ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มรดกธรรมของคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) พระสถาพร กราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้นำบุญผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกๆ ท่านที่เป็นลูกหลานของคุณยายได้มีโอกาสได้มาร่วมบำเพ็ญกุศลแด่คุณยาย คุณยายได้ละสังขารจากพวกเราไปนับตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน จนกระทั่งถึงบัดนี้รวมแล้วก็ ๕๘ วันด้วยกันแล้ว เวลาช่างผ่านไปเสียเหลือเกิน หลวงพี่เองมีความรู้สึกว่าประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง มีความรู้สึกว่า สักอาทิตย์ ๒ อาทิตย์เท่านั้นเอง วันนี้หลวงพี่ก็ขอน้อมนำคุณธรรมของคุณยายที่ได้เคยอบรมสั่งสอน ตอนสมัยที่ยังเป็นอุบาสกอยู่ แล้วก็ในบางตอนก็คงมีคำสั่งสอนของหลวงพ่อ แล้วก็ของพระรุ่นพี่ๆ แล้วก็อุบาสกรุ่นพี่ๆ มาสอดแทรกเข้าไปด้วย ประสบการณ์ในการสร้างบารมีที่ผ่านมาของหลวงพี่ ใช้ระยะเวลาตั้งแต่เข้าวัดมา เริ่มเข้าวัดแล้วจริงๆ ก็ประมาณสักปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ในช่วงแรกๆ ก็มาบ้างไม่มาบ้าง มาเฉพาะอาจจะเป็นแค่อาทิตย์ต้นเดือน แล้วก็เว้นไปด้วย ไม่ได้ทุกอาทิตย์ต้นเดือน มาเริ่มจริงจังที่เข้าวัดอย่างจริงจัง ก็ตอนประมาณ ๒๕๒๔ ก่อนที่จะเล่าเรื่องของการสร้างบารมีของหลวงพี่ที่เหยียบย่างเข้ามาที่วัดพระธรรมกาย หลวงพี่อยากจะเท้าความชีวิตเดิมๆ ของหลวงพี่สักนิดหนึ่งก่อน เผื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้นะ backgound หรือว่าเบื้องหลังก่อนที่จะเป็นอุบาสก มาเป็นพระ นั่งอยู่ ณ ที่ตรงนี้ เดิมทีหลวงพี่เป็นคนอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี บ้านเกิดจริงๆ เกิดอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต พอตอนอายุประมาณสัก ๑๑ ๑๒ ขวบ ครอบครัวก็ได้ย้ายมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชีวิตที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชีวิตที่ค่อนข้างที่จะย่ำแย่ในสมัยนั้น ตอนเด็กๆ ตอนในวัยรุ่น พอมาอยู่ที่จังหวัดสุราษฏร์แล้วนะฮะ เนื่องจากสังคมที่นั่นเป็นสังคมที่ไม่ค่อยจะเป็นระเบียบเรียบร้อยนะ เป็นสังคมของบุคคลที่มีแต่ความดุดัน ชีวิตเลยได้รับการหล่อหลอมเข้ากับสิ่งเหล่านั้น ตอนสมัยวัยรุ่น ตอนเด็กๆ หลวงพี่เองเคยทำให้โยมแม่ โยมพ่อ แล้วก็ญาติพี่น้องนี่เสียใจ โดยเฉพาะโยมแม่ น้ำตาของโยมแม่นี่คิดว่าไหลนะ ไหลหลั่งออกมาเพราะหลวงพี่นี่มากมาย ในบรรดาด้วยกันลูกๆ ทั้งหมด ๔ คนนะ หลวงพี่คงเป็นบุคคลที่เรียกว่า ทำให้น้ำตาของโยมพ่อโยมแม่นี่ไหลนี่มากกว่าพี่น้องทั้ง ๓ รวมกันนะ เพราะตอนในวัยรุ่นหรือวัยเด็กนี่ เป็นคนที่ค่อนข้างที่จะเกเร เกเรมาก จนกระทั่งคุณพ่อคุณแม่นี่เอาไม่ค่อยอยู่แล้ว เอาไม่ค่อยอยู่ คบเพื่อนก็คบเพื่อนชนิดที่เกเรนะ เกเรทั้งนั้นเลย ตอนสมัยวัยรุ่น ในบางครั้งยามค่ำมืดดึกดื่นนะก็ไปเที่ยวเตร่ แล้วก็ไปมีเรื่อง ไปมีเรื่องมีราว ค่ำมืดแล้ว บางทีโยมแม่ยังต้องกระวนกระวายใจนะ เที่ยววิ่งหาคนไปช่วยเหลือ เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งนะ จำได้ว่าเคยถูกจับนะ เคยถูกจับ แต่ด้วยเรื่องอะไรคงไม่เอามาเล่าที่นี่นะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับไป หลังจากที่อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์เที่ยวเตร่อยู่หลายปี ไม่ได้เรียนหนังสือ เกิดความเบื่อหน่าย ก็อยากจะเรียนหนังสือ ก็เลยเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ช่วงจังหวะที่เข้ามาเรียนกรุงเทพนี่ ประมาณปี ๒๕๑๙ พอประมาณ ๒๕๒๐, ๒๑ ก็มีโอกาสได้มาที่วัดพระธรรมกาย ด้วยการชักชวนของโยมพี่สาว พอมาได้เห็นบรรยากาศของที่วัดพระธรรมกาย ได้เห็นบุคคลที่มาที่วัด ได้เห็นพระ ได้เห็นพี่ๆ อุบาสก มันมีความรู้สึกที่สัมผัสได้ในตอนนั้นบอกว่า นี่คือ สิ่งที่เราแสวงหา เราต้องการ ตอนสมัยวัยรุ่นเราพยายามที่จะแสวงหา แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ใช่ แต่พอมาได้เห็นบรรยากาศก็ดี หรือบุคคลก็ดีที่วัดพระธรรมกาย ก็พอสัมผัสได้เลยว่า นี่แหละคือ สิ่งที่เราอยากจะเป็นนะ โดยเฉพาะตอนนั้นได้เห็นพี่ๆ อุบาสกตัดผมสั้นๆ แต่งตัวเรียบร้อย แล้วก็ยืนต้อนรับเจ้าภาพ นำสวดมนต์ ช่วงแรกๆ มีโอกาสได้ไปนั่งอยู่ที่หลังอาคารจาตุมหาชิกา ตรงเนิน ตรงไอ้ต้นลั่นทม ช่วงก่อนที่หลวงพ่อจะขึ้นศาลา ก่อนมีโอกาสที่ได้เห็นคุณยาย แต่ตอนนั้นไม่รู้จักนะว่าท่านเป็นใคร มารู้จักคุณยายก็ด้วยหนังสือเดินไปสู่คุณยาย ก็โยมพี่สาวอีกนั่นแหละที่เป็นผู้หาหนังสือให้อ่าน ช่วงประมาณปี ๒๕๒๔ ก็มีโอกาสได้เข้ามาอบรมธรรมทายาท ตอนอบรมธรรมทายาทก็มีหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นผู้ได้ลงไปเคี่ยวเข็ญ ไปอบรมพระ หลวงพี่ก็มีโอกาสได้ฟังเทศน์ ได้ปฏิบัติธรรม ธรรมะที่หลวงพ่อทัตตชีโวได้เทศน์ในสมัยนั้นก็คือมงคลชีวิต แต่ว่าเทศน์ได้เพียงประมาณสัก ๑๗ - ๑๘ มงคล ก็สิ้นสุดการอบรมธรรมทายาท แต่อย่างน้อยก็เป็นแนวทางที่ทำให้หลวงพี่นี่ได้ธรรมะตรงจุดนั้นมาไว้ เพื่อเป็นการดำเนินชีวิตในโอกาสต่อๆ ไป มงคลชีวิตเป็นธรรมะแรกๆ เลยที่หลวงพี่ได้ยิน ก็เรียกว่าแทบจะเป็นสิ่งที่จุดประกายให้กับตัวเองพบกับแสงสว่าง หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมธรรมทายาทแล้ว ทางวัดไม่มีนโยบายที่จะให้พระที่บวชมาจากธรรมทายาทได้อยู่ต่อนะ ทุกคนต้องลาสิกขาหมด แต่ด้วยความรักในผ้ากาสาวพัสตร์ หลวงพี่เองไม่อยากสึกในช่วงนั้น ก็เลยดั้นด้นหาวัดที่จะอยู่นะ เพราะว่าเริ่มที่จะเข้าใจในเรื่องของบุญของบาปบ้าง แล้วก็มีความสุขกับการปฏิบัติธรรม แล้วก็มีความสุขกับการได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ได้รับในสิ่งที่ดีๆ จากพี่เลี้ยง จากพระอาจารย์ และจากหลวงพ่อทัตตะ ก็ไม่อยากสึก แต่ว่าด้วยความจำเป็นนะ ก็เลยต้องไปหาวัดที่อยู่ต่างจังหวัด แถวๆ ที่บ้าน ก็ไปอยู่ได้แค่ประมาณสัก ๑๐ วัน ก็ต้องย้ายวัด เพราะว่าพอไปแล้ว ก็มีความรู้สึกเลยว่าวัดนี้ไม่ใช่บ้านของเรา ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะอยู่ อยู่ไม่ได้ ร้อนใจ ก็เลยให้โยมพ่อนี่ออกจากวัดนั้น แล้วก็ให้พี่สาวหาวัดอีก ก็เดินทางไปอีกวัดๆ หนึ่ง ก็ไปอาศัย ขออาศัยวัดนั้น แต่บังเอิญไปขอทางเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสท่านก็ไม่ให้อยู่อีกนะ ไม่ให้อยู่อีก ก็เลยเอ๊ะ จะเอายังไง เอ้าไม่ให้อยู่ระยะยาวก็ไม่เป็นไร ก็ขออยู่ระยะสั้นๆ ก็อยู่ได้ประมาณสัก ๔-๕ วัน ก็เกิดความท้อแท้เหมือนกันในตอนนั้นว่าเออ เราคงหาที่จะอยู่นี่คงไม่ได้แล้ว และการที่ไปอยู่วัดๆ นั้น ก็มีความรู้สึกเหมือนกันว่าไม่ใช่วัดของเรา ไม่ใช่บ้านเรา ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะอยู่ มันมีความรู้สึกว่ามันไม่อบอุ่นนะ บ้านของเราจริงๆ น่าจะเป็นวัดพระธรรมกาย หลังจากนั้นมาหลวงพี่ก็เดินทางมาที่วัดพระธรรมกายด้วย ยังเป็นพระอยู่นะ แล้วก็มาหาหลวงพี่ท่านหนึ่งที่วัด ให้ท่านลาสิกขาให้ ตอนนั้นก็เป็นหลวงพี่ติลโก ท่านลาสิกขาให้เสร็จแล้ว หลวงพี่ก็ขอผ้ากาสาวพัสตร์ คือชุดครองไว้ ๑ ชุด แล้วก็บอกว่าหลวงพี่ ชุดนี้ผมขอเอาไว้ ปกติแล้วถ้าสึกแล้ว จะต้องคืน เพราะเป็นของสงฆ์ ต้องคืนหมด แต่หลวงพี่ขอเอาไว้ บอกว่าขอผ้าชุดนี้ไว้เถอะ จะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก อีกสักวันหนึ่งจะกลับมาบวชอีกให้ได้ ก็หลังจากนั้น หลังจากนั้นก็ได้ไปกลับไปที่บ้าน ไปเยี่ยมบ้าน ไปเยี่ยมบ้านเสร็จแล้วก็เอาผ้านี่ ผ้าไตรแล้วก็ไปวางไว้ที่โต๊ะพระ โต๊ะหมู่ แล้วก็กราบพระ แล้วก็ดูอยู่ทุกวันทุกวัน ในที่สุดอยู่ไม่ได้แล้วนะที่วัด เพราะมีความรู้สึกว่าที่บ้านจริงๆ ที่บ้านโยมพ่อโยมแม่เรามันก็ไม่ใช่บ้านของเรา ก็เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ แล้วก็มาที่วัดพระธรรมกาย มาก็มาขอเออ ทำงานที่วัด คือเป็นอาสาสมัครหรือว่ามีงานอะไรก็แล้วแต่ อยากจะช่วยเท่านั้น เพราะมีความรู้สึกว่าวัดพระธรรมกายนี่คือบ้านของเรา คือวัดของเรา มาครั้งแรกมาเจอกับหลวงพี่อิทธิจินตโกนะ หรือหลวงพี่หมู สมัยนั้นยังเป็นอุบาสกอยู่ ก็มาถามหลวงพี่หมู ถาม บอกพี่ๆ มีอะไรให้ผมทำบ้าง หลวงพี่หมูก็บอกว่าเอ้า พอดีเลยนะ ห้องน้ำ ๔ ห้อง ห้องน้ำ ๔ ห้องตรงหน้ากุฏิของคุณยายนั่นเอง ห้องน้ำ ๔ ห้อง ล้างห้องน้ำเป็นไหม ก็พอจะเป็นอยู่บ้างนะ เพราะเคยผ่านการอบรมธรรมทายาทมาแล้ว หลวงพี่หมูในสมัยนั้นก็ช่วยแนะนำนะ นั่นคืองานชิ้นแรกที่เหยียบย่างเข้ามา หลังจากที่ได้ลาสิกขาไปแล้ว จากนั้นก็หมั่นมาวัดนี่สม่ำเสมอ แต่ว่ามาค้างได้ก็ไม่เกิน ๓ ราตรี เพราะมีกฎระเบียบเอาไว้ว่าอาคันตุกะมาอยู่ที่วัดนะ ก็มาช่วยงานได้ก็แค่ประมาณสัก ๒-๓ วัน ก็ต้องกลับอีกแล้ว ก็ทำอย่างนี้ มาช่วยได้ ๓ วัน กลับไปวันหนึ่ง แล้วก็กลับมาใหม่ ก็อยู่ ๒ วัน ๓ วัน ก็กลับไปใหม่ แล้วก็กลับมาอย่างนี้ ใช้ความเพียรพยายามอย่างนี้นี่อยู่เป็นเดือน หลายเดือน จนกระทั่งคนอื่นคืออุบาสกรุ่นพี่ๆ แล้วก็พระบางรูปท่านก็เริ่มที่จะเห็นใจ แล้วก็เลยอนุญาตให้อยู่ยาว อยู่ยาวได้ทีหนึ่งหลายๆ วัน ในช่วงนั้นงานที่ทำ งานหลักเลยก็คือการขัดพระ การขัดพระพุทธรูป พระธรรมกายแก้วใสๆ ก็ทำพระ ช่วยอยู่ที่โรงหล่อนะ แต่ว่าในช่วงที่เออ เช้า ช่วงเช้านี่ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วนี่ จะช่วยทำทุกอย่าง กวาดขยะ กวาดใบไม้ พอตอนหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ได้ไปช่วยล้างถ้วยล้างจานของพระที่ท่านฉันเสร็จแล้ว สมัยนั้นมีพระอยู่ ๙ รูป ๙ รูป พอตอนนั้นที่มีพระอยู่ ๙ รูป หลวงพี่ก็ช่วย ช่วยงานหลายๆ อย่าง เริ่มที่จะได้เรียนรู้เรื่องของการทำความสะอาด ก็ด้วยงานเกี่ยวกับเรื่องของการล้างจานอย่างจริงจัง การล้างจาน คุณยายไม่ได้สอนหลวงพี่ แต่ว่าหลวงพี่ได้สังเกต เพราะว่ามีเด็กชายเล็กๆ อายุ ๑๑, ๑๒ อยู่ ๒ คน คือเด็กชายวัดกับเด็กชายชอบ เป็นเด็กอยู่แถวๆ หน้าวัดนี่เอง มาช่วยงานอยู่ที่ในครัว แล้วก็ตอนนั้นรู้สึกว่าจะช่วยขี่จักรยานให้หลวงพี่ฌาณาซ้อน แล้วก็มาช่วยงานเกี่ยวกับเรื่องล้างถ้วยล้างจานในวัดด้วย หลวงพี่ทึ่งมากนะ กับเด็ก ๒ คนนี้ พอเขาล้างถ้วยล้างจานเสร็จแล้วนี่ เขาเอาช้อนเอาจานไปวาง เรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ช้อนนี่เขาวางเป็นแถว เรียบร้อยมาก หลวงพี่ก็อึม สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่คุณยายเคยได้อบรมสั่งสอนเด็กนี้ไว้ หลวงพี่ก็เริ่มที่จะเลียนแบบ เรียนรู้สิ่งที่พี่ๆ หรือว่าเด็กวัด เด็กในสมัยนั้นได้ทำ ก็พยายามศึกษาคุณธรรมต่างๆ เรียนรู้ เพราะในสมัยนั้นโอกาสที่จะได้เจอคุณยาย หรือได้พูดคุยกับคุณยายนี่ เป็นเรื่องที่ยาก แล้วเราก็เป็นเด็กใหม่ หลวงพี่เป็นเด็กใหม่มากๆ แล้วก็เป็นเด็กที่เรียกว่าไม่อยู่ในอันดับ ไม่ได้อยู่ในสายตาของคนอื่นเลย ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น อุบาสกก็ดี พระก็ดีที่จะเข้ามาอยู่ในวัด จะต้องเป็นบุคคลที่เคยมาวัดนานแล้ว แล้วก็รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยชมรมพุทธ แต่หลวงพี่เป็นบุคคลที่เรียกว่าผ่าเหล่า ผ่าเหล่ามาเลย โดดเดี่ยวนะ โดดเดี่ยว ก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างนะที่มีโอกาสที่จะทำได้ ฝึกตัว แล้วก็เรียนรู้ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ได้รับคำแนะนำจากคุณยายก็จริงอยู่ ถึงจะเป็นคำที่เด็กในวัดก็ดี หรือรุ่นพี่ๆ ที่เป็นอุบาสกก็ดีได้แนะนำ หลวงพี่เองพอรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ท่านเหล่านั้นแนะนำนี่ว่าเป็นสิ่งที่คุณยายเคยอบรมสั่งสอนมา หลวงพี่เองก็ให้ความเคารพเปรียบประดุจเหมือนกับว่าหลวงพี่เองได้ยินจากคุณยาย ก็ทำนะ ทำตามมาตลอด ไม่ว่าจะการปิดเปิดประตูก็ดี การอาบน้ำก็ดี การตากผ้าก็ดี ก็ส่วนใหญ่แล้วได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่ๆ ไอ้เรามาวัดใหม่ๆ บางทีเปิดปิดประตูทีหนึ่งก็โครมนะ โครมครามๆ ก็มีหลวงพี่วิชเชสโก บ้าง ซึ่งในสมัยนั้นก็เป็นอุบาสกทั้งนั้นก็แนะนำ แนะนำบอกว่าการเปิดประตูควรจะเปิดยังไง การปิดประตูปิดยังไง คุณยายเคยแนะนำไว้อย่างนี้อย่างนี้ หลวงพี่ก็ปฏิบัติตามตลอด หลังจากนั้นมาก็เริ่มนะ ได้เข้ามาอยู่วัด ค่อนข้างที่จะเต็มตัวขึ้น พอมาประมาณปี ๒๕๒๕ หลวงพี่ได้ไปสมัครงานเอาไว้ แล้วก็ได้การเรียกตัวจากบริษัทแห่งหนึ่ง ก็ได้ไปทำงานข้างนอกด้วย แล้วก็ตอนเย็นก็กลับ กลับเข้ามาทำงานที่วัด งานหลักที่ทำก็ส่วนใหญ่ก็เป็นการขัดพระ ขัดพระ หล่อพระ อยู่กับพระรูปหนึ่ง พระรูปหนึ่ง ซึ่งพระรูปนี้ก็มีบุญคุณกับหลวงพี่มากพอสมควร มากพอสมควรทีเดียว เพราะว่าถือว่าท่านได้ช่วย ท่านได้ช่วยงาน ให้หลวงพี่ได้ทำงานตรงจุดที่ท่านรับผิดชอบอยู่ มีเหตุการณ์ที่ทำให้หลวงพี่เองหวั่นไหวในระหว่างการที่ได้สร้างบารมี คือประมาณปี ๒๕๒๖ ประมาณต้นๆ ปีนะ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คิดเหมือนกันว่าหลวงพี่เองจะได้เจอ หลวงพี่จะได้เจอ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นกลับเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้หลวงพี่ได้คิด แล้วก็มีความหนักแน่น มีความมั่นคงในการสร้างบารมีนี่มากยิ่งขึ้น แล้วก็รู้จักแยกแยะ รู้จักวินิจฉัย เลือก เลือกตัดสินใจว่าสิ่งไหนเราควรจะเอาเป็นหนึ่ง สิ่งไหนเราควรจะเอาเป็นสองหรือสาม เหตุการณ์ที่หลวงพี่เจอก็มีพระอยู่รูปหนึ่ง ซึ่งพระองค์นี้ในสมัยนั้นเป็นที่รักที่โปรดปรานของหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะ แล้วก็เป็นที่รักเคารพของคุณยายของเรานี่มาก แต่เนื่องจากว่าท่านเป็นคนมักโกรธ ท่านเป็นคนที่เจ้าอารมณ์ แล้วก็ชอบที่จะอาฆาตนะ บุคคลอื่น คือถ้าโกรธแล้วไม่เลิกรานะ มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นหลวงพี่จะไปทำงานที่บริษัทข้างนอก หลวงพ่อทัตตะท่านเรียกประชุม ก็ไม่รู้หรอกว่ามีเรื่องอะไร ประชุมตั้งแต่เช้าเลยนะ ๖ โมงเช้าท่านเรียกประชุม พอเรียกประชุม เข้าไปนั่งที่ประชุม ทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันประมาณสัก ๑๐ กว่าท่าน มีอุบาสิกาอยู่ ๒ ท่าน มีอุบาสกรุ่นพี่ๆ อยู่ประมาณสัก ๑๐ ท่าน น่าจะได้ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนะ พระรูปนั้นน่ะ ท่านได้ใช้โทสะ แล้วก็เออ ลงไม้ลงมือกับอุบาสก ก็คือหลวงพี่ขจร ในสมัยนั้นก็คือพี่ขจร ยังไม่ได้บวช หลังจากวันนั้นนี่ ทำให้หลวงพี่เองมีความรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าได้เห็นด้วยตานะ ได้เห็นด้วยตา แล้วตอนนั้นก็ใหม่มากๆ เพิ่งเข้าวัดได้แค่ ๒ ปีเท่านั้นเอง ใจก็หวั่นไหวเหมือนกัน ใจก็หวั่นไหวว่าเราไปเจอในสิ่งที่ไม่น่าจะเจอนะ ไม่น่าจะเจอ แต่ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นนี่นะ กลับมาทำให้หลวงพี่ได้คิดนะในภายหลัง หลังจากนั้นมาช่วงประมาณสักปี ๒๕๒๘ นะ ๒๕๒๘ หรือ ๒๗ ตอนปลายๆ นี่ สมัยนั้นมีอุบาสกรุ่นพี่ๆ หลายคนที่เออ จบจากต่างประเทศมาบ้าง หรือที่เรียนสูงๆ มาบ้าง ก็กลับเข้ามาอยู่ที่วัด บุคคลหลายๆ คนที่เป็นอุบาสกรุ่นพี่ๆ ในสมัยนั้นสนิทสนมกับหลวงพี่นี่มากทีเดียวนะ มากทีเดียว โดยเฉพาะมีพี่อุบาสกอยู่ท่านหนึ่งที่มาจาก เรียนมาจากต่างประเทศเป็นด๊อกเตอร์มาอยู่ที่วัด ร่วมสร้างบารมีกัน แต่ว่าเนื่องจากว่าท่านเองท่านเป็นคนที่เก่ง แต่ว่าขาดความเคารพ ความยำเกรง แล้วก็มักจะอวดเก่งอยู่เสมอๆ ว่าตัวเองคือด๊อกเตอร์ ก่อนที่จะบวชเมื่อ ๒๕๒๘ หลวงพี่สนิทกับท่านมาก ตอนนั้นยังเป็นอุบาสกอยู่ด้วยกัน ท่านก็ได้ของมาชิ้นหนึ่งประมาณ ๕,๐๐๐ บาท ท่านได้เอาของนั้นมาโชว์ให้กะหลวงพี่ดูนะ ให้หลวงพี่ดู บอกว่านี่ได้ของชิ้นนี้มา เป็นของวิเศษมาก ของดีมากเลยนะ ซื้อมานี่ ๕,๐๐๐ บาท แล้วท่านก็บอกว่าถ้าหลวงพ่อธัมมะให้บวช จะถวาย แต่ถ้าสมมติหลวงพ่อไม่ให้บวช ก็จะไม่ถวาย หลวงพี่ฟังแล้วหลวงพี่ก็สะอึก ตายแล้ว การที่จะได้บวช การที่หลวงพ่ออนุญาตให้บวชนี่ มีค่าแค่ของเพียงแค่ ๕,๐๐๐ บาทหรือ เอ๊ะทำไมมันต่างกะเราเยอะ ตอนสมัยที่หลวงพี่เข้าวัดมานะ หลวงพี่มีความตั้งใจมากเลยว่าหลวงพี่จะต้องบวชให้ได้อีกครั้งหนึ่ง ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะหวนกลับมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์ให้ได้ ก็พยายามทำความดีแล้วฝึกฝนตัวเองนี่ตลอด แต่ว่าความหวังที่จะได้บวชในสมัยนั้นนี่ ค่อนข้างที่จะริบหรี่มาก เพราะได้ยินมาว่าหลวงพ่อและคณะสงฆ์และคุณยายนี่เคยพูดเอาไว้ว่าวัดเรานี่ คงจะมีพระ เอาพระสักประมาณ ๒๐ รูป ก็คงจะพอ หลวงพี่ดูแล้วตอนนั้นมีพระอยู่ทั้งหมดนี่ ๙ รูป แล้วมีพี่ๆ อุบาสกที่อยู่เหนือกว่าเราขึ้นไปนี่อีกเป็นสิบ ถ้านับแล้วนี่เราคงจะตกไปอยู่ประมาณที่ ที่สักประมาณ ๓๐ คงหมดโอกาสนะ แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อเลยนะ ก็ทำนะ ทำความดีตลอด สร้างบารมีไปตลอด โดยที่ไม่ค่อยมีข้อแม้เลยนะ ไม่ค่อยมีข้อแม้ พอประมาณปี ๒๕๒๘ นะ ๒๙ ก็เจอเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ประทับใจในการสร้างบารมีนี่เป็นอย่างยิ่ง วันนั้นเป็นวันที่จัดงานธุดงค์ปีใหม่นะ เป็นครั้งแรกเลยนะ จัดที่สภาจาก วันนั้นหลวงพ่อธัมมชโยท่านลงเทศน์ ทางหลวงพี่เองรับหน้าที่ในการประสานงานแล้วก็ทำสไลด์มัลติวิชั่น พอตอนเย็นหลวงพ่อขึ้นเทศน์ หลวงพี่ดูแลเรื่องของการคุมเสียงด้วยสมัยนั้น ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องเสียงกับพี่อีกคนหนึ่งคือพี่สมชาย หรือหลวงพี่สุคันโธในปัจจุบันนี้ แต่ว่าทั้งพี่สุคันโธ ทั้งหลวงพี่สุคันโธแต่ตัวหลวงพี่เองดูเบา ให้ความสำคัญกับการดูแลเครื่องเสียงที่หลวงพ่อขึ้นไปเทศน์นี่น้อยไป ก็มัวแต่ไปนั่งคุยกัน ไปนั่งประชุมกัน บังเอิญหลวงพ่อท่านขึ้นเทศน์ แล้วก็ทางหลวงพี่ก็ได้ฝากงานไว้ให้กับน้องอาสาสมัครคนหนึ่ง ให้ช่วยดูเรื่องเสียงให้นิดหนึ่งนะ พอหลวงพ่อขึ้นไปเทศน์ ปรากฏว่าน้องเขาคุมเสียงนี่ เขาไม่มีความชำนาญในเรื่องของการ control เรื่องเสียง เสียงมันก็เกิดหอนโว่เว่โว่เว่ ขึ้นมา จึงทำให้หลวงพ่อนี่ไม่สามารถที่จะบรรยายธรรมหรือสอนธรรมะปฏิบัติธรรมได้นี่ ในที่สุดนะ วันนั้นนี่ธรรมะที่หลวงพ่อจะให้กับญาติโยมซึ่งมากันเยอะมาก ล้มเหลว หลวงพ่อท่านลงจากอาสนะสงฆ์แล้วนะ ท่านก็เดินไปหาตรงที่หลวงพี่นั่งประชุมนั่งคุยกันอยู่ แล้วหลวงพ่อก็บอกว่าพวกเราไม่รู้จักอะไรหนึ่ง อะไรสอง ไม่รู้จักให้ความสำคัญกับสิ่งที่หลวงพ่อกำลังจะให้กับญาติโยม หลวงพ่อมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องเสียงเป็นสื่อกลางในการที่จะเออ สอนธรรมะปฏิบัติให้กับเจ้าภาพ แต่ว่าทางหลวงพี่และหลวงพี่สุคันโธในสมัยนั้นนี่ได้ทิ้งหน้าที่ตรงนี้ไป ก็ทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ครั้งนั้นนี่ เป็นครั้งที่ทำให้หลวงพี่นี่เจ็บปวดมากนะ เพราะว่าทำให้มีความรู้สึกว่าตัวเองผิดมากๆ คนที่เขาตั้งใจมาจากไกลๆ เพื่อที่จะมาฟังธรรมะ แต่มิอาจที่จะฟังธรรมะได้เพราะว่าเราบกพร่องต่อหน้าที่ วันนั้นไปกราบขอขมาหลวงพ่อ บอกหลวงพ่อครับ ผมผิดไปแล้ว ก็ขอกราบขมาหลวงพ่อ บอกว่าครั้งต่อไปจะตั้งใจให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ครั้งต่อไปนี่จะเอาหัวเป็นประกัน รับหลวงพ่อไปอย่างนี้ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าเออ มีกี่หัวก็ขาดหมด ท่านบอกว่ามีกี่หัวก็ขาดหมด ก็จริงๆ นะ พลาดครั้งนั้นแล้ว ครั้งต่อๆ มานี่หลวงพี่ก็พลาดอีกหลายครั้ง พลาดอีกหลายครั้ง ในสมัยนั้นอุบาสก อุบาสกที่อยู่ด้วยกันนี่ อยากจะให้ท่านทั้งหลายนี่ได้ทราบถึงชีวิตตอนนั้นนิดหนึ่ง อุบาสกตอนนั้นนี่ค่อนข้างที่จะประหยัดมัธยัสถ์ เพราะคุณยายนี่ท่านสอน ท่านเน้นมากเลยในเรื่องของความประหยัด เรื่องของความมัธยัส ยังจำได้นะ สมัยนั้นหลวงพี่สัมมานะ หรือว่าพี่สมบุญที่เป็นอุบาสก เป็นรุ่นพี่ๆ แล้ว ตอนนั้นเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ในอับดับต้นๆ (หมด 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) บอกให้เอาเสื้อเก่านี่ไป Turn เสื้อใหม่ได้นะที่ห้างไทยไดมารู ท่านก็เอาเสื้อไป Turn แล้วก็เอามาแจกจ่ายนะพวกเรา เราก็มีโอกาสได้ใส่เสื้อใหม่ๆ แล้วอุบาสกในสมัยนั้น หลวงพ่อท่านมีสวัสดิการให้ใช้เหมือนกัน เดือนละ ๒๐๐ บาท เดือนละ ๒๐๐ บาท ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ๒๐๐ บาทเท่านั้นนะ ๒๐๐ บาทเท่านั้น หลวงพี่เองนะ ทำงาน ในสมัยนั้นยังทำงานอยู่ประมาณ ๒๗ ๒๘ นี่ยังทำงานอยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณยายสอน แล้วก็จำนะ จำจนมาได้ถึงบัดนี้ ตอนนั้นทำงานแล้วมีเงินเดือน ก็มีพี่วิชาด้วยที่ทำงานอยู่ข้างนอก แล้วก็มีอุบาสกอีก ๒-๓ คนที่ทำงาน หลวงพี่ทำงานแล้วหลวงพี่ใช้เงินไม่เป็น คุณยายท่านจะบอกนะ ก็มีอยู่วันหนึ่งเดินคุยกันมากับหลวงพี่ประดิษฐ์ ก็เป็นอุบาสกนะ ก็บ่นกันแหละว่าเงินมันไม่ค่อยจะพอใช้ เดินมาถึงหลังครัว หลวงพี่ก็เดินแยกออกไปอีกทางหนึ่ง หลวงพี่ประดิษฐ์ท่านเดินเข้ามาในวัด มาเจอกะคุณยายนะ ที่คุยกัน คุยกันอยู่หลังวัด แต่หลวงพี่ประดิษฐ์เดินมาเจอคุณยายหน้าครัวยามา ปรากฏว่าคุณยายท่านชี้หน้าหลวงพี่ประดิษฐ์ในสมัยนั้นที่เป็นอุบาสกนะ บอกว่านี่เรา นะ ถ้าไม่รู้จักใช้เงินน่ะ ระวังนะ จะเป็นขี้ข้าของเงิน หลวงพี่ประดิษฐ์เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ท่านงงนะ เอ๊ะ เราคุยกันอยู่ข้างนอกวัดนะ ไกลตั้งประมาณ ๕๐ ๖๐ เมตร คุณยายคงไม่ได้ยินแน่เลย เอ๊ะแต่ทำไมคุณยายถึงรู้ว่าเราคุยกันถึงเรื่องนี้ จากนั้นมาไม่กี่วัน หลวงพี่ก็โดนนะ โดนคุณยายนี่ท่านสอน แต่ท่านสอนแบบเจ็บนะ เจ็บมากๆ เจ็บเพื่อให้เราจำ เจ็บเพื่อให้เราจำ แล้วก็คุณยายก็น่าจะรู้ว่าสักวันหนึ่งหลวงพี่คงได้ไปเจอกับสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง คุณยายบอกว่า เราทำงานมีเงินเดือน ให้รู้จักซื้อของมากินเองเสียบ้าง ไม่ใช่ว่ากลับมาแล้วนี่มากินแต่ของสงฆ์ของวัด ตอนนั้นเชื่อฟังคุณยายมากนะ กลัวคุณยายมาก แต่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ไม่เข้าใจนะ ไม่ซาบซึ้ง แต่ก็เชื่อนะ แล้วก็จำได้อย่างแม่นยำเลยนะ จากเหตุการณ์นะ วันนั้นนี่ จะกินอะไรที่วัดนี่กลัวมากเลยนะ กลัวมากเลย ไม่ค่อยกล้ากินอะไรที่วัดหรอกนะ มีอะไรนะที่ตอนเย็นๆ พวกปานะอะไรก็ดีนี่ ไม่ค่อยกล้ากินเท่าไรเพราะกลัวมากนะ กลัวคุณยายด้วย แล้วก็เชื่อฟัง จากนั้นมานะ หลวงพี่ลาออกแล้วก็มาอยู่ที่วัดนี้เต็มตัว พอหลังจากนั้นมานี่ไม่นาน สิ่งที่หลวงพี่ตั้งใจเอาไว้อันหนึ่งนะที่อยากจะมาเปิดเผย ณ โอกาสนี้ ตอนที่เข้ามาวัดใหม่ๆ ตอนที่มาได้เห็นนะ มาได้เห็นอุบาสก ตอนนั้นเห็นอุบาสกนี่ ค่อนข้างที่อัตคัด มีความคิดอยู่ลึกๆ เลย แหม ถ้าเราได้เป็นหัวหน้าอุบาสกนะ เราจะหาสักแสนหนึ่งนะมาเป็นกองทุนอุบาสก เป็นกองทุนอุบาสก แล้วมีความอยากเป็น บอกอยากจะเป็นจังเลยหัวหน้าอุบาสก แต่ไม่กล้าบอกใครนะ เก็บสิ่งนี้เอาไว้ในใจลึกๆ พอมาประมาณปี ๓๑ ๓๒ ประมาณนั้นเริ่มมีเค้านะ เริ่มมีเค้า จากที่เป็นอุบาสกที่อยู่อันดับท้ายๆ ก็ไม่รู้นะ ไปต้องตาต้องใจพระเถระหรือว่าพระเออ รุ่นพี่ๆ และหลวงพ่อได้ยังไงก็ไม่รู้ ก็มีโอกาสได้มาเป็นคณะกรรมการ คณะกรรมการในการดูแลอุบาสก จากนั้นมาประธานอาศรมอุบาสกต้องบวชไปคือหลวงพี่สุคันโธ ตำแหน่งประธานอุบาสกก็ตกมาที่หลวงพี่ แต่พอรู้ว่าต้องมาเป็นประธานอาศรมอุบาสก ตกใจมากนะ ตกใจมากเลย เพราะว่ากลัวนะ กลัว ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าเอ๊ะ เราจะมาได้ยังไงนะ แล้วก็ไม่อยากเป็นแล้ว ตอนนั้นบอกไม่อยากเป็นแล้วนะ แต่ว่าด้วยภาระหน้าที่แล้วก็สิ่งที่หมู่คณะและหลวงพ่อมอบหมายให้ก็รับนะ รับ รับไปทั้งๆ ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไรเลยนะ ทำอะไรก็ยังงูๆ ปลาๆ ยังไม่ค่อยเป็นนะ การฝึกตัวจริงๆ ก็ยังน้อยอยู่ แต่อาศัยทีม อาศัยทีมที่ดี ก็เลยตอนนั้น ตั้งคณะกรรมการอาศรมขึ้นมา ก็มีหลวงพี่ประดิษฐ์ หลวงพี่อุดม หลวงพี่สุงในสมัยนั้น รวมกันตั้งเป็นคณะกรรมการอาศรม ใครเคยได้ยินคุณธรรมอะไรจากคุณยาย คุณยายเคยสอนอะไรไว้ เรามาช่วยกันนะ เรามาช่วยกันดูแลน้องๆ น้องๆ ในสมัยนั้นมีอยู่ประมาณสัก ๗-๘๐ คน ช่วยกันทำ ช่วยกันฝึกน้องๆ นะ ใครที่เคยได้ยินได้ฟังหลวงพ่อธัมมะก็ดี หลวงพ่อทัตตะก็ดีสอนไว้ว่าอย่างไร เรามาช่วยกัน สมัยนั้นเราพลิกฟื้นสถาบันอุบาสกขึ้นมา จนกระทั่งเป็นปึกแผ่นนะ จากอุบาสกนี่กระจัดกระจายอยู่หลายที่ นะหลายที่ ๓-๔ ที่ รวมกันมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ แล้วก็พัฒนานะ ปรับปรุงอาศรมอุบาสกจนกระทั่งเป็นอาศรมอุบาสกที่เรียกว่าสมบูรณ์ อาศรมอุบาสกตอนนั้นนี่ ระเบียบวินัยนี่เรียกว่าเยี่ยมมาก เยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตากผ้าก็ดี การอาบน้ำ การพับผ้า หรือเครื่องใช้ต่างๆ ในอาศรมนี่ทุกอย่างจะต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย เปะกันหมด ตากผ้า ชายผ้านี่เท่ากันเปะ เท่ากันเปะ กางเกงนะ ใช้กางเกงบอลอาบน้ำนี่ กางเกงบอลอาบน้ำก็ต้องตากเป็นระเบียบเรียบร้อย เปะหมดนะ ขันอาบน้ำ ที่วางสบู่นะ ทุกสิ่งทุกอย่างนะ เป็นระเบียบเรียบร้อยหมด สิ่งเหล่านี้ที่เราสามารถที่จะพลิกฟื้นอาศรมอุบาสกขึ้นมาได้นี่ ใช่ว่าพวกเราจะเก่ง คณะกรรมการอาศรมไม่ได้เก่งเลย ไม่ได้รู้ขึ้นมาเองเลย สิ่งเหล่านี้ทุกคนรวบรวมเอามาจากสิ่งที่คุณยายสอนไว้ทั้งนั้น สอนทั้งนั้นเลย ท่านแนะนำ ท่านสอนเอาไว้นี่ เราก็เอามาถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องๆ นี่ได้รับฟัง น้องๆ อุบาสกในสมัยนั้นก็น่ารักมาก เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอะเจอคุณยาย แต่เขาก็เชื่อฟัง แล้วได้ยินว่าสิ่งนี้คุณยายได้เคยแนะนำ เคยสอนเอาไว้ เขาก็ปฏิบัติตาม ทำตามนะเป็นอย่างดี อยู่มาประมาณปี ๒๕๓๕ หลวงพี่ขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพ อยู่ได้ประมาณสัก ๖ เดือน หลวงพ่อส่งให้หลวงพี่นี่ไปอยู่ที่อำเภอฮอด ก็คือที่สวนพนาวัฒน์นะ สวนพนาวัฒน์ในปัจจุบัน เมื่อประมาณปี ๒๕๓๖ ตอนต้นปี ไปอยู่ที่นั่นตอนแรกๆ เลยนะ มีกันอยู่ด้วยกันนี่ ๒-๓ คน พื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๘๐๐ ไร่นะ ๘๐๐ ไร่ หลวงพ่อต้องการให้สถานที่ตรงนั้นนี่เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของเจ้าหน้าที่ ของบุคลากรภายใน แล้วก็เป็นของเจ้าภาพ งานที่ได้รับมอบหมายที่ขึ้นไปอยู่ ตรงนั้นก็เกี่ยวกับเรื่องของงานก่อสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ที่พัก โรงอาหาร เกี่ยวกับเรื่องระบบน้ำระบบไฟ เกือบทั้งนั้นนะ ไม่เป็นเลยนะ ไม่มีความรู้เลยนะ แต่ว่าด้วยภาระหน้าที่ที่หลวงพ่อท่านมอบหมายให้แล้ว พอไปอยู่ตรงนั้นก็ต้องตั้งหลักนะ เริ่มนะ พอไปอยู่ตรงนั้นเริ่มคิดถึงครูบาอาจารย์ เริ่มคิดถึงคุณยาย เริ่มคิดถึงแล้วนะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าไปตรงนั้นเราต้องพึ่งตัวเอง เราห่างครูบาอาจารย์ ห่างหลวงพ่อ ห่างคุณยาย ไม่มีโอกาสนะที่จะขอคำแนะนำท่านนะ เราต้องดูแลตัวเราเองนะ แล้วก็ต้องดูแลหมู่คณะด้วย หลวงพี่ก็เริ่มทำงานกัน ไปอยู่ใหม่ๆ ไปอยู่ใหม่ๆ พื้นที่มันเยอะนะ งานก่อสร้างก็ทำไป แล้วไอ้พื้นที่ว่างๆ ก็เยอะ เอ๊ะ จะทำอะไรนะ พื้นที่ว่างๆ นึกอะไรไม่ออกนะ ก็ปลูกกล้วยนะ ปลูกกล้วย แต่จริงๆ ตอนนั้นนี่ไม่ได้คิดถึงนะ ไม่ได้คิดถึงว่าตอนสร้างวัดใหม่ๆ คุณยายก็เคยปลูกกล้วย แต่มันเป็นเหตุที่อัศจรรย์มากนะ มีอยู่สิ่งหนึ่งนะที่อยากจะถ่ายทอดให้ท่านทั้งหลายได้ฟังก็คือหลวงพี่เองทุกวันทุกคืนก่อนที่จะนอน หลวงพี่จะกราบนะ กราบระลึกนึกถึงหลวงพ่อ กราบนึกถึงคุณยาย แล้วก็อธิษฐานนี่ทุกคืนเลย ทุกคืนนะจะต้องนึกถึงหลวงพ่อ นึกถึงคุณยายก่อนนอน แล้วก็ขอให้ตัวเองได้สร้างบารมีติดตามหลวงพ่อและคุณยายไปให้ได้ตลอดรอดฝั่งทุกภพทุกชาติ อธิษฐานอย่างนี้นี่ทุกคืนทุกคืน แปลก งานที่ทำ เวลาทำไปนี่ บางทีนี่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าสมัยก่อนคุณยายหรือหลวงพ่อได้ทำยังไงไว้ แต่ว่าสิ่งที่มันหลุดออกมาหรือสิ่งที่เราทำได้ลงไปนี่ พอมาทบทวนเอา หรือได้สอบถามบางท่าน ไปตรงกับสิ่งที่หลวงพ่อและคุณยายนี่เคยได้บุกเบิกวัดพระธรรมกายมา อย่างยกตัวอย่างเรื่องของการปลูกกล้วย หลวงพี่ก็ลุย ปลูกกล้วยเลยนะ ปลูกๆๆๆ ตอนนั้นก็คิดว่าปลูกไปเยอะๆ เดี๋ยวก็เอาไว้กิน ถ้ากินไม่หมดนะ ก็เผื่อไว้ ถ้าไม่งั้นก็ขายนะ ไม่งั้นก็ส่งมาที่วัด เอามาทำบุญนะ ทำอย่างนี้นะ ทำอย่างนี้ ปลูกไว้เต็มเลย ย่านนั้นคิดว่าหลวงพี่เป็นบุคคลที่ปลูกกล้วยนี่มากที่สุด หลวงพี่ปลูกไว้เป็นหมื่น ประมาณสัก ๕๐ ไร่ถ้าจะได้นะ หลวงพี่ปลูกไว้เต็มไปหมดเลย กล้วย ก็ยังมีพื้นที่ว่างๆ นะ เหตุการณ์ในช่วงนั้นก็เกิดขึ้นอีกนะ สำหรับที่ทำให้หลวงพี่นี่จดจำในการสร้างบารมี หลวงพ่อท่านไปเยี่ยมที่พนาวัฒน์ ท่านได้ไปเห็นนะ บางสิ่งบางอย่างเราปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดความรกนะ รก หญ้านี่ขึ้นท่วมไปหมดเลยนะ มีหญ้าคอมมิวนิสต์ ไปใหม่ๆ นี่หญ้าคอมมิวนิสต์ไม่มี แต่ไปอยู่ได้สัก ๒-๓ ปี หญ้าคอมมิวนิสต์มาจากไหนก็ไม่รู้ มันขึ้นเต็มไปหมด ในสวนลิ้นจี่ก็เต็มไปหมดนะ หลวงพ่อไปเห็น หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ตำหนิว่าอะไรมากนะ หลวงพ่อบอกเออ ถ้าเราไม่มีเวลา เราช่วยไปหาคนให้หลวงพ่อสักร้อยหนึ่ง เดี๋ยวหลวงพ่อจะลุยเอง เราไม่ต้องทำก็ได้ โอ้โฮ ขาอ่อนเข่าอ่อนไปหมดเลย พลาดอีกแล้วเรานะ เหมือนที่หลวงพ่อพูดไว้ไม่มีผิด มีสักร้อยหัวก็ขาดนะ มีร้อยหัวก็ขาด จากนั้นนะ หลวงพ่อท่านลุยเองเลย หาคนงานมา หลวงพ่อท่านก็สั่งงานเอง ลุยเอง ท่านก็ลุยได้วันสองวันนะ หลวงพี่ก็ลุยต่อ สิ่งที่ได้เห็นนะ ปราบหญ้าคอมมิวนิสต์นี่ยาก แต่ว่าตอนสมัยเป็นอุบาสกนี่เคยเห็นนะ เคยเห็นคุณยายนี่ข้างวัดมันมีหญ้าคอมมิวนิสต์นี่เยอะ คุณยายเห็นหญ้าคอมมิวนิสต์ไม่ได้เลยนะ เห็นปั๊ปนี่ ท่านเดินปรี่เข้าไปเลยนะ ถอนๆๆๆ ทิ้งหมดนะฮะ แล้วท่านเคยพูดเอาไว้ไอ้หญ้าคอมมิวนิสต์นี่ต้องถอนตั้งแต่ต้นที่มันยังเป็นอ่อนๆ อยู่ อย่าให้มันออกดอก ถ้ามันออกดอกนี่เดี๋ยวมันลามนะ กว่าหลวงพี่จะปราบหญ้าคอมมิวนิสต์ที่พนาวัฒน์ได้ ๒ ปีเต็มๆ นะ การปราบหญ้าคอมมิวนิสต์หลวงพี่ก็ได้จากคุณยายนี่แหละนะ พอช่วงนั้นขุดมันทิ้งหมดเลยนะ หลวงพ่อบอกให้ขุดๆ ขุดทิ้งหมด ฝนตกมันขึ้นใหม่ ขึ้นใหม่ปั๊ป หลวงพี่ก็ขุดทิ้งอีกนะ ขุดทิ้งอีก ขุดทิ้งตอนที่มันยังเขียวๆ อยู่ มันยังไม่ออกดอก พอจากนั้นมาอีกปี ๑ ฝนมันตกมา มันก็ยังมีเศษนะขึ้นอยู่บ้าง ขุดมันอีก ในที่สุดมันก็หมด คือขุดถอนรากถอนโคนเหมือนที่คุณยายท่านเคยได้สอนเอาไว้ ที่พระอาจารย์บางรูปเคยได้เล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังแล้วนะ คุณยายถอนหญ้าขุดหญ้า ท่านเอาถอนรากถอนโคน แม้แต่การถอนหญ้า การปราบหญ้า ปราบวัชพืช หลวงพี่ก็เอาแบบอย่างจากคุณยาย สิ่งที่คุณยายได้ทำให้ดู ท่านได้แนะนำเอาไว้ เอาไปใช้ที่โน่น เหตุการณ์นะ จนกระทั่งมาช่วงประมาณปีนะ ปี ๒๕๔๐ เป็นปีที่หลวงพี่สมหวังที่สุดคือหลวงพ่อได้อนุญาตหลวงพี่นี่บวช ๑๖ ปีเต็มๆ นะ สำหรับการที่หลวงพี่ได้เข้ามาสร้างบารมีอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๐ นะ กว่าหลวงพี่จะได้บวช ระยะเวลานี่ยาวนานพอสมควรนะยาวพอสมควร วันนั้นเป็นวันที่สมหวังมากๆ เป็นวันที่สุขใจมาก วันที่หลวงพี่นี่ไปกราบลาคุณยาย แล้วก็ให้คุณยายนี่ขลิบผมให้ อาการกิริยาของคุณยายก็มีความสุข ท่านจับไหล่นะ แล้วก็ถ่ายรูปร่วมกับท่าน กราบท่านนะ แล้วท่านก็ลูบศีรษะ จับไหล่ ท่านยิ้มเบิกบาน แววตาของคุณยายสดใส เป็นกันเองกับหลวงพี่นี่มากเลยนะ รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งหลวงพี่บวช แล้วก็ไปหาคุณยายอีก เพราะว่าคุณยายจะถวายปัจจัยแล้วก็ถวายดวงแก้วที่อาคารดาวดึงส์ หลวงพี่เข้าไปหาคุณยาย เข้าไปถึงนี่ ทำตัวลำบาก เมื่อวานยังกราบคุณยายอยู่เลยนะ คุณยายยังหัวเราะเบิกบานอยู่ วันนี้เราเป็นพระแล้ว เราไหว้คุณยาย กราบคุณยายไม่ได้ แต่คุณยายกลับต้องมาไหว้เรา กราบเรา ก็ไปเจอคุณยายนะ คุณยายก็ยกมือไหว้ ท่าทางของคุณยายนี่เปลี่ยนไปจากวันก่อนทันที วันนี้คุณยายนี่ให้ความเคารพ ให้ความยำเกรงกับพระแม้บวชใหม่ ยังไม่ถึงวันเลยนะ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านนี่แท้ๆ นะ ท่านไหว้ แล้วท่านก็ถวายของ ท่านยิ้มด้วยความสุข ความเบิกบาน แต่กิริยาอาการของคุณยายนี่ นอบน้อมมากนะ นอบน้อมให้ความเคารพมาก หลวงพี่นี่ปีติแล้วก็ตื้นตันเป็นอย่างยิ่ง เป็นวันที่มีความสุข เป็นวันที่สมหวังนะ นี่คือชีวิตของการสร้างบารมีของหลวงพี่ ย้อนกลับไปนิดหนึ่งนะ ที่หลวงพี่อยากจะให้ข้อคิดสำหรับท่านทั้งหลาย หรือว่าอุบาสก อุบาสิกา หรือเพื่อนสหธรรมิกที่เข้ามาร่วมสร้างบารมีด้วยกันที่วัดพระธรรมกาย หลวงพี่อยากจะให้พวกเรานี่แยกแยะที่หลวงพี่ได้เล่าเมื่อตอนกลางๆ นะ ตอนกลางๆ เกี่ยวกับเรื่องของพระรูปหนึ่ง พระท่านหนึ่งที่ท่านได้ลงมือลงไม้กับอุบาสก ซึ่งจริงๆ แล้วท่านเองท่านมีบุญคุณกับหลวงพี่มากทีเดียวนะ แล้วก็เพื่อนๆ อุบาสกด้วยกัน แล้วก็รุ่นพี่ของอุบาสกในสมัยนั้นก็เป็นบุคคลที่รักกันมาก สนิทกันมากทีเดียว แต่บุคคลเหล่านั้นต้องหันหลังให้กับวัดพระธรรมกาย ต้องออกจากวัดพระธรรมกายไป ด้วยการที่ท่านเหล่านั้นนี่ไม่รู้จักแยกแยะ ไม่รู้จักคิด พระรูปนั้นที่ลงมือลงไม้กับอุบาสก มีบุญคุณกับหลวงพี่ก็จริงอยู่ แต่การที่หลวงพี่ได้มีโอกาสเข้ามาอาศัยวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีหลวงพ่อธัมมชโยเป็นหลักชัย มีหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นรอง แล้วก็มีคุณยาย มีพระเถระทั้งหลาย มีพระรุ่นพี่ๆ ที่เป็นคณะสงฆ์อยู่ ตรงนั้น คำสอนที่หลวงพ่อเคยสอนเมื่อตอนปี ๒๕๒๙ มันดังก้องอยู่ในใจอยู่ตลอด ถ้าเราไม่รู้จักอะไรหนึ่ง อะไรสอง เราจะมีโอกาสที่จะพลาด แล้วหลวงพี่ก็พลาดมาหลายครั้ง แต่ช่วงวิกฤตของชีวิตประมาณปีเออ ๒๕๓๑ ตอนต้นๆ ปีนี่ หลวงพี่ได้คำสอนของหลวงพ่อธัมมะนี่แหละเป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิตของหลวงพี่ ตอนนั้นหลวงพี่เริ่มแยกแยะแล้วนะว่าใครเป็นหนึ่ง อะไรเป็นหนึ่ง อยู่ในวัดพระธรรมกาย เราต้องเอา หลวงพ่อธัมมชโยเป็น ๑ อันดับ ๒ ที่หลวงพี่ยึดเหนี่ยวมากก็คือหลวงพ่อทัตตชีโว อันดับ ๓ คุณยายของเรา หลวงพี่เทิดทูนท่านทั้งสามเอาไว้นี่อยู่เหนือเศียรเกล้า หลวงพี่จะยกท่านเอาไว้อยู่เหนือความถูกผิดทั้งปวง หลวงพี่จะไม่วิจัย วิจารณ์ วิพากวิจารณ์ หรือเอาเออ ท่านนี่มาขบคิด หลวงพี่จะยกท่านเอาไว้นี่อยู่สูงสุดนะ อยู่เหนือเศียรเกล้าเลยนะ ท่านจะต้องอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง พอเกิดเหตุการณ์คับขัน บุคคลบางบุคคลมีบุญคุณ บุคคลรักกันมาก แต่ว่า คำว่า บุญคุณกับคำว่า พระคุณที่หลวงพ่อได้ให้ ที่คุณยายได้ให้ มันต่างกัน บุญคุณเราสามารถที่จะตอบแทนได้ แต่พระคุณที่หลวงพ่อให้ ที่คุณยายให้ มิอาจที่จะตอบแทนได้เลย หลวงพี่เองนะตัดสินใจในครั้งนั้นไม่ผิด เพราะว่าท่านเหล่านั้นที่ออกไปจากวัด ก็มาเกลี่ยกล่อมหลวงพี่เหมือนกันนะ ยุหลวงพี่เหมือนกันให้หลวงพี่นี่แตกจากหลวงพ่อ แตกจากยาย แตกจากหมู่คณะ แต่ว่าบังเอิญที่หลวงพี่ หลวงพี่มีบทเรียนแล้วก็จำมาตลอดนะ ที่หลวงพ่อท่านได้ให้บทเรียนที่ทำให้หลวงพี่นี่ต้องจดจำชั่วชีวิต ครั้งนั้นนะผ่านพ้นไปนะ ทำให้หลวงพี่นี่สามารถที่จะอยู่วัดพระธรรมกายได้ ถ้าหลวงพี่ไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไร ๑ อะไรเป็น ๒ ครั้งนั้นนี่หลวงพี่ก็คงจะติดตามบุคคลเหล่านั้นนี่ออกจากวัดไปแล้ว ออกจากวัดไปแล้ว ก็อยากจะฝากนะท่านทั้งหลายเอาไว้ การที่เราจะอยู่ที่วัดพระธรรมกายหรือว่าท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ จะสร้างบุญสร้างบารมีที่วัดนะ ให้ไปได้ให้ตลอดรอดฝั่ง สิ่งที่หลวงพี่อยากจะฝากเอาไว้นะ เราต้องมีหลวงพ่อธัมมะเป็น ๑ หลวงพ่อทัตตะ แล้วก็ต้องเรียงลำดับรองๆ ลงไป แล้วสิ่งหนึ่งนะที่เราจะต้องยึดให้สูงสุดเลยก็คือธรรมะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าถ้าเราไม่หนักแน่นจริง บางวันบางครั้งถ้าเราถูกหลวงพ่อก็ดีนะ หรือว่าพระอาจารย์ก็ดีตำหนิเรา ถ้าเราน้อยใจ เสียใจ เราไม่มีอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยว เราอาจจะหลุดไปก็ได้ เราจะต้องจากออกไปเหมือนบุคคลหลายๆ คนที่ต้องจากเราไปอย่างน่าเสียดายนะ แต่ถ้าเรามีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว คิดว่าเราคงอยู่ได้รอด อยู่ได้ตลอด สำหรับหลวงพี่เอง หลวงพี่ก็มีนะ หลวงพี่จะต้องยึดธรรมะ แล้วก็ยึดหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว และคุณยายนี่เอาไว้อยู่เหนือเศียรเกล้าสูงสุด หลวงพี่จะไม่ล่วงเกินท่าน ไม่เอาท่านมาวิจัย วิจารณ์อะไรทั้งนั้น นี่คือสิ่งที่ทำให้หลวงพี่นี่เอาตัวรอด และรอดพ้นนะ หลวงพี่แยกแยะมาตลอด เจอเหตุการณ์ที่วิกฤตอะไรก็แล้วแต่ ก็สามารถที่จะฟันฝ่า ผ่านพ้นอุปสรรคนี่มาได้ วันนี้ก็คิดว่า หลวงพี่ก็คงพักเอาไว้เพียงเท่านี้ เพราะว่าล่วงเลยเวลามามากพอสมควรแล้ว ก็อยากจะให้นะ พวกเราเป็นข้อคิดอีกนิดหนึ่งนะ ในเบื้องท้ายที่จะฝากไว้ คุณยายท่านได้ละสังขารไปจากพวกเราไปแล้ว แต่ว่าท่านไปแต่กายเท่านั้น ท่านได้ฝาก ท่านได้ทิ้งสมบัติอันล้ำค่าเอาไว้ให้กับพวกเราอย่างมากมาย ขึ้นอยู่ว่าพวกเราทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลายจะหยิบ จะฉวย จะตักตวงกันเอาไปนี่ได้มากน้อยเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราเองนะ ท่านทิ้งไว้ให้เรานี่หมดเลย ไม่ว่ามนุษย์สมบัติก็ดี ทิพยสมบัติก็ดี หรือนิพพานสมบัติก็ดี ท่านวางเอาไว้ ท่านทิ้งเอาไว้ ท่านไม่ได้เอาติดตัวนะ เอาไปด้วยเลย ท่านยังรักเป็นห่วงพวกเรานะ แล้วก็ฝากเอาไว้ให้พวกเรานี่ได้ตักตวงนะ มนุษย์สมบัติก็คืออะไร ก็คือคุณสมบัติ รูปสมบัติของพวกเรานั่นเอง เราก็คงจะได้จากอะไร ก็ได้จากคำสอนของคุณยาย มารยาทนะที่คุณยายได้สอนเอาไว้ วินัยต่างๆ กฎระเบียบต่างๆ ที่คุณยายเคยตั้งเอาไว้ เคยสั่งสอนเอาไว้ ถ้าเราได้ทำในสิ่งเหล่านี้ เราคงได้ทั้งคุณสมบัติ รูปสมบัติ ก็คือได้มนุษย์สมบัติที่สมบูรณ์ ทิพยสมบัติก็คือ บุญต่างๆ นั่นเอง ที่คุณยายนี่ท่านได้ทิ้งไว้ให้ เจดีย์ก็ยังไม่เสร็จ ศาลาหลังนี้สภาธรรมกายสากลของเราก็ยังไม่เสร็จ วิหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ยังไม่เสร็จ พวกเรานะ ตักตวงกันไปเถอะให้เต็มที่ เพื่อที่เราจะได้ทิพยสมบัติในภายภาคหน้า นิพพานสมบัติ คุณยายท่านก็ได้ฝากเอาไว้ ธรรมะไงล่ะ ธรรมะที่คุณยายของเราได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วท่านก็เอามาถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเรา แล้วก็กับพระอาจารย์อีกหลายๆ รูป ให้เราตักตวงกันให้เต็มที่ ให้เราตั้งใจปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ เราก็จะได้เป็นอย่างคุณยาย เป็นเหมือนคุณยาย วันนี้หลวงพี่ก็ขอจบไว้เท่านี้นะ แล้วก็ขอเชิญท่านทั้งหลายหลับตาทำสมาธิกันสักครู่นะ ให้เราระลึกนึกถึงคุณยาย หลวงพ่อได้บอกเอาไว้เมื่อวันทอดกฐินที่ผ่านมา ถ้าเราสามารถที่จะสื่อสารกับคุณยายได้ ก็จะทำให้คุณยายมีความสุข มีความปีติ ดังนั้นให้พวกเราได้ตั้งใจนะ ทำสมาธิกัน ทำใจของเราให้ใส ให้ละเอียด นึกภาพของคุณยายเอาไว้ที่กลางกายของเราทุกๆ คน ทำใจของเราให้ใส ให้สะอาด นึกภาพของคุณยายให้ชัด ให้ใส ให้แจ่ม ต่างคนต่างทำกันไปสักครู่หนึ่งนะ สัพเพพุทธา…. PAGE PAGE 16/ NUMPAGES 16 431107FW-AAT