จบริบูรณ์ด้วยการปั้นทายาททางธรรม คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ให้เป็นผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย ที่จะนำวิชชาธรรมกายนี่แผ่ขยายไปทั่วโลก สมเจตนารมณ์ตามมโนปณิธานของหลวงปู่วัดปากน้ำได้สำเร็จ ทั้งในด้านพระพุทธศาสนา ท่านเป็นนักบวชก็ได้ตอบแทนคุณพระพุทธศาสนาได้ครบถ้วนบริบูรณ์มาก คือเมื่อได้เข้ามาท่านบวช แม้จะเป็นหญิง บวชเป็นชีก็ตาม แต่ท่านก็ได้สร้างผลงานฝากฝังไว้ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะผลงานชิ้นโบว์แดง ๒ ชิ้นใหญ่ ๆ ไว้กับพระพุทธศาสนา สิ่งที่สำคัญที่สุดเลย ผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นที่ ๒ ที่เมื่อกี้หลวงพี่ลืมนิดหนึ่งก็คือศาสนบุคคล โดยเฉพาะศาสนทายาท ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ที่ท่านปั้นขึ้นมาให้เป็นผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย และทำให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ของเราได้เป็นพระเจ้าคุณ ตามที่ท่านได้พูดไว้ และท่านก็หมดห่วง ตามที่ท่านได้พูดไว้จริง ๆ คุณยายอาจารย์ท่านเป็นต้นแบบอย่าง เป็นต้นบุญ เป็นจุดศูนย์รวมใจให้กับพวกเราทุกท่านเลย นับตั้งแต่พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรทุก ๆ คน ท่านมีคุณูปการต่อพวกเราอย่างมากมาย สมควรที่พวกเราจักเทิดทูนท่านไว้เหนือเศียรเกล้า และยึดถือท่านเป็นแบบอย่างในอันที่จะทำความดี สร้างบุญสร้างบารมีติดตามท่านไป ตลอดไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม ในโอกาสนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านได้สำรวมใจ น้อมจิตน้อมใจ กลับเข้ามาไว้ที่ศูนย์กลางกาย ด้วยการหลับตาของเราเบา ๆ ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายอาจารย์ ให้ใส ให้สว่าง ให้ชัดเจน ให้คุณยายท่านประทับอยู่ที่กลางกายของเรา ประดุจหนึ่งว่าเราก็คือคุณยายอาจารย์นั่นเอง ด้วยบุญกุศลคุณความดีที่เราได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลให้กับคุณยายอาจารย์ ด้วยความกตัญญูกตเวทีในครั้งนี้ ก็ให้เป็นสายใยแห่งความบริสุทธิ์ ที่จะให้พวกเราทุกคนสามารถติดตามคุณยายไปสร้างบารมีได้ทุกภพทุกชาติไป เราก็ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายอย่างนิ่ง ๆ ใส ๆ ไว้ที่กลางกาย นึกถึงท่าน นึกถึงพระคุณท่าน แล้วก็ขอบุญขอบารมี ขอพรจากคุณยาย ให้มาคุ้มครองปกปักษ์รักษาให้เราได้รับความสุข ความสำเร็จ ให้เราได้รับสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว สิ่งใดที่เราปรารถนาอะไรไว้ก็ขอพรท่านตามใจปรารถนาทุก ๆ ท่านเลยนะ *********************************** จบ ***********************************