ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายสอนว่า “เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี”

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระภาณุมาศ ขอนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชน ผู้ไม่อาจจะหลีกหนีความร่ำรวยไปได้ (สาธุ) ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ พยาธิธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนให้พวกเราได้พิจารณาอยู่เนืองๆ เพื่อความไม่ประมาท ให้เห็นความจริงของชีวิตของเรา ว่าเมื่อเกิดมาแล้วนี่ก็ต้องแก่ด้วยกันทุกคน ยังไม่อาจที่จะหลีกหนีความแก่ไปได้ เกิดมาแล้วก็ต้องเจ็บด้วยกันทุกคน ต้องป่วย ต้องไข้ ยังไม่อาจที่จะหลีกหนีไปได้ เกิดมาแล้วก็ต้องเดินเข้าไปสู่ความตาย ใกล้ความตายเข้าไปทุกวัน ทุกเวลา เพราะว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาทีก็กลืนกินเอาชีวิตของเราไปด้วย เพื่อเราจะได้ใช้ชีวิตในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี ของเรานั้นให้มีคุณค่าที่สุด โดยการสร้างบุญสร้างบารมี แต่ในสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมามากมาย ทั้งเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ต่างไม่รู้ว่าตนเองนั้นเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน เป็นปัญหาดำมืด ส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตด้วยความประมาท เมื่อประมาทแล้วก็มีทุคติเป็นที่ไป ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานไปบ้าง ซึ่งเป็นภูมิของผู้ที่มีความทุกข์มาก มีเพียงจำนวนน้อยนิดที่เป็นผู้มีบุญ รู้ว่าเกิดมานี่เพื่อสร้างบุญสร้างบารมี จึงเป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งอยู่ในหนทางของความดี ทางของการสร้างบุญสร้างกุศล ในจำนวนคนจำนวนมากๆ นี้ ท่านจึงบอกไว้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะไปอบายเสียเป็นจำนวนมาก เปรียบเทียบเหมือนขนโค คนที่ต้องไปอบาย แต่ที่จะไปสวรรค์ไปนิพพานนี่เปรียบเหมือนเขาโคเท่านั้นเอง ขนโคควายทั่วกาย เท่าไหร่เล่า แต่มีเขาเพียงคู่ไว้สู้สิง หวังนิพพานหมื่นแสน แม้นทำจริง ทั้งชายหญิงรอดไปได้ไม่กี่คน หวังนิพพานเป็นหมื่นเป็นแสนแต่ก็รอดไปได้ไม่เท่าไหร่ ขนโคนี่มีเป็นล้านเส้น แต่มีเขาเพียงคู่เท่านั้นเอง แต่เราทุกคนนี่โชคดี มีผู้ที่มาชี้ทางสวรรค์ เป็นต้นแบบเป็นต้นบุญให้เรา เป็นครูบาอาจารย์ให้เรา คอยช่วยเหลือประคับประคองสารพัด ทำให้เราได้พบหนทางที่ประเสริฐในชีวิต แม้เราเกิดมาในยุคที่ยังมีพระพุทธศาสนาอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ว่ามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ยังใช้ชีวิตด้วยความประมาท แม้วิถีชีวิตของชาวไทยนี่ ถือว่าเป็นวิถีชีวิตของผู้มีบุญ เกี่ยวข้องกับเรื่องของบุญกุศลอยู่ตลอดตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย แต่ก็ไม่วายที่มีคนที่ประมาท ดูเบา ดูเบาในความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาของตนเอง กิจกรรมของชาวพุทธจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งนี่ จะทำบุญอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องเริ่มต้นด้วยการกราบพระ อาราธนาศีล อย่างเมื่อสักครู่นี้ เราจะฟังพระสวดพระอภิธรรม ก็ต้องมีการบูชาพระรัตนตรัย มีการอาราธนาศีลนะ ทำตัวให้ ทำกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ เป็นผู้มีศีลเสียก่อน แต่บุคคลทั่วไปนี่ แม้จะเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษนี่ แต่ก็ไม่ได้เชื่ออย่างซาบซึ้งจริงจัง นรกจะมีจริงไหม สวรรค์จะมีจริงไหม บาปมีจริงไหม บุญมีจริงไหม เป็นอย่างไร แม้เป้าหมายของการเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร ไปถามดูเถอะ แม้ในขณะนี้นอกจากกลุ่ม นอกจากหมู่คณะของเรา ก็เชื่อกันว่าเกิดมาเพื่อใช้กรรม แล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะใช้หมด แต่พอคุณยายนี่ มีคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง บังเกิดขึ้น ท่านชี้ทางสว่างให้พวกเราได้เข้าใจว่าเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี สมัยก่อนถ้าท่านใดที่เข้าวัดมานานๆ แล้ว หลายๆ ปี เป็น ๑๐ ปีขึ้นไปนี่ เดิมทีวัดจัดงานที่บริเวณสภาหลังคาจาก ที่ซุ้มประตูที่บริเวณสะพานข้ามคลองแอน จะเขียนไว้เลยว่าเราเกิดมาสร้างบารมี ตัวใหญ่ๆ เป็นคำตอบให้ทุกคนที่เข้ามานี่รู้เสียก่อน เปลี่ยนความคิดเสียก่อนว่าที่เราเกิดมาใช้กรรมน่ะไม่ใช่ จริงๆ เป้าหมายของการเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมี สิ่งนี้ต่างหากเล่าเป็นสิ่งที่สำคัญ พอรู้ว่าเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมีแล้วนี่ จะได้รู้จักที่จะดำเนินชีวิตของเราให้อยู่ในเส้นทางของบุญบารมี คือจะคิด จะพูด จะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้เป็นไปเพื่อการสร้างบุญสร้างบารมี จึงจะไปมรรคผลนิพพาน ไปถึงที่สุดแห่งธรรมกันได้ คุณยายจึงนับว่าเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อเราทุกๆ คนนี่อย่างจะนับจะประมาณไม่ได้ เมื่อคุณยายได้เข้าถึงธรรมะใหม่ ได้ธรรมกายใหม่ๆ ได้ไปช่วยพ่อของคุณยายพ้นจากนรกได้ พ่อของคุณยายเมื่อตอนยังมีชีวิตก็ ก็เหมือนกับชาวไทยทั่วๆ ไป ชอบกินเหล้า วิถีชีวิตของชาวไทยแม้จะผูกพันอยู่กับบุญ แต่ก็ไม่พ้นเรื่องเหล้าหรือเรื่องสุรา ไม่ว่างานไหนๆ พี่ไทยเมาได้หมด วันเกิดพี่ไทยก็เมา เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องเมาย้อมใจ ไล่ไข้ บางคนบอกแม้ตอนอยู่ในท้อง อยู่ในครรภ์มารดา แม่ก็กินยาดองเหล้าแล้ว สมัยหลวงพี่ยังเป็นเด็กก็ยังจำได้ ยังถูกใช้ให้ไปซื้อยาดองเหล้าตราแสงสว่างตราค้างคาวอยู่เป็นประจำ คือวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับเหล้า พอเกิดมาแล้วก็เลยเมาเลย พอพ่อแม่ห้ามก็บอกว่าอ้าว ก็แม่ให้ผมกินมาตั้งแต่อยู่ในท้องแล้วนี่ ตอนผมอยู่ในท้อง แม่ก็ให้กินเหล้า เพราะฉะนั้นไม่ว่างานอะไร พี่ไทยเมาได้หมด ตรุษจีนพี่ไทยก็เมาด้วย ตรุษแขก ตรุษฝรั่ง พี่ไทยเมาได้หมด ญาติตายไป งานศพก็ยังต้องกินเหล้ากันเมา ตายไปแล้วก็ต้องมีทุคติเป็นที่ไป แต่คุณยายท่านไปได้ช่วยพ่อของท่านนี่ให้ไปพ้นจากนรกได้ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา ในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่สามารถจะทำได้ ไปดูได้แล้วไปช่วยพ่อให้พ้นจากนรกได้ ต้องถูกทรมาน ถูกกรอกน้ำทองแดงร้อนๆ คอทองแดงทั้งหลายอาจจะไม่เชื่อว่าน้ำทองแดงมีจริง แต่พอคุณยายนี่ยืนยันว่ามีจริง แล้วก็ไปช่วยพ่อให้พ้นจากนรกมาแล้วนี่ ทำให้ความลังเลสงสัยในเรื่องของบาปบุญคุณโทษ ในเรื่องของนรกสวรรค์มันหมดไป เพราะท่านกล้ายืนยันได้อย่างชนิดที่ไม่มีใครในโลกที่จะกล้ายืนยันอย่างท่าน เพราะท่านทำได้จริง รู้จริงเห็นจริง ปฏิบัติได้จริง แต่ก่อนคุณยายจะช่วยให้พ่อพ้นจากนรกมาได้นี่ คุณพ่อของคุณยายก็ยังต้องทรมานอยู่ในนรก ซึ่งทัณฑ์ทรมานในนรกนี่มันแสนสาหัส พระพุทธเจ้าท่านเคยตอบกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่ถามท่านว่าทุกข์ของสัตว์นรกนี่มีมากเพียงใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็หยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของท่าน แล้วก็ถามภิกษุรูปนั้นว่าภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ว่าหินในมือตถาคตนี่กับหินที่มีอยู่ในภูเขาน่ะ บนภูเขาลูกใหญ่มหึมานี่ หินที่ไหนจะมากกว่ากัน พระภิกษุก็ตอบว่าพระพุทธเจ้าข้า หินในมือของพระองค์ไม่ถึงแม้การเปรียบเทียบกับหินที่มีอยู่ในภูเขานั้น หินในภูเขานั้นมีมาก เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าก็บอกนี่ความทุกข์ของสัตว์นรกเป็นเหมือนกับก้อนหินที่มีอยู่ในภูเขาที่มีจำนวนมากมายนี่นับไม่ถ้วน เปรียบเทียบกันไม่ได้กับหินที่อยู่ในมือ แต่ความทุกข์ของมนุษย์ในโลกนี้นี่ ความทุกข์ในโลกนี้ ต่อให้ทุกข์สาหัสขนาดไหน ก็เปรียบเหมือนหินในมือของตถาคตนี้เท่านั้นเอง ท่านเปรียบเทียบว่าต่อให้มีโจรคนหนึ่งไปทำความผิดเข้า ถูกพระราชาจับได้ ถูกลงโทษด้วยความทุกข์แสนสาหัส คือให้แทงด้วยหอกครั้งละร้อยเล่มนะ หอกเล่มเดียวแทงก็ตายแล้ว ทุกข์ทรมานมากแล้ว แต่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่าถ้าให้ร้อยเล่มเลยนี่ ความทุกข์ทรมานก็ต้องเป็นร้อยเท่า ตอนเช้าไปแทงร้อง ร้อยเล่มแทงเข้าไป เสร็จแล้วยังไม่ตายนะ ทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น แล้วตอนสาย ตอนเที่ยงก็ไปแทงอีกอย่างนั้น ตอนเย็นก็ไปแทงอีก นี่ทุกข์ทรมานมาก แต่ความทุกข์ของชายผู้นี้นี่มาเปรียบเทียบไปแล้ว ก็เหมือนกับหินในมือของตถาคตเท่านั้นเอง เปรียบเทียบไม่ได้ทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไม่ประมาท คือคงไม่มีใครที่จะอยากจะลองไปลิ้มรสของความทุกข์อันแสนสาหัสขนาดนั้น แต่ถ้าไม่มีคุณยายนี่มาช่วยปิดประตูอบายภูมิให้เรา ชี้แนะให้เรากลัวในบาป รักในการสร้างบุญสร้างบารมี เราก็คงเป็นจำนวนหนึ่งของขนโค คือจำนวนหนึ่งของผู้ที่ประมาท ที่จะต้องไปทุกข์ทรมานในนรกหรือในอบายภูมิ แต่คุณยายช่วยปิดประตูอบายภูมิให้เรา ปิด แล้วก็ยังเปิดทางแห่งบุญกุศล เปิดโอกาสให้เราได้บุญกุศลมากมาย ให้รู้จักการทำสมาธิเจริญภาวนา ทำใจหยุดใจนิ่ง แค่ได้ยินคำว่า สัมมาอรหัง นี่ก็เป็นบุญกุศลแล้ว รู้จักคำว่า สัมมาอรหัง รู้จักศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ บุญกุศลมหาศาล รู้จักวิธีการทำใจหยุดใจนิ่งเพื่อให้เข้าถึงธรรมะภายใน เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่มหาศาลจะนับจักประมาณกันไม่ได้ เปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตของเราจึงเป็นชีวิตที่มีคุณค่า เป็นชีวิตของนักสร้างบุญสร้างบารมีกันมานี่ เพราะคุณยายอาจารย์นะ ตลอดชีวิตของท่าน เปิดโอกาสให้เราสร้างบุญกะท่านมาตลอด แม้ยามละสังขารไปแล้ว ก็ยังเป็นโอกาสให้ได้เรามาสร้างบุญสร้างบารมีกับท่านอีก หลวงพี่เห็นพวกเราทุกๆ คนมาฟังพระสวดพระอภิธรรมกัน มาฟังธรรมะ มานั่งสมาธิกันเป็นประจำตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายนที่ผ่านมา มาถึงวันนี้นี่ ๕๓ วันแล้ว บางคนเห็นมาทุกวันเลย น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง ไหนใครมาทุกวันบ้างนี่ มียกมือด้วย อนุโมทนาบุญด้วย ถึงไม่มา มาทุกวันนี่เป็นได้ยาก แต่ก็มาเป็นส่วนใหญ่ ไหนใครมาเป็นส่วนใหญ่นะ เป็นส่วนใหญ่ของที่นี่เลย อนุโมทนาบุญด้วย บุญกุศลที่เราฟังพระสวด ฟังพระแสดงธรรมเป็นโอกาสที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้าสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เมื่อหลังสมัยพระพุทธเจ้ากัสสนะ พระพุทธเจ้าองค์ก่อนพระพุทธเจ้าของเราองค์นี้นี่ เมื่อท่านปรินิพพานไปแล้ว พระพุทธศาสนาก็อยู่ได้เพียงระยะเวลาหนึ่ง เป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น และโลกก็ว่างจากพุทธศาสนา ไม่มีใครรู้ธรรมะเลย โบราณก็ใช้คำว่า นะไม่รู้ โมไม่เห็น เคยนะโมก็สวดกันไม่ได้ นะโม ตัสสะ ภควโต อรหัตโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ที่เราทุกคนนี่สวดกันได้ขึ้นใจ วันละหลายๆ รอบ แต่ถ้าในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา นะไม่รู้ โมไม่เห็นเลย สวดกันไม่เป็น โอกาสที่จะฟังธรรมก็ไม่มีเลย สมัยนั้นพระโพธิสัตว์ไปบังเกิดเป็นพระราชาองค์หนึ่งชื่อว่าพระราชาธรรมโสนทกะ แปลว่านักเลงธรรม นักเลงธรรมในที่นี้ไม่ใช่นักเลงอันธพาล คือเป็นผุ้ที่สนใจในธรรมะ รักที่จะฟังธรรมะ รักที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นผู้ไม่ประมาท เมื่อได้ครองราชย์เป็นพระราชาแล้วนี่ ก็คิดว่าเป็นพระราชาแต่ไม่มีธรรมะนี่ มันเเปรียบ เปรียบเสมือนกับอากาศที่ไม่มีดวงอาทิตย์หรือท้องฟ้าที่ปราศจากดวงอาทิตย์นี่มันจะมืดมิด ไม่รุ่งเรือง ไม่สว่างไสว ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นพยายามถามอำมาตย์ทั้งหลายว่าใครรู้ธรรมบ้าง มีใครที่จะมาแสดงธรรมให้ฟังได้บ้าง อยากจะฟัง แม้เพียงบทสั้นๆ อยากจะฟังมาก แต่ก็เนื่องจากเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาหมดไปแล้วนี่ ไม่มีใครมาแสดง อำมาตย์ทั้งหลายก็ไม่มีใครรู้ ประกาศไปเลยนี่ ชาวเมืองทั้งหลายมีใครที่จะมาแสดงธรรมให้ฟังได้บ้าง พระราชาอยากจะฟังธรรม ตั้งเงินรางวัลให้เลย ใครมาแสดงธรรมให้ฟังได้ จะให้ ๑ พันกหาปนะ ประกาศไปทั่วเมือง เงินพันนี่ก็ไม่ใช่จำนวนน้อย เพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ เป็น ๔,๐๐๐ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีใครมาแสดงธรรมให้พระราชาฟังได้ ประกาศไปเลยจะตั้งให้เป็นอำมาตย์ จะตั้งให้เป็นอุปราช ถ้าใครมาแสดงธรรมให้ฟังได้ ก็ยังไม่มีใครมาแสดงธรรมให้ฟังได้ ถึงขนาดยอมสละราชสมบัติให้เลยนี่ ให้มาเป็นพระราชาแทน ซึ่งราชสมบัตินี่เป็นสิ่งที่เขาหวงแหนกันนัก ต้องรบราฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงราชสมบัติกันมากมายในประวัติศาสตร์ ทั้งในโบราณในปัจจุบัน แต่นี่พระราชาธรรมะโสนทกะยอมสละ สละราชสมบัติ เพื่อที่จะได้ฟังธรรมะ แสดงว่าธรรมะนี่มีคุณค่ามาก ทรัพย์สมบัติเท่าไหร่ก็สู้ไม่ได้ เปรียบไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีใครมาแสดงธรรมให้พระราชาฟังได้ ท่านก็เลยสละสมบัติให้อำมาตย์ครองไว้แทน แล้วท่านก็เข้าป่าเลย แสวงหา อยู่ในเมืองไม่มีใครมาแสดงธรรมให้ฟังได้ เข้าป่าเผื่อจะไปเจอใครที่แสดงธรรมให้ตนเองฟังได้ พอเข้าป่าก็ไปเจอยักษ์เข้าตนหนึ่ง สูงใหญ่มากเลย ยักษ์ สูงเป็นภูเขาเลย หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวนะฮะ หน้าผากย่น ตาแดงเหมือนดั่งแสงเพลิง ดั่งหัก เขาบรรยายลักษณะไว้ ปลายจมูกแบน ปากแบะ แสยะ เพราะว่ามีเขี้ยวโง้งออกมา คงเขียวทีเดียว แล้วก็ขนตามตัวของยักษ์ตนนี้นี่แข็งมาอย่างกะขนเม่น ขนของสัตว์ทั้งหลายนี่ ขนเม่นนี่นับว่าเป็นสัตว์ที่มีขนที่แข็งมาก ใหญ่มาก จนขนาดเป็นอาวุธได้ ป้องกันตนเองได้ ยักษ์ตัวนี่ขนอย่างกะขนเม่นเลย ในมือข้างหนึ่งก็ถือดาบ อีกข้างหนึ่งก็ถือกระบอง กินเลือดกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร ถ้าเราไปเจออย่างนี้เข้า เป็นยังไงนี่ คงได้วิ่งกันป่าราบทีเดียว แต่พระราชาธรรมะโสนทกะไม่ตกใจ ไม่สะดุ้งหวาดกลัว ดีแล้ว เราประกาศให้มนุษย์ทั้งหลายมาแสดงธรรมให้เราฟังนี่ ไม่มีใครมาแสดงให้เราฟังได้เลย เจอยักษ์ก็ดีแล้ว เราจะได้ถาม รู้ธรรมบ้างไหม แล้วก็ถามยักษ์เลย ท่าน รู้ธรรมบ้างหรือเปล่า สามารถแสดงธรรมให้เราฟังได้ไหมนี่ เราอยากจะฟังมาก ยักษ์ก็บอกว่าอ๋อ เรารู้ซิ เราอายุยืน เคยฟังธรรมมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แต่ธรรมะนี่เป็นสิ่งสูงส่ง ท่านจะฟังธรรมะ แล้วมีอะไรมาแลกเปลี่ยนบ้างนะ ไม่ใช่จะ อยากจะฟังก็ฟังกันได้ง่ายๆ ก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนที่มีคุณค่าด้วย พระราชาธรรมะโสนทกะสละราชสมบัติมาหมดแล้วนี่ ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมาเลย มีสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตก็คือชีวิตของตนเองเท่านั้น เลือดเนื้อร่างกายของตนเอง เราขอให้ท่านแสดงธรรมให้เราฟัง เราจะสละเลือดเนื้อ ชีวิตของเราให้เป็นอาหารของท่าน นี่น้ำใจของพระโพธิสัตว์ อยากจะฟังธรรมขนาดนั้น แล้วก็ไม่เป็น ไม่ใช่แค่เพียงชาตินี้ชาติเดียว ท่านทำอยู่อย่างนี้มาหลายชาติ ท่านเห็นคุณค่าของการฟังธรรม ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตนี่ พระโพธิสัตว์ตกลงนะ พระราชาธรรมะโสนทกะนี่ยอมตกลงเลยทีเดียว ยักษ์ก็บอก เอ้า ถ้างั้นเดี๋ยวเราจะจับท่านไปยืนบนยอดเขาโน่น พอเราแสดงธรรมให้ท่านฟังแล้ว ท่านโดดเข้าปากเราเลยนะ เราจะได้เคี้ยวกินเป็นอาหารให้อร่อยไปเลย พระราชาธรรมะโสนทกะนี่ ไม่ได้หวาดกลัวต่อมรณภาพ กลับปีติยินดีที่จะได้ฟังธรรม คิดว่าเรานี้เกิดมาแล้วหลายชาติ เกิดมาแล้วตายมาแล้วหลายชาติ ตัวของเราก็เป็นอาหารแก่สัตว์ทั้งหลายมาแล้วหลายชาติ แต่คราวนี้เราจะสละเลือดเนื้อ สละชีวิตของเรานี่เพื่อให้ได้ฟังธรรม เพื่อที่จะเป็นบุญบารมีที่จะได้บรรลุโพธิสัมภารในอนาคต เรายอมสละได้ ปีติยินดี ซาบซ่าน ใบหน้าที่เปล่งปรั่งเป็นสีชมพูเลย ไม่ได้กลัวตาย พอยักษ์ก็ถามว่า เอ้า ท่านพร้อมจะฟังหรือยัง ฟังแล้วท่านโดดเข้าปากเราเลยนะ ห้ามผิดสัญญา แล้วยักษ์ก็แสดงให้ฟัง แค่บทสั้นๆ เท่านั้นเองนะ อยากฟังไหมบทไหน ไหนใครอยากฟังบ้าง แล้วมีอะไรมาบูชาธรรม (หัวเราะ) ทำบุญโป้งให้คุณยายสักคนละโป้งเป็นยังไง (หัวเราะ) มีเสียงสาธุแว่วๆ ด้วย อยากจะได้ยินดังๆ กว่านี้ (สาธุ) เออ ธรรมบทนั้น ตั้งใจฟังให้ดีนะ ยักษ์ก็แสดงให้ฟังเลย บอกว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโมสุโข เคยได้ยินไหมนี่ เมื่อสักครู่ได้ยินนะ เฉพาะที่งานยายก็ ๕๐ กว่าครั้งแล้ว เราเป็นผู้มีบุญมากขนาดไหน ยายให้โอกาสให้เราได้ฟังธรรมะตั้งหลายครั้งในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องไปโดด เอาปากยักษ์เลย มีบุญมากไหมนี่ พระโพธิสัตว์กว่าได้ฟังธรรมบทนี้ ต้องยอมสละเลือดเนื้อชีวิตกันเลยทีเดียว พอได้ฟังนี่ พระโพธิสัตว์หรือพระราชาธรรมะโสนทกะ ปีติ ซาบซึ้ง ซาบซ่านในธรรมะมากเลย ไม่เสียดายชีวิต อธิษฐานจิตว่าเลือดเนื้อและชีวิตที่เราสละครั้งนี้ให้เป็นบุญกุศล สั่งสมให้ได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แล้วก็โดดลงมาเลย ไม่ผิดสัญญา ถ้าเป็นเรากล้าโดดไหมนี่ นั่นพระโพธิสัตว์ กล้าโดด โดดลงมา ตายไหมเอ่ย ตายไหม แต่พอดียักษ์เกิดใจดีขึ้นมา ไม่กิน รับไว้เลย รับร่างของพระโพธิสัตว์ไว้ แล้วก็กลายร่างของตนเองเป็นพระอินทร์ เป็นพระอินทร์จำแลงมา มาทดลองบารมีของพระโพธิสัตว์ พระอินทร์ก็ปีติมากเหมือนกันว่าโอ้นี่พระโพธิสัตว์ ต้องใจเด็ดเดี่ยวอย่างนี้ อาจหาญอย่างนี้นี่ นักสร้างบารมีที่แท้จริง แล้วก็พาพระราชานี่ ธรรมะโสนทกะเหาะขึ้นไปบนสวรรค์เลย ชั้นดาวดึงส์ ให้นั่งบนรัตนบัลลังก์ อนุโมทนาในบุญกุศลของพระโพธิสัตว์ แล้วก็แสดงธรรมให้พระโพธิสัตว์ฟัง แสดงจนเป็นที่พอใจ แล้วก็พาพระโพธิสัตว์กลับมาครองราชย์เหมือนเดิมอย่างมีความสุข และเป็นพระราชาที่มีธรรมะนะ ได้ฟังธรรมะแล้วว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโมสุโข ก็ได้ฟัง ๒ ครั้งแล้วนี่ ๓ ครั้งรวมทั้งที่พระพิจารณา แปลว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไปสงบ ระงับสังขารได้ เป็นสุข พระอินทร์พูดธรรมะบทนี้ให้พระโพธิสัตว์ฟัง และพอมาเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มาตรัสรู้ จนกระทั่งปรินิพพานไปนี่ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอินทร์มาพูดอีก อนิจจา วะตะสังขารานี่ (หมดหน้า A) (เริ่มหน้า B) ต้องไปสงบระงับสังขารให้ได้ การสงบระงับสังขารได้ก็จะต้องทำใจให้หยุดให้นิ่ง เหมือนคุณยายท่านทำใจหยุดใจนิ่งได้ เข้าไปสงบระงับสังขารได้ คุณยายก็มีความสุข มีความสุขตั้งแต่ที่ได้เข้าถึงธรรมะภายใน และเมื่อสงบระงับสังขารได้อย่างแท้จริง ทำหน้าที่ของท่านที่แท้จริงนี่ ที่ท่านบอกอยู่เสมอว่าใครจะไปนิพพานก็ไปเถอะ แต่ยายจะไปปราบไอ้ดำ กายภายนอกเป็นหญิง แต่กายภายในนี่กล้าแกร่ง อย่างเกินที่จะเปรียบเทียบกับอะไรได้ คุณยายจะไปปราบไอ้ดำ แล้วยายก็ทำจริงๆ ทำวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำมานี่ การไปปราบเขานี่ไม่ใช่ของง่าย แค่เรานั่งธรรมะที่จะให้เห็นองค์พระภายในง่ายไหมเอ่ย ง่ายไหม ไหนใครว่าง่ายบ้าง ไม่มียกเลยนะ แสดงว่ายากนะ แต่ไม่ใช่แค่เข้าถึงธรรมะ เข้าถึงองค์พระแล้วเท่านั้น แต่คุณยายทำวิชชาธรรมกายได้ เชี่ยวชาญทีเดียว ถึงขนาดที่จะไปปราบเขาได้นี่ไม่ใช่ธรรมดา อย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่าน สมัยท่านเทศน์ท่านก็เทศน์ฉะฉานเหมือนกัน เพราะว่าท่านก็เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกาย เป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านกล้าประกาศเลย ทั่วแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกาย ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทำอะไร ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วันเข้าวันนี้แล้วนี่ วินาทีเดียวไม่ได้หยุด ก็คือทำหยุดทำนิ่ง ทำวิชชา มุ่งจะไปให้ถึงที่สุดในกายตน หรือให้ถึงที่สุดแห่งธรรม หรือปราบมารประหารกิเลสให้ได้ ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ซึ่งในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำก็มีคุณยายที่ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองนี่ในการทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำมานี่ เพราะฉะนั้นที่เราจะต้องยกย่องเทิดทูนบูชาคุณยายนี่ เพราะว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก หาได้ยากในจักรวาล หาได้ยากในแสนโกฏิจักรวาล หาได้ยากในอนันตจักรวาล นิพพานถอดกายอีก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านใช้คำอย่างนี้ ทั่วแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายด้วยกายมนุษย์ก็ดี ในภาคพื้นก็ดีนี่ ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทำอะไร ก็คือทำงานที่แท้จริง นับเดือน นับปี นับวันกันเลยทีเดียว มุ่งที่จะไปให้ถึงที่สุดให้ได้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ถ้าฟังผ่านๆ ไป ก็คือผ่านๆ ถ้าลองมาคิดดู โอ้ จักรวาลหนึ่งนี่ก็มี ๔ ทวีป อุตระกุรุทวีป ปุพพวิเทหะทวีป ชมพูทวีป อัปปรโคยานทวีป อย่างเราอยู่นี่ก็เป็นเพียงทวีปเดียวคือชมพูทวีป มีเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง สวรรค์ ๖ ชั้น จาตุมหาชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานนรตี ปรมินมิตสวัสตีขึ้นไป จากสวรรค์ขึ้นชั้นพรหมอีก พรหมอีก ๑๖ ชั้น ปริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตาภา อัปปมานาภา อาภัสรา ปริตะสุภา พรหมาสุภา สุภะคินหา เวหะพารา อสัญญสัตตา อวิหา... ๕ กนิษฐา ๑๖ ชั้น อรูปพรหมอีก ๔ ชั้น อากาศานันจายตนะ วิญญานันจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่จักรวาลหนึ่ง มีดวงอาทิตย์ มีดวงจันทร์ มีมนุษย์ มีสัตว์เดรัจฉาน มีเทวดา มีพรหม มีอรูปพรหม สัตว์นรก เปรตอสูรกาย อะไร รวมกันอยู่ในจักรวาลมากมาย นี่แค่จักรวาลเดียว และแสนโกฏิจักรวาลขนาดไหน ก็คือล้านล้านจักรวาล โกฏิหนึ่งคือ ๑๐ ล้าน แสนโกฏิก็ล้านล้าน ล้านล้านจักรวาล ไม่รู้อีกหลวงพ่อวัดปากน้ำทำอะไร อนันตจักรวาลคือนับไม่ถ้วนเลย infinity ยังไม่รู้ ขึ้นไปถึงโน่นนิพพานถอดกาย ท่านใช้คำอย่างนั้น ยังไม่รู้ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำทำอะไร แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของคุณยายอาจารย์ของเรา ที่ได้ทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ เป็นผู้ที่เราควรที่จะเคารพเทิดทูนบูชา แล้วก็ทำตามคำสั่งคำสอนของท่าน ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้เต็มที่ และท่านมาเป็นเนื้อนาบุญให้เราที่ประเสริฐแล้วนี่ อย่างที่จะหาที่ไหนไม่ได้ เนื้อนาบุญนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยกตัวอย่างให้ฟังถึง เปรียบเทียบของเทพบุตร เออ การทำบุญของเทพบุตร ๒ ท่าน คืออังคุระเทพบุตรกับอินทกะเทพบุตร ต่างก็ทำบุญมา พอตายไปก็ไปบังเกิดเป็นเทวดา ในสมัยที่พระพุทธเจ้าเมื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์ปราบพวกเดียรถีย์แล้วนี่ ขึ้นไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วก็ไปเทศน์โปรดพุทธมารดา ก็เทศน์ด้วยอภิธรรมที่เรามาฟังสวดนั่นแหละ ๗ คัมภีร์ พระพุทธเจ้าใช้เวลาเทศน์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลาในโลกมนุษย์นี่ ๓ เดือนพอดีในช่วงเข้าพรรษา เทพบุตรพุทธมารดาคือ เออ พระนางสิริมหามายาที่เป็นมารดาของพระโพธิสัตว์ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติมาได้ ๗ วัน ท่านก็สวรรคต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ตอนเป็นมนุษย์ยังเป็นผู้หญิง แต่ตายไปแล้ว เป็นเทพบุตร อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตรพุทธมารดา แต่คุณยายของเราไม่ใช่แค่เป็นเทพบุตรธรรมดา จากมนุษย์ผู้หญิง ไปเป็นสมณะเทวบุตร นี่ก็เป็นสิ่งพิเศษที่ไม่เคยเห็นใครในประวัติศาสตร์ที่ทำได้อย่างนี้ หรือที่เป็นอย่างนี้ แสดงถึงความวิเศษ ความอัศจรรย์ ความยิ่งใหญ่ของคุณยายอาจารย์ อังกุระเทพบุตรกับอินทกะเทพบุตรก็มาฟังธรรม เดิมทีก็มานั่งแถวหน้าคู่กัน แต่อังกุระเทพบุตรต้องถอย ถอยหลังไป กระทืบถอยหลังออกไปให้ผู้ที่มีรัศมีกายที่สว่างไสวกว่าเขานั่งข้างหน้า เขาทำบุญมาดีกว่า รัศมีสว่างไสวกว่า แต่อินทกะเทพบุตรไม่ต้องถอยหลังไปเลย นั่งอยู่ข้างหน้าตลอด เพราะมีรัศมีกายที่สว่างไสว อังกุระเทพบุตรต้องถอยห่างไปถึงขนาด ๑๒ โยชน์ ห่างไป ๑๒ โยชน์ โยชน์ ๑ กี่กิโลนะ ๑๖ กิโลเมตร ๑๒ โยชน์เป็นเท่าไหร่ ร้อยเก้าสิบสองกิโลเมตร นั่งถอยห่างไปร้อยเก้าสิบสองกิโลเมตร ถ้ายังเป็นเราธรรมดาก็มองไม่เห็นแล้ว ดูกันไม่เห็นแล้ว ร้อยเก้าสิบสองกิโลเมตร ก็จากนี่ไปประมาณโน่น นครสวรรค์ แต่เทวดาเขามีตาทิพย์ เขาก็เลยมองเห็นพระพุทธเจ้าได้นะ มีหูทิพย์เลยได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าได้ แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็มีบุญญาธิการแม้ท่านเทศน์ในโลกมนุษย์นี่ มีสาธุชนมานั่งฟังยืนฟังมากมายนี่ แวดล้อมพระพุทธเจ้า ทั้งข้างหน้า ด้านข้าง ข้างซ้าย ข้างขวา แม้ข้างหลัง แต่อัศจรรย์คนที่ข้างหลังสามารถมองเห็นพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ด้วยพุทธานุภาพ แม้จะอยู่ไกลๆ ก็ได้ยินเสียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ด้วยพุทธานุภาพ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบเหมือนกับเราเห็นพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เห็นพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เห็นตรงศีรษะเราพอดีเลย ต่างคนก็ต่างเห็นตรงศีรษะตัวเองอย่างนั้น นี่เป็นบุญญาธิการอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ เพื่อที่จะให้เทวดาทั้งหลายได้รู้ถึงการทำบุญถึงเนื้อนาบุญ ท่านก็ถามอังกุระเทพบุตรว่าท่านถอยห่างไปนั่งไกลตั้ง ๑๒ โยชน์นั่นน่ะ ท่านทำบุญอะไรมาหรือ อังกุระเทพบุตรก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเมื่อสมัยเป็นมนุษย์นี่ตั้งโรงไฟ หุงข้าวให้ทานแก่บุคคลทั่วไปนี่ เตาไฟนี่ยาว ๑๒ โยชน์เลยเหมือนกัน นี่เขาตั้งเตาไฟหุงข้าวจากนี่เป็นแถวยาวไปติดต่อเนื่องไปถึงนครสวรรค์อย่างนั้น แล้วหุงข้าวสมัยก่อนเขาหุงข้าวแล้ว เขาเรียกว่าหุงข้าวแบบเช็ดน้ำก็คือรินน้ำ น้ำข้าวออก แล้วก็มาดงข้าว ใครเคยหุงด้วยวิธีนี้บ้างนี่ อ๋อ ยังมีผู้ คนยุคเก่ามาฟังเยอะเหมือนกัน สมัยนี้เขาแค่เสียบปลั๊ก กดสวิสต์ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องรินน้ำ ไม่ต้องเช็ดน้ำ สมัยก่อนขั้นตอนเยอะแยะ ต้องคอยคนนะ ข้าวเดือดแล้วก็ต้องคอยคน ไม่งั้นติดก้นหม้อ ไหม้อีก แล้วพอข้าวเกือบจะสุก รอให้สุกเลยไม่ได้ แค่เกือบจะสุกเท่านั้น เกือบจะสุก แล้วรินน้ำข้าวออกนะ รินน้ำข้าวออกแล้วก็ทำไฟให้เบาๆ ก็เอาขี้เถ้ามาโรยไฟ แล้วก็มาดง รู้ขั้นตอนละเอียด แสดงว่าคนเก่าเหมือนกัน ยุคเดียวกันที่ยกมือเมื่อกี้นี้น่ะ ถ้าดงนานไปก็ข้าวไหม้อีก หุงไม่ดีจะได้ข้าว เขาเรียกว่าข้าว ๓ กษัตริย์ คือข้างบนดิบ ตรงกลางแฉะ ก้นหม้อไหม เป็นข้าวตังติดก้นหม้อ อังกุระสมัยนั้นมีอายุเป็นหมื่นปีเลย ทำอย่างนี้มาตลอดอายุ เป็นหมื่นปี ตั้งเตาไฟ ให้ทาน หุงข้าวยาว เตาไฟยาว ตรงเตานี่ยาว ๑๒ โยชน์ ร้อยเก้าสิบสองกิโลเมตร ขนาดเวลารินน้ำข้าวไปนี่ ธารแห่งน้ำข้าวเป็นแม่น้ำเลย พายเรือมาในธารแห่งน้ำข้าวได้ ขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อนะ เขาทำบุญกันขนาดนั้น แต่ทำมาก แต่ผู้ที่มารับทานนี่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีอริยบุคคลหรือไม่มีผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกาย ก็ได้บุญมาก ได้บังเกิดบนสวรรค์ ได้เสวยสุข แต่รัศมีกายก็ยังสว่างน้อยกว่าคนอื่น เทวดาตนอื่นมากทีเดียว และพระพุทธเจ้าท่านก็มาถามอินทกะเทพบุตรผู้นั่งอยู่ข้างหน้าไม่ขยับไปไหนนี่ อ้าวแล้วท่านอินทกะเทพบุตรนี่ทำบุญอะไรมาหรือ อินทกะเทพบุตรก็บอก ข้าพระพุทธเจ้าตักบาตรด้วยข้าวเพียงทัพพีเดียวให้แก่พระอนุรุทธะ ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้เป็นเลิศทางด้านมีตาทิพย์ เป็นพระอรหันต์แล้วมีธรรมกาย เข้าถึงพระธรรมกายภายในแล้ว เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ แม้ตักข้าวทัพพีเดียวนี่เปรียบเทียบกับอังกุระแล้วนี่ เทียบกันไม่ได้เลย ไม่รู้กี่ทัพพี แต่บุญของอินทกะมากกว่า เพราะทำบุญถูกเนื้อนาบุญ แล้วท่านก็เปรียบเทียบกับบุคคลทั่วๆ ไปนี่ได้บุญมากก็จริง แต่มันก็ยังน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบลำดับของการทำทาน ให้ทานต่อสัตว์เดรัจฉานได้บุญเป็นร้อยเท่า ร้อยอัตภาพ เพียงแค่ล้างภาชนะ แล้วเทเศษอาหารลงไปในดิน ตั้งใจให้เศษอาหารนี้เป็นอาหารแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ในดินนั่นแหละ อันนี้เป็นบุญกุศลไปถึงร้อยอัตภาพ แต่ถ้าให้ทานต่อมนุษย์นี่ เป็นผู้ที่รับทานเป็นคนเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ทุศีล ไม่ได้มีศีลเหมือนอย่างกะเรานี่ มือเปื้อนเลือด หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้คำนั้น ก็คือไม่ได้รักษาศีล ยังได้บุญถึงพันเท่าพันอัตภาพ แต่ถ้าให้ทานต่อผู้ที่มีศีล รักษาศีลอย่างดีแล้ว ศีล ๕ ศีล ๘ ครบถ้วนบริบูรณ์นี่ อานิสงส์ก็เพิ่มขึ้นไปเป็นแสนเท่า แต่ถ้าให้ทานต่อนักบวชผู้ปราศจากราคะแล้ว นักบวชนอกพุทธศาสนาด้วย ไม่ใช่ในพุทธศาสนา จะปฏิบัติปราศจากราคะนี่ อานิสงส์เป็นแสนโกฏิเท่า คือล้านๆ เท่า แต่ถ้าให้ทานต่อพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แม้เป็นเพียงพระปุถุชนนี่ยังมี ยังไม่หมดกิเลส ยังไม่บรรลุพระโสดาบัน แต่ปฏิบัติเพื่อที่จะบรรลุพระโสดาบัน แค่นั้นก็ บุญก็นับเท่าไม่ถ้วนแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับ เมื่อให้ทานต่อผู้ที่บรรลุธรรมกายหรือบรรลุเป็นอริยบุคคล บุญก็เพิ่มขึ้นมากขึ้นทับทวี แล้วธรรมกายนี่จริงๆ แล้วก็ยังมีอีก อันนี้นอกพระไตรปิฎกได้ยิน ต้องบอกว่าได้ยินมาว่าให้ทานต่อพระธรรมกายนี่ที่มีเกตุดอกบัวตูม บุญมากมายหลายเท่ากับเปรียบเทียบกับผู้ที่รับทานที่ไม่ได้เข้าถึงธรรมกาย แต่ให้ทานต่อธรรมกายที่มีเกตุดอกบัวตูมเป็นล้านๆ องค์ ก็ยังสู้ทำบุญหรือทำทานผู้ที่มีบุญธรรมกายที่ไม่มีเกตุดอกบัวตูมไม่ได้ ทำบุญกับผู้ที่มีธรรมกายที่ไม่มีเกตุบัวตูมจึงบุญกุศลนี่มากมายมหาศาลอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ แล้วคุณยายนี่ที่เปรียบเทียบเป็นพระเจดีย์ หรือเปรียบเทียบเป็นธรรมกายเจดีย์ก็ได้ เพราะว่าศูนย์กลางกายของคุณยายเป็นที่สถิตของพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ทั้งที่มีเกตุดอกบัวตูมและไม่มีเกตุดอกบัวตูม เพราะฉะนั้นทำบุญกับคุณยายนี่ บุญจึงมากมายมหาศาล อย่างนี้น่าทำบุญกับคุณยายไหม ไหนใครทำบุญกับคุณยายแล้ว อนุโมทนาบุญด้วย บุญมากมายมหาศาล และน่าทำต่อไปนี่ แม้ทำแล้วก็ตามที น่าจะทำต่อไปไหมนี่ น่าทำกับท่านอีกไหม น่าทำนะ ไหนใครจะทำต่อไปอีก อนุโมทนาบุญด้วยนะ สมกับที่ได้เกิดมาแล้วพบบุคคลที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐอย่างนี้ อย่างที่จะหาที่ไหนไม่ได้ในทั่วแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายนะ หลวงพี่จึงขออนุโมทนาในบุญกุศลที่พวกเราได้ตั้งใจบำเพ็ญกันแล้วด้วยดี และขอให้บุญกุศลที่เราได้ตั้งใจบำเพ็ญแล้วดีนั่นน่ะ บันดาลให้เราได้มีความสุข มีความเจริญกันยิ่งๆ ขึ้นไป เดี๋ยวเรานั่งธรรมะกันสักครู่หนึ่งนะ เราก็ทำใจของเราหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทำอย่างที่คุณยายอาจารย์ท่านเคยสอนไว้ หยุดไปในกลางองค์พระใสๆ หยุดไปในกลางดวงแก้ว กลางดวงธรรมที่ใส สว่าง อย่างสบายๆ นึกถึงคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อย่างที่เรารู้ว่ามีพระคุณต่อเราอย่างมากมาย ที่ได้บรรยายก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับพระคุณของท่านที่มีอยู่จริงๆ นึกถึงท่านซึ่งเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ เพื่อให้ท่านช่วยกลั่นธรรม เห็น จำ คิด รู้ของเรา ให้บริสุทธิ์ตามท่านไปด้วย ให้ใจของเราหยุด ใจนิ่งอย่างสบายๆ สัพเพ…… PAGE PAGE 13 หน้า 431108FW-AAT