ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายเป็นปูชนียบุคคล

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแทบเท้าพระมหาเถระผู้มีอุปการะในการสร้างวัดพระธรรมกายให้กระผมได้สร้างบารมี เรียนเพื่อนสหธรรมิกทุก ๆ รูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุก ๆ ท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่ทุกท่านได้มีโอกาสมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้พูดคุยว่าการมางานของคุณยาย พวกเรารู้สึกว่าเหมือนมางานบุญงานหนึ่ง มีความรู้สึกว่าแตกต่างจากงานศพทั่ว ๆ ไป ถ้างานศพทั่ว ๆ ไปจะรู้สึกลักษณะซึม ๆ บ้าง บรรยากาศอึมครึมบ้าง แต่งานของเรานี่เป็นงานบุญแท้ ๆ บุญล้วน ๆ เลย และถ้าหากบางท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับผู้ละโลกไปแล้ว ก็คงได้รับรู้รับรสของการจากไปของบุคคลที่เรารู้จักคุ้นเคยบ้าง บางคนถึงกับกลัวทีเดียว บางคนมีเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตไป ก็จะกลัว เช่น เพื่อนร่วมงานเคยนั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามเรา แล้วมาวันหนึ่งเขาจากเราไป โต๊ะนั้นว่างเปล่าลง ขณะที่เราทำงานไป เราก็อดใจไม่ไหว ที่เหลือบไปมองว่ามีอะไร มีใครอยู่แถวนั้นไหม บางทีก็เห็นรัว ๆ ราง ๆ รำ ๆ ไร ๆ ใจก็เต้น ตึ้กตั้ก ๆ หวาดกลัวทีเดียว อยู่ไม่นาน ต้องรื้อโต๊ะนั้นออก ขยับโต๊ะเปลี่ยนทิศทางทันทีเลย บางคนเป็นญาติเสียชีวิตไปแล้วเราจะต้อง ผ่านห้องก็ไม่กล้าผ่าน คือจำเป็นต้องไปอีกห้องหนึ่งไปเอาของบ้าง ไปทำธุระบ้าง ไม่กล้าผ่านห้องผู้เสียชีวิตนั้นเลย กลัวต้องชวนคนนั้นคนนี้ไปด้วย เกิดการรู้รักสามัคคีขึ้นมาฉับพลันทันที สมัครสามัคคีชวนกันไปเลย บางคนก็กลัว เห็นเสื้อเห็นผ้าผู้ล่วงลับไปก็กลัว อะไรสารพัดอย่าง บางคนก็กลัวรูปภาพบ้าง ไม่อยากเห็นภาพ ไม่อยากเห็นดวงตาของผู้ล่วงลับไปเลย นี่คือของคนทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่มีใครรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย จะผ่านกุฏิท่าน ผ่านที่พักท่าน ไม่รู้สึกกลัวอะไร ดูข้าวดูของ ดูรูปภาพท่านแล้วไม่รู้สึกกลัวมิหนำซ้ำยังชอบเสียอีก อย่างตัวหลวงพี่เองดูรูปภาพคุณยาย พอมาที่นี่ทีไรชอบ ชอบจ้องคุณยาย ชอบมองภาพคุณยายภาพนี้ มองท่านบ่อย ๆ รู้สึกอบอุ่นเสมอ ไม่รู้สึกว่ายายอยู่ไกลเราเลย คุณยายอยู่ใกล้เราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันต้องมีเหตุอันใดอันหนึ่งซึ่งทำให้คุณยายเราแตกต่างจากคนอื่นทั่ว ๆ ไป เหตุนั้นคืออะไร คุณยายต้องมีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างคนอื่นอย่างแน่นอน คุณลักษณะพิเศษของคุณยายมีมากมาย ในที่นี้จะยกตัวอย่าง ๓ ประการคือ ความมีกรุณา มีอภิญญา และมีหัวใจครู คุณลักษณะพิเศษของคุณยายประการที่ ๑ มีกรุณา คุณยายนั้นเป็นบุคคลผู้มีความกรุณาอย่างสูงส่ง คือชอบช่วยเหลือผู้อื่น ใครทุกข์ร้อน ก็มาขอพึ่งบารมีของยาย อันที่จริงคุณยายจะเฉย ๆ ก็ได้ ไม่ช่วยก็ได้ แต่คุณยายไม่เคยปฏิเสธใครเลย ช่วยตลอด ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก ใครจะช่วยใครได้ตลอดหรือช่วยบ่อย ๆ นั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งเลย แต่สิ่งที่พวกเราเจอะเจอกับคุณยาย คือคุณยายจะบอกเลยว่า “ยายจะช่วย” ดิฉันเดือดร้อนอย่างนั้นอย่างนี้มา ยายก็บอก “ยายจะช่วย" จะขายนั่นขายนี่สารพัดอย่าง “ยายจะช่วย” ดิฉันต้องการบุตรสาว “ยายจะช่วย” สารพัดเลย คุณยายนี่ มีหัวใจที่มีความกรุณามีความเมตตาอย่างสูง ใครชอบนั่งธรรมะ คุณยายก็บอก ยายจะคุมธรรมะให้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก ส่วนใหญ่เราจะเจอลักษณะตัวใครตัวมันมากกว่า ขอความกรุณา ขอความช่วยเหลือยาก ที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่คุณยายเป็นบุคคลที่ผู้มีกรุณาอย่างสูงส่งเลย พร้อมจะช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เรื่องใกล้ตัวเรื่องหนึ่งซึ่งคุณยายเคยช่วยครอบครัวหลวงพี่ คือช่วยโยมพ่อที่ละโลกไปแล้ว คือโยมพ่อเสียเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ช่วงนั้นก็มีพระอาจารย์ที่ท่านดูแลใกล้ชิด คือพระอาจารย์มหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ท่านก็ขอรูปภาพโยมพ่อไป แล้วให้เขียนบัญชีบุญบัญชีบาปว่ามีอะไรบ้าง ก็เขียนส่งให้ท่านไป พอผ่านไปสักประมาณสัปดาห์ ๒ สัปดาห์ พระอาจารย์ฐานะ วุฑโฒก็มาบอกว่า คุณยายช่วยโยมพ่อแล้วนะ ท่านไปที่สวรรค์ชั้นจาตุฯ ในใจตอนนั้นก็คิด สวรรค์มี ๖ ชั้น สวรรค์ชั้นจาตุฯ เป็นชั้นแรก ทำไมโยมพ่อเราอยู่ต่ำจังเลย อยู่ชั้น ๑ เท่านั้นเอง คิดอย่างนั้น แต่พอได้ศึกษาธรรมะมากขึ้น ทราบทีเดียว รู้ทีเดียว ตะเกียกตะกายขึ้นไปได้ก็บุญแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสเลยนี่ว่า คนส่วนใหญ่นี่ละโลกไปสู่อบายภูมิเป็นจำนวนมาก ถ้าเทียบปริมาณแล้ว คนขึ้นสวรรค์ปริมาณเท่าฝุ่นในเล็บมือ คนลงอบายภูมินั้นปริมาณเท่าฝุ่นในจักรวาลเป็น ๑ ในล้าน ๆ ก็เก่งแล้ว นี่คือคุณยาย ท่านมีบุญบารมี มีความกรุณา พร้อมที่จะช่วยเหลือ หลาย ๆ ท่าน หลายๆ คนก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างนี้มากมายทีเดียว นี่คือประการที่ ๑. ว่าคุณยายมีลักษณะพิเศษว่ามีกรุณา คุณลักษณะพิเศษของคุณยายประการที่ ๒. คือมีอภิญญา อภิญญาแปลว่าความรู้ยิ่ง รู้อย่างยิ่งเลย อภิญญาไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ไม่ได้นั่งเฉย ๆ นอนเฉย ๆ ทานข้าวเฉย ๆ แล้วก็ได้ขึ้นมา เปล่า อภิญญาต้องเกิดจากการฝึกฝน ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกแล้วฝึกอีก แล้วฝึกฝนก็ต้องฝึกฝนถูกวิธี ถูกหนทาง โดยมีครูบาอาจารย์ที่ท่านมีบุญบารมีแก่รอบเป็นผู้แนะนำให้ คุณยายอาจารย์ท่านโชคดี มีครูบาอาจารย์ที่ดี คือพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้รู้ธรรมะจริงเห็นจริง ถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยม และคุณยายก็เป็นนักสู้ เป็นนักสร้างบารมี เป็นนักฝึกสมาธิชั้นยอด เป็นนักฝึกฝนตนเองชั้นเยี่ยม จึงทำให้ตนเองนั้นมีบารมี มีธรรมะที่สว่างไสว มีอภิญญาจิตเกิดขึ้นมาได้ หลาย ๆ เรื่องที่แสดงถึงอภิญญาจิตของคุณยาย ทำให้หลาย ๆ คนได้ทราบได้รับรู้ เช่น มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาวัดครั้งแรกเลย ไม่เคยมาวัด ทราบข่าวก็ชวน ๆ กันมา อยากจะมา ก็มาเลย ๒ คน สามีภรรยา พอเดินเข้าวัดมา ปรากฏว่าเจอคุณยายพอดีเลย คุณยายยกมือไหว้ก่อน เขาก็ตกใจ คุณยายยกมือไหว้ไม่พอ บอก “สวัสดีคุณ” มองหน้าไปยังโยมผู้ชายแล้วพูดต่ออีก บอก ”คุณ ๆ คุณเล่นม้าหรือ” ตกใจนะ หน้าเหมือนม้าหรือไง ทำไมทักอย่างนี้ บอก “คุณ ๆ คุณเล่นม้าหรือ อย่าไปเล่นเลย มันไม่ดีเป็นการพนัน” ตกใจมากเลย หันรีหันขวาง มองภรรยาด้วยตาเขียวเลย ถามภรรยาว่า “แอบมาบอกเมื่อไหร่” ภรรยา “ฉันก็มาครั้งแรกพร้อมกับเธอแหละ จะมาแอบบอกตอนไหนล่ะ” แปลกใจด้วยกันทั้งคู่ เจอคุณยายอย่างนี้ อีกคราวหนึ่ง หลวงพี่ได้มีโอกาสไปเทศน์ที่หมู่บ้านชลลดา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัด ก็ไปเจอโยมผู้ชายคนหนึ่งชื่อโยมอรุณ เขาก็เล่าว่าเขาไปบ้านธรรมประสิทธิ์ ไปเจอหลวงพ่อธัมมชโย ไปเจอคุณยายอาจารย์ ชอบหลวงพ่อ ชอบคุณยายมากเลย แล้ววันที่ไปเจอคุณยาย คุณยายก็ถามว่า “คุณ บ้านคุณอยู่ที่ไหน” คุณโยมอรุณนี่ก็บอกว่า “บ้านอยู่สำเหร่” และคุณยายก็หลับตาเลย ทำสมาธิ โยมอรุณก็งง หลับตาสักครู่หนึ่ง คุณยายอาจารย์ก็ลืมตาขึ้น บอกกับคุณโยมอรุณว่า “เออ มันอึกทึกหน่อยนะ ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม แต่คุณฝืนใจนั่งสมาธิไปเถอะ จะเป็นนิสัยวาสนาติดตัวไปข้ามชาติ” คุณโยมอรุณนี้ก็แปลกใจมาก เพราะว่าเพียงพูดคำว่าบ้านอยู่สำเหร่เท่านั้นเองนะ คุณยายรู้หมดเลย ว่าบ้านมีเสียงอึกทึก ปฏิบัติธรรมไม่สะดวก เพราะบ้านอยู่ติดถนน รถยนต์วิ่งผ่านไปมา หนวกหู มิหนำซ้ำข้าง ๆ ยังเป็นสถานีตำรวจอีก มีแต่ความวุ่นวายเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วเขาก็ไม่ค่อยอยากจะปฏิบัติธรรมเท่าไหร่ เพราะความที่บรรยากาศมันไม่ชวนปฏิบัติธรรม ก็ฝืนใจนั่งตลอดมา พอได้ยินได้ฟังคุณยายพูดอย่างนี้ เลยเกิดกำลังใจว่า ทน ๆ นั่งหน่อยนะ จะเป็นนิสัยวาสนาติดตัวไปข้ามชาติ เลยมีกำลังใจตั้งแต่นั้นมานั่งสมาธิไม่เคยขาดเลย แม้แต่วันเดียว เหตุการณ์บรรยากาศจะเป็นอย่างไรก็ตาม นั่งธรรมะตลอด อีกตัวอย่างหนึ่ง มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟัง ว่าตอนสมัยเป็นเด็ก ๆ เล็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พามากราบคุณยาย แล้วก็ธรรมดา คุณยายเวลาเห็นเด็กน่ารัก ๆ ก็อดที่จะจับไม้จับมือแล้วให้พรไม่ได้ หลาย ๆ คนก็ชอบนะ ให้คุณยายจับมือจับตัวจับศีรษะนี่ ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง คุณยายก็ทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำได้ด้วยวัยของคุณยาย และเป็นประโยชน์ทางจิตใจอย่างหนึ่งด้วย เพราะว่าบางคน ได้ยินชื่อก็ชื่นใจแล้ว บางคนต้องเห็นหน้าก่อนถึงชื่นใจ เห็นหน้าเห็นตา โอ้ ดีใจ บางคนต้องได้พูดได้คุยด้วยถึงจะชื่นใจ บางคนต้องจับไม้จับมือรู้สึกมันอบอุ่นใจขึ้นมา นี่เหมือนกันเลยนะ คุณยายจับไม้จับมือใคร จะรู้สึกถึงความอบอุ่นใจที่เกิดขึ้นมาอย่างทับทวี หลาย ๆ คนชอบมาก แต่เด็กคนนี้ก็แปลกดี เขาคิดอย่างนี้ความเป็นเด็กของเขา เขาอาจจะไม่ขาดสิ่งนี้ก็ได้ ไม่อยากให้ยายจับเลย เห็นยายจับเด็กตัวเล็ก ๆ ข้างหน้านี่ ตัวเองไม่อยากให้จับ พอถึงคิวเขาไปกราบคุณยาย ยายไม่จับ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นเด็กน่ารัก เด็กน่ารัก ยายไม่จับเลย สมหวังดังใจ และความที่คุณยายมีอภิญญา ทำให้ท่านเป็นบุคคลผู้มีฤทธิ์ และเชื่อไหมถ้าใจเราอยู่กับผู้มีฤทธิ์ เราจะมีฤทธิ์ไปด้วย เราจะมีอานุภาพไปด้วย ในวันที่หลวงพี่เทศน์งานคุณยายวันแรก ครั้งแรก วันพุธที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๓ วันนั้นนั่งที่เก้าอี้ แล้วเดินมาด้านหน้ามาหยุดอยู่ที่หน้ารูปคุณยาย ยืนสงบแล้วค่อยขึ้นมาบรรยายธรรม พอบรรยายธรรมเสร็จเรียบร้อย ผ่านไปวันหนึ่งค่อยนึกออก ว่าเอ๊ะ ตอนที่เราเดิน จากเก้าอี้เดินมาหาคุณยาย ตัวเบามากเลยเหมือนลอยนะ เหมือนตัวลอย เดินแบบตัวลอย ๆ มา แปลก คือถ้านั่งสมาธิหลับตา ตัวลอยเบา ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าท่านที่นั่งฝึกบ่อย ๆ คงเจอทุกคนแหละ ตัวเบา ๆ ลอย ๆ เหมือนตัวจะเหาะจะลอยได้ ลอยขึ้นบนอากาศ เหมือนลอยขึ้นบนฟากฟ้า บนจักรวาลไปเลยอย่างนั้น แต่นี่ นี่มันลอยแบบลืมตาลอย เดินตัวลอย ๆ เหมือนเท้าไม่แตะพื้น เดิน ๆ ไปเรื่อย ๆ แปลกดี พอผ่านไปอีกสักสัปดาห์หนึ่ง ทบทวน ก็นึกออกอีก เหตุการณ์อย่างนี้ ไม่ใช่เกิดครั้งแรก เคยเกิดมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง ตอนก่อนบวชปี ๒๕๒๙ นี่ ตอนนั้นไปจับใบดำใบแดงเกณฑ์ทหาร เนื่องจากตอนเรียนอยู่ ญาติคนหนึ่งบอกว่าไม่ต้องไปเรียนรด. หรอก ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ เราก็เลยเชื่อญาติ เพราะญาตินิสัยดี เขาคงแนะนำเราดี ก็ไม่ได้เรียน ก็ผ่อนผัน พอเรียนจบที่เทคนิคกรุงเทพฯ (ต่อมาจบที่ มสธ.) ก็หมดเวลาผ่อนผันแล้ว ก็เลยไปจับ อธิษฐานว่าถ้าจับไม่ได้ก็จะมาบวช ที่วัดพระธรรมกาย พอวันที่จะจับ ขยันทีเดียวนะ ตื่นแต่เช้าตักบาตรพระ นานทีหลายปีหนเลย ไม่เคยอย่างนี้เกิดขึ้น ขยันเลยนะ โอ๊ย เช้านี้ตื่นมาตักบาตร ทอดไข่เองเลย เกิดมาไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ ไปตักบาตร พอตักบาตรเสร็จ ก็ไปที่วัดธาตุทอง พอดีช่วงนั้นบ้านอยู่คลองเตย เขตพระโขนง ต้องไปจับใบดำใบแดงที่โรงเรียนวัดธาตุทอง ก็ไป เนื่องจากว่าจับแต่เช้ายันเย็น ๆ เพราะคนมาก ก็ต้องรอ ช่วงที่รอก็นั่งสมาธิไป แล้วหลวงพี่ก็อธิษฐานไปเรื่อยนะ คุณยาย หลวงพ่อ หลวงพ่อ คุณยาย ช่วยด้วย อย่าให้เป็นทหารทางโลกเลย ให้เป็นทหารทางธรรมดีกว่า อยากจะมาบวช พอว่างปุ๊บก็นั่งสมาธิ แต่ท่านั่งนี่คนดูไม่ออกหรอก เพราะเราก็ไม่อยากให้เขาดูออก เดี๋ยวเขาจะแปลกใจมากเกินไป ก็อยู่กันเยอะ เราก็นั่งหลับตา นั่งพิงฝาไป นั่งหลับตา ยิ้มภายใน ทำใจนิ่ง ๆ แกล้งคอเอียงหน่อย ๆ เขาจะได้ไม่ผิดสังเกตอะไรอย่างนี้ คงคิดว่าเรานั่งหลับ จนกระทั่งถึงบ่าย รอไปเรื่อยเลย ถึงเวลาปุ๊บ เอ้า เรียกแล้ว ก็มานั่งรอที่เก้าอี้ ก็นึกในใจไปเรื่อยเลย หลวงพ่อ คุณยาย หลวงพ่อ คุณยาย ช่วยด้วย หลวงพ่อ คุณยายช่วยด้วย พอเขาเรียกชื่อปุ๊บ ก็เดินขึ้นมาบนเวทีมาจับ พอจับปุ๊บ เขาก็บอกว่านี่คุณได้ใบดำ แต่เขาเป็นเม็ดนะ เขาเป็นเม็ดอะไรก็ไม่รู้ สีดำ ๆ พอเดินไปจุดทะเบียนทหารที่ทำหน้าที่เขาบอกขอแสดงความยินดี คุณได้ใบดำ หลวงพี่ก็นึกในใจ มันต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว นึกอย่างนั้น นี่ หลวงพ่อ คุณยายช่วยไว้ฮะ ไม่ต้องไปเป็นทหารทางโลกให้เสียเวลา เป็นทหารทางธรรมเลย ก็เลยได้มาบวชถึงทุกวันนี้ วันนั้นแหละช่วงที่เดินไปจับใบดำใบแดง ตัวจะเบามากเหมือนเดินลอย ๆ เพราะใจผูกพันกับมหาปูชนียาจารย์ผู้มีอภิญญา มีฤทธิ์ทีเดียว ลักษณะพิเศษของคุณยายประการที่ ๓. คือความมีหัวใจครู หัวใจแห่งความเป็นครูเกิดขึ้นยากมากเลยแต่คุณยายมี คุณยายจะจ้ำจี้จ้ำไชสอน สอนเรื่องนั้นสอนเรื่องนี้ สอนบ่อย ๆ คุณยายท่านมีลักษณะสอนให้จำ ทำให้ดู อยู่เป็นสุขให้เห็น ไม่ใช่ว่าบอกว่าเธอจงทำในสิ่งที่ฉันสอน แต่อย่าทำสิ่งที่ฉันทำ อะไรอย่างนั้นไม่ใช่ อะไรที่คุณยายสอน คุณยายทำได้ ยายพูดอย่างไร ทำได้อย่างนั้น ทำได้อย่างไร พูดได้อย่างนั้น มีคุณธรรมทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งจิตใจ หลาย ๆ คนบางทีจะกลัวยายบ้างในเรื่องนี้ ที่คุณยายมีลักษณะจ้ำจี้จ้ำไช สอนแล้วสอนอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก บางคนก็จะคิดในใจ แหมคุณยายทำไมเฮี้ยบจังเลย สอนแล้วสอนอีก แต่ถ้าเราตรองให้ดี เราจะรู้ทีเดียวว่า มันต้องอย่างนี้แหละ ครูบาอาจารย์ที่เป็นต้นแบบจริง ๆ ต้อง ต้องเนี้ยบ ต้องเฮี้ยบไว้ก่อนถึงจะดี เพราะอะไร เพราะสมมติอย่างนี้นะ เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ครูสอนนี่ สมมติท่านรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ สอนออกมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ศิษย์ก็จะรับได้ แต่ไม่ใช่ว่ารับได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ รับได้ตามลำดับ บางคนรับได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ บางคนรับได้ ๘๐, ๗๐ ปลาย ๆ แถวก็จะรับได้ ๕ เปอร์เซ็นต์อะไรอย่างนี้เป็นต้น ทั้งที่คุณยายสอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นไหม จะมีคนที่เก่งที่สุดเลยรับได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่อยู่หางที่สุดเลย ปลายที่สุดรับได้ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องนั้นเอง แล้วผ่านไป พอรุ่นที่ ๒ มาเป็นครูบาอาจารย์ จากที่รู้เรื่องนั้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์ สอนไป ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ลูกศิษย์ลูกหาก็รับได้ สมมติได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ลูกศิษย์ปลาย ๆ แถวก็จะรับได้แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็ดูแค่ผ่านไปแค่ ๒-๓ Generation เท่านั้นเอง ความรู้ต่าง ๆ คุณธรรมต่าง ๆ ฮวบลงไปเลย ลดลงไปอย่างมาก เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ที่ดี เป็นต้นแบบที่ดีมาก ๆ ควรจะเฮี้ยบ เนี๊ยบไว้ก่อน เช่น คุณยายของเราเป็นต้น ท่านทำถูกต้องเลย สอนแล้วสอนอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ทีนี้ท่านสอนบ่อย ๆ เช่น เราก็ทราบกันดีฮะ ในเรื่องความสะอาด ย้ำจริง ๆ เลย ย้ำมาก ๆ ย้ำแล้วทำให้ดู ชี้แนะถูกต้องเลย ทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้แบบนี้ถึงจะสะอาด โดยเฉพาะที่สุดของการฝึกในเรื่องการทำความสะอาดก็คือการขัดห้องน้ำ พวกเราที่ได้มาวัดบ่อย ๆ มาเป็นเจ้าหน้าที่วัด ก็คงได้ฝึกเรื่องนี้มาตลอด สมัยหลวงพี่เป็นเจ้าหน้าที่วัดใหม่ ๆ ก็อย่างนี้ ฝึกใหม่ ๆ มาอบรมธรรมทายาทใหม่ ๆ ก็ได้รับการฝึกฝนให้ขัดห้องน้ำ ตอนนั้นเฮี้ยบจริง ๆ นะ ให้ใช้มือเปล่า ๆ เลย ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไร ไม้ถูอะไรไม่ต้องเลย ใช้มือนี่แหละ เราก็ ไม่เคยนะ อยู่บ้านไม่เคยล้างห้องน้ำ มีแม่มีพี่สาว มีน้องสาวอีกต่างหาก ก็ทำไป เราผู้ชายสบาย ไม่ต้องทำ แต่มาวัด อ้าวแล้ว ต้องทำนะ เอาล่ะ ก็ทำงานพื้น ๆ ก่อนเลยฮะ ก็คือขัดพื้นห้องน้ำ ทำงานพื้น ๆ ขัดพื้น ๆ ก่อนเลย ขัด ๆ ๆ พอใจกล้ามากขึ้นอีกนิดหนึ่งก็เริ่มแล้ว มาขัดที่เหยียบ ๒ ข้าง ค่อยขัด ๆ ๆ ๆ พอใจกล้ามาอีกนิดหนึ่งก็ค่อย ๆ เลื้อยไปอีกนิดหนึ่ง ขัด ๆ ๆ ๆ พอใจชื้นอีกหน่อยหนึ่ง ลงลึกเลย คอห่าน พอล้วงคอห่านครั้งแรกนี่ หน้าต้องหันไปข้างฝา ล้วง สะบัดหน้าด้วยความรวดเร็ว ขัด ๆ ๆ ๆ ด้วยความรวดเร็วนะ คิดว่าไม่เคยทำงานอะไรไวขนาดนี้มาเลย ถ้าประเทศไทยมีคนทำงานไวขนาดนี้ ประเทศชาติคงเจริญรุ่งเรืองไปนานแล้ว ไวจริง ๆ ถู ๆ ๆ ๆ ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ภูมิใจ เออเราก็ทำ แล้วทำมาตลอด โดยเป็นคติประจำใจ จริง ๆ ไม่ค่อยกล้าจะเล่าจะบอกเท่าไหร่ แอบ ๆ บอกแล้วกัน มีคติประจำใจอย่างหนึ่งว่า ถ้าตราบใดเราขัดห้องน้ำไม่ได้ ถูพื้นไม่ได้ เราก็เป็นพระอาจารย์ไม่ได้ สอนเขาไม่ได้ ก็ขัดห้องน้ำประจำถูพื้นประจำ มีโอกาสทีไรก็ขัดห้องน้ำ รับบุญนี้ประจำ ทุกวันนี้ก็ดีหน่อย มีสก๊อตไบร์สแผ่นหนึ่งเป็นอุปกรณ์ขัด แต่แม้กระนั้น มันก็อย่างว่าแหละ เราไม่ได้ใช้คนเดียวองค์เดียว มีคนช่วยใช้หลายคนเลอะเทอะบ้าง บางทีล้าง ๆ ไปก็ยังเห็น เรามีคติประจำใจอย่างนี้ ล้าง ๆ ๆ ๆ ทำได้ น้องคนหนึ่งเขาบอก โอ้โฮ สงสัยเป็น เคล็ดลับ Super Star มั๊ง เขาว่าไปโน่น เขาพูดอย่างนี้แหม ภูมิใจ หลงตัวเอง แหม เราคิดได้อย่างนี้ แต่ตรองจริง ๆ แล้วไม่ใช่เราเลย ไม่ใช่ความคิดของเราหรอก คนที่เป็นต้นแบบจริง ๆ คือคุณยายต่างหาก คุณยายเป็นต้นแบบ จ้ำจี้จ้ำไชสอน เรื่องความสะอาดสะอ้าน เรื่องการขัดห้องน้ำ แหมมาอยู่บ้านตั้งหลายสิบปีไม่เคยสักที มาอยู่วัดปั๊บ ขัดปุ๊บเลย นี่คุณยาย ได้ถ่ายทอดคุณธรรมฝากฝังเอาไว้ ตรงนี้เอาไว้ เพราะฤทธิ์คุณยาย ฝีมือคุณยายต่างหาก คุณยายจะสอนหลาย ๆ เรื่อง นี่ยกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยในสิ่งเหล่านี้ และสิ่งสำคัญที่สุดเลยที่คุณยายเน้นย้ำมาก คือเรื่องธรรมะภายใน จะสอนจ้ำจี้จ้ำไชสอนทุกคนให้มีธรรมะภายใน เข้าถึงธรรมภายใน เวลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยไปเรียนธรรมะคุณยายใหม่ ๆ คุณยายก็บอกแบบนี้ (หลวงพ่อยังไม่ได้บวช) คุณยายก็บอก เอ้า “คุณ ๆ นั่งไปเถอะ นั่ง ๆ ไป” ถึงเวลาบางทีจะถามอะไรคุณยาย “คุณนั่งไปเถอะ นั่งไป” ให้นั่งตะพึดเลย เดี๋ยวก็นั่ง เดี๋ยวให้นั่ง ๆ ๆ เพราะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าหากจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ ต้องนั่ง นั่งสมาธิ ต้องนั่ง หลวงพี่มีโอกาสสอนธรรมะที่โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ ก็ประมาณ ๘ ปี ได้ข้อคิดเรื่องนี้จริง ๆ คือโครงการนี้เป็นการปฏิบัติธรรม ๑ สัปดาห์ต่อรุ่น ได้ข้อคิดว่าระยะเวลา ๗ วันนี่ไม่พอเพียงสำหรับการตอบปัญหา ตอบคำถามใด ๆ ให้หมดสิ้นไปจากใจเขาเลย แต่ระยะเวลา ๗ วันพอเพียงที่จะเคลียร์ปัญหาทุก ๆ อย่างให้สิ้นไปด้วยการนั่งสมาธิ พอเขานั่งสมาธิได้ จิตใจหยุดนิ่งได้ เห็นแสงสว่างภายใน เห็นดวงธรรม เห็นพระธรรมกายภายใน สัมมาทิฐิก็เกิดขึ้นมาเลย ไม่ต้องตอบอะไรเขาเลย ไม่ต้องสอนอะไรเขาเลย เขาทำได้ บางทีไม่ได้สอนเรื่องสูบบุหรี่ เรื่องกินเหล้านี่ ก็แทบไม่ได้สอนเรื่องเหล่านี้เลย คิดได้เอง เลิกได้เอง เพราะสัมมาทิฐิก่อเกิดขึ้นมาในใจ เพราะดวงใจเขาใสสว่างเสียแล้ว ความคิดอันสะอาดบริสุทธิ์ ก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นคุณยายนี่เน้นถูกเลย เน้นให้ฝึกสมาธิเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นหลักของวัดมาตลอด ให้นั่งสมาธิตลอด เพราะฉะนั้นทุก ๆ ท่านเมื่อมาวัด จะได้ยินจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ดี พระอาจารย์ทุกรูปก็ดี จะถามเราสม่ำเสมอว่า นั่งสมาธิหรือยัง นั่งทุกวันหรือเปล่า นี้มาจากคุณยายโดยแท้ ครั้งหนึ่งหลวงพี่ได้เจอคุณยาย เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๒ ที่ศาลาจาตุมหาราชิกา ยามบ่ายก็มีนักเรียนโรงเรียนบ้านยางโทน จ. กาญจนบุรีมา เด็กประถม ป.๑ ถึง ป.๖ อายุ ๕ ขวบถึง ๑๑ ขวบ มา ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเข้าฐาน สอนให้กราบให้ไหว้ เด็กก็อย่างว่าแหละ เด็กเล็ก ๆ ๕ ขวบนะ ถึง ๑๑ ขวบมา วิ่งเล่นกัน จะจับให้สอนกราบสอนไหว้ โอ้โฮ เสียงดังเจี้ยวจ๊าว ๆ กันดัง นั่งสอนนิ่ง ๆ อย่างนี้ไม่ได้ สุดท้ายหลวงพี่ต้องมือถือไมค์ เดินสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ ตอนนั้นก็สอนให้กราบเบญจางคประดิษฐ์ ๑. อัญชลี ยกมือที่หว่างอก ๒. วันทา หัวแม่มือที่ระหว่างคิ้ว ๓. อภิวาท กราบลงไป อัญชลี วันทา อภิวาทอย่างนี้ ก็สอน พักเดียวแหละ มีพี่เลี้ยงคนหนึ่งตะโกนบอกเลย หลวงพี่ หลวงพี่เขาไหว้เหมือนหลวงพี่เลย เขาไหว้มือเดียว เด็กน่ะ ก็อย่างที่บอก หลวงพี่เดินลงไป ก็เลยต้อง มือหนึ่งต้องถือไมค์ มือหนึ่งต้องสาธิต เอ้า อัญชลี วันทา อภิวาท อัญชลี วันทา อภิวาท เด็กเขา Innocent จริง ๆ เลย ใช้มือเดียวอย่างนี้ อัญชลี วันทา อภิวาท กราบมือเดียวเหมือนที่สอนเขาเลย เด็กก็ซื่อ เด็กก็ใส เด็กเล็ก ๆ ต่างจังหวัด น่ารักมากเลย ทำตามอย่างนี้เลยนะ น่ารักจริง ๆ เลย พอสอน ๆ อยู่ พักเดียวหางตาไปเห็นรถสามล้อคุณยายมาแล้ว แป๊บเดียวคุณยายเดินมาประชิดตัวแล้ว คุณยายเดินมาใกล้ปุ๊บ หลวงพี่ก็บอก นักเรียน นี่แหละคุณยาย ผู้สร้างวัดพระธรรมกาย เอ้า กราบคุณยายนะ กราบ กราบ กราบ แล้วคุณยายก็พูดกับหลวงพี่ พอให้หลวงพี่ได้ยินว่า “ท่าน ท่านสอนเด็ก แล้วเด็กเสียงดังอย่างนี้นี่ เมื่อไหร่เด็กจะเห็นธรรมะ” แล้วคุณยายก็ยืนนิ่งแป๊บหนึ่ง แล้วคุณยายก็เดินลงไป หลวงพี่ก็เด็กหนุ่ม ตอนนั้นอายุ ๒๔ ๒๕ ก็นึกเอ๊ะ ทำไมคุณยายบอกแบบนี้ ยังงง ๆ ไม่เข้าใจ เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องเสียงดังเป็นธรรมดา ต่อมาก็ได้คิดว่า คุณยายท่านนี่สุดยอดอาจารย์จริง ๆ เพราะอะไร เพราะท่านไม่มองผ่านแม้แต่เด็ก ในเรื่องธรรมะภายใน เน้นการฝึกสมาธิมากเลย แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ไม่มองผ่าน ว่าจะต้องสอนให้เขามีความสงบสำรวม สอนให้เขาเห็นธรรมะ ใส สว่าง ต้องจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องนี้ ให้เขานั่งธรรมะ ให้มีธรรมะภายในให้ได้ คุณยายเน้นย้ำอย่างนี้ ก็เป็นความจริง เพราะว่าถ้าพูดถึงความตายนี่ มันไม่ว่างเว้นใคร เด็กก็ตายได้ ผู้ใหญ่ก็ตายได้ ตายหมด เราจะบอกว่าเออ เด็กเล็ก ๆ นี่เขายังซนอยู่ อย่าเพิ่งไปสอนสมาธิเขาเลย ก็ไม่ได้ พอตอนเป็นวัยรุ่นหน่อย โอ๊ย วัยรุ่นก็อย่างนี้แหละ กำลังเฟี๊ยว ๆ ฟ๊าว ๆ วัยรุ่นใจร้อน อย่าเพิ่งไปสอนเขาเลย ให้เขาสงบกว่านี้หน่อย ก็ไม่ได้อีก พอโตมามีการมีงาน โอ๊ย เขากำลังยุ่ง งานเยอะแยะอยู่นี่ คงสอนสมาธิไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่จะสอนได้ มีอายุมากอีก โอ๊ยอย่าไปสอนเลย นั่งก็โอย ลุกก็โอย นั่งก็ไม่ค่อยได้แล้ว อีกกี่วันก็จะไปเสียแล้ว ตกลงในโลกนี้ไม่ต้องสอนใครเลย แต่เห็นคุณยายไหม คำของยายแม้สั้น ๆ ให้คติทีเดียว ท่านสอนหมดเลยให้ทุกคนในโลกเห็นธรรมะ เข้าถึงธรรมะให้ได้ นี้คือเป้าหมายหลักของชีวิตที่เกิดมา เพราะฉะนั้นคุณลักษณะพิเศษของยาย มีกรุณา มีอภิญญา มีหัวใจเป็นครู ทำให้คุณยายมีลักษณะที่โดดเด่น ทำให้คุณยายเป็นบุคคลที่เป็นปูชนียบุคคล ผู้ควรค่าแก่การเคารพบูชา ผู้ควรค่าแห่งการร่วมบุญ ร่วมกุศล ร่วมความดี ร่วมการสร้างบารมีด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากระทำได้ ๒ อย่าง คืออามิสบูชาอย่างหนึ่ง กับปฏิบัติบูชาอย่างหนึ่ง อามิสบูชาก็ได้แก่การถวายดอกไม้ ธูปเทียน ถวายปัจจัยสร้างลานธรรม บูชาคุณยาย เป็นต้น ปฏิบัติบูชาก็คือการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิทุกวันดังคำสอนคุณยาย ให้เข้าถึงพระธรรมกายอันเป็นสิ่งที่ท่านเคารพเทิดทูน เป็นสิ่งที่มีจริง ดีจริง เข้าถึงได้จริง มีคุณค่าจริง ๆ กับมวลมนุษย์ทุก ๆ คน แล้วจะเป็นสิ่งที่คุณยายชื่นใจที่สุดนะ คืนนี้ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ ท้ายสุดนี้ก็อยากให้ทุกท่านได้หลับตา ปฏิบัติบูชา ทำใจหยุด ทำใจนิ่งที่กึ่งกลางตัวเรา เพื่อน้อมบุญกุศลนี้บูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ ผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของพวกเราทุก ๆ คน ให้เราทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายอย่างสบาย ๆ ทำใจหยุด ทำใจนิ่งเบา ๆ ให้ใจนิ่งเบา ๆ อย่าให้ใจคลาดเคลื่อน ทำใจให้นิ่ง ให้สงบ ทำใจให้แนบแน่นกับคุณยาย ด้วยการตรึกระลึกนึกถึงคุณยาย นึกภาพของคุณยายที่อยู่เบื้องหน้าเรา นึกถึงท่านไว้ในกลางตัว กลางใจ กลางศูนย์กลางกาย นึกภาพคุณยายให้ชัดให้ใส ให้สว่าง นึกภาพคุณยายให้ชัด ให้ใส ให้สว่าง ให้ใจของเรากับใจของคุณยายเชื่อมโยงกัน เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด เมื่อใจศิษย์กับใจครูอยู่จุดเดียวกัน อยู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ความรู้ ศิษย์ อาจารย์ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ให้ใจหยุดใจนิ่งที่กึ่งกลางตัว ใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ๆ ใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ๆ ให้ภาพคุณยายใส สว่าง นึกภาพคุณยายใส สว่าง ใหญ่โตขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้เห็นภาพคุณยายชัด ใส สว่าง ขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ใจเราจะนุ่มนวล ใจเราจะเป็นสุข ใจเราจะดื่มด่ำ ใจเราจะอบอุ่น ใจเราจะรู้สึกว่าไม่ห่างไกลคุณยาย ใจสบาย ใจใส มีสุข ให้ใจนิ่ง ๆ อย่างนี้ ก็นึกน้อมกุศลในการมาฟังคณะสงฆ์สวดพระอภิธรรม บุญที่ตั้งใจฟังตัวแทนพระสงฆ์บรรยายธรรม บุญที่ตั้งใจทำหยุดทำนิ่ง น้อมบุญนี้แด่คุณยาย ให้ท่านมีบุญบารมีที่แก่รอบยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วคุณยายได้น้อมบุญนั้นมา คุมบุญให้เรา แผ่บุญบารมีให้เรา คุ้มครองรักษาเราตลอดไป ตราบถึงที่สุดแห่งธรรมเลย *********************************** จบ ***********************************