ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ภูมิหลังของการขยายตัวครั้งสำคัญๆ ของวัดพระธรรมกาย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระญาณารักโข : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นประทีปเอกของโลก นมัสการพระมหาเถรานุเถระ และพระเถระผู้มีอายุพรรษากาลมากกว่ากระผม เจริญพร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกคน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นโอกาสดีอีกวันหนึ่งที่พวกเราได้มาฟังสวด แล้วก็มาเรียนรู้เบื้องหลังแห่งความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย ซึ่งได้อาศัยคุณยายนั่นแหละเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดเลย เมื่อคราวที่แล้ว หลวงพี่ได้มีโอกาสได้เล่าให้พวกเราถึงชัยชนะสำคัญของคุณยายถึง ๗ ครั้ง ซึ่งส่งผลให้พวกเราได้ตั้งมั่นมาถึง ณ วันนี้ได้ ก็ขอทบทวน ๗ ครั้งที่ได้เล่าให้ฟังก็คือ ครั้งที่ ๑ ชัยชนะแต่ละครั้งของคุณยายนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง คือเหนือบุคคลธรรมดาจริงๆ ซึ่งคนธรรมดานี่ทำไม่ได้ ตั้งแต่ครั้งแรกก็คือวันที่คุณยายตัดสินใจออกจากบ้านในภาวะที่ตัวเองนี่สมบูรณ์ มีความพร้อมทีเดียว อายุ ๒๕ ปี ที่มีความพร้อมเพราะว่าคุณยายท่านเป็นที่รักของทุกคน เป็นที่รัก เป็นผู้มีความขยัน สามารถอยู่ได้อย่างมีความผาสุก แต่การที่คุณยายตัดสินใจเข้าไปตามหาพ่อ โดยต้องเข้ากรุงเทพฯ เป็นการตัดสินใจที่เหนือกว่าคนธรรมดาจริงๆ ลองย้อนถามตัวเองดูก็ได้ ถ้าเรามีความสุขอบอุ่นในครอบครัวเรา เราจะออกจากบ้านไหม แต่คุณยายท่านตัดสินใจครั้งนั้นเด็ดเดี่ยวมากเลย ครั้งที่ ๒ ก็คือการที่คุณยายเข้าถึงธรรมะในภาวะที่เป็นผู้รับใช้คนอื่น ปกติผู้รับใช้นั้นย่อมมีกิจมาก กิจไม่มีเวลาว่างเลยนี่ มีงานทั้งวัน โดยภาวะปกติแล้วคนทั่วไปย่อมเหนื่อย แล้วก็มักจะพักผ่อนไปเลย ไม่สามารถจะมีความคิดถึงการปฏิบัติธรรม แต่คุณยายท่านเข้าถึงในภาวะตอนนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่มาก ลองถามตัวเองดูก็ได้ ในที่นี้หลวงพี่คิดว่าไม่มีใครหรอกที่มีภารกิจมากเท่ากับคุณยายของเรา ในที่นี้มีใครบ้างต้องไปเตรียมเรื่องการบ้านการเรือนทั้งหมดตลอดเวลา แต่คุณยายต้องเตรียมทั้งหมดเลย แต่คุณยายก็สามารถที่จะแบ่งเวลา สามารถที่จะมีความเพียรเข้าถึงธรรมกายได้ การเข้าถึงธรรมกายนั้นไม่ใช่ของง่าย เราก็ทราบกันดี บางครั้งมาก็มานั่งกันกับหลวงพ่อเป็นเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีแล้ว ดวงบางคนยังไม่เคยเห็นเลย แต่คุณยายนี่นะเข้าถึงในภาวะที่ถูกบีบคั้น ท่านก็เข้าถึงได้ อาศัยพระธรรมกายไปช่วยพ่อได้ตามเป้าหมายที่คุณยายอยากจะพบได้ในที่สุด ครั้งที่ ๓ ก็คือตอนคุณยายได้ออกบวช ถือเพศประพฤติพรหมจรรย์นั่นแหละ เป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างจะยากมาก ในสมัยก่อนคนที่คิดอย่างนี้ไม่มีหรอก แต่คุณยายตั้งใจบวชเลยนั่นแหละ เป็นการบวชซึ่งไม่เหมือนใคร คือเช่าผ้าเขามาบวช แม้จะเช่าผ้ามาบวช แต่คุณยายก็บวชทั้งชีวิตจริงๆ ถวายชีวิตเลย ซึ่งภาวะของครั้งนี้ต่างหากล่ะเป็นความสำคัญ เพราะความที่คุณยายอยู่ในภาวะของความเป็นแม่ชีหรืออุบาสิกานั่นแหละ ทำให้คุณยายได้โอกาสสำคัญคือการศึกษาวิชชาธรรมกาย ได้อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกท่านหนึ่งก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถ้าคุณยายท่านไม่ตัดสินใจที่จะออกบวชแล้วนี่ โอกาสที่จะศึกษาสิ่งนี้คงเป็นไปไม่ได้ ครั้งที่ ๔ ที่สำคัญ เมื่อมาพบหลวงพ่อแล้วท่านก็มีความเพียรไม่ย่อหย่อนเลย ตั้งแต่วันแรกที่พบ มีความเพียรตลอดเวลา กระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านชื่นชมคุณยายว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ท่านมีความพากเพียรนั่งธรรมะทุกวัน วันละ ๑๒ ชั่วโมง เช้า ๖ ชั่วโมง กลางคืนก็ ๖ ชั่วโมง ติดต่อเนื่องกันเป็นเวลา ไม่ใช่วัน ไม่ใช่เดือน หลายๆ ปี เป็น ๑๐ ปีทีเดียว ต่อเนื่องในความเพียรมาก คนอื่นเมื่อถึงเวลาเลิกแล้ว ออกไปก่อน คุณยายจะนั่งต่อ นั่งต่อสักครึ่งชั่วโมง เพื่อจะดูว่าหลวงพ่อท่าถ่ายทอดวิชชาให้กับภาค ๒ อย่างไรบ้างนี่ กระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านชมว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง มาถึงครั้งที่ ๕ คือการที่ได้รับคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เผยแพร่วิชชาธรรมกาย หลวงพ่อ แล้วคุณยายท่านก็รู้ดีว่าบุคคลที่มีความสำคัญมากในการที่จะดำรงรักษาซึ่งวิชชาธรรมกาย และสามารถเอาวิชชาธรรมกายไปเผยแพร่ยังชาวโลกได้ คือต้องพบผู้สืบสานที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งให้ตามมาเกิด ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ คุณยายเราต้องปักหลักคอยกระทั่งพบผู้สืบสานได้ในที่สุด ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของเรานั้น รอคอยจนพบ แล้วก็ทำหน้าที่สมบูรณ์แบบคือถ่ายทอดวิชชาธรรมกายจนหมดสิ้น สิ่งใดที่ได้เรียนรู้มาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ คุณยายท่านก็ถ่ายทอดทุกอย่างจนหมดสิ้นให้แก่หลวงพ่อของเรา ให้แก่ผู้สืบสานอย่างสมบูรณ์แบบ ครั้งที่ ๖ ยิ่งสำคัญที่จะมาขยายความในวันนี้ ที่คุณยายได้มีส่วนวางรากฐานวิชชาธรรมกายอย่างสำคัญยิ่งเลยในยุคปัจจุบันนี้ ได้มีส่วนสนับสนุนทุกอย่างเลย เพราะแผ่นดินที่คุณยายท่านหามาให้พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ๑๙๖ ไร่ก็ดี กระทั่งมาถึงยุคปัจจุบันนี้ ณ ที่ตรงนี้ ณ แผ่นดินตรงนี้แหละ ได้ก่อให้เกิดมิติใหม่ในการทำงาน ขยายงานให้แก่พระพุทธศาสนา เป็นมิติใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน สิ่งที่อยากจะเล่าถึงก็คือระบบนั่นเอง การที่ธรรมกายจะขยายไปทั่วโลกได้ เราต้องมีระบบรองรับที่ดี ระบบนั้นจะยืนยาวกว่าพวกเรา พวกเราอยู่กันไม่กี่ปี เราก็คงลาโลกแล้ว แต่สิ่งที่จะสามารถให้ธรรมะยืนยาวต่อไปก็คือระบบ ในช่วงระยะเวลาเมื่อวัดพระธรรมกายเราตั้งมั่นได้ดีแล้ว มั่นคงโดยอาศัยความรอบคอบของคุณยายในการออกระเบียบต่างๆ กระทั่งวัดเรามั่นคงดี ถึงเวลาที่เราจะเปิดฉากรุกออกไปในวงกว้างแล้ว จุดเริ่มต้นที่มีความสำคัญมากกระทั่งเราทำงานได้ถึงปัจจุบันนี้ หลวงพี่คิดว่าก็คือระบบผู้นำบุญนั่นเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านได้หน่วยงานขึ้นหน่วยงานหนึ่ง ตั้งชื่อไว้ว่ากองทะลวงฟัน ท่านเอาคัดอุบาสก อุบาสิกา และเจ้าภาพของท่านรุ่นแรกอบรมทุกอย่างให้มีความพร้อมที่จะไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร จุดนี้สำคัญมาก สมัยก่อนเองวัดเราจะมีผ้าป่าสามัคคี ก็จะเป็นกองเดียวเหมือนกับทั่วๆ ไป ใครเป็นประธานใหญ่ก็จะมีรายชื่อมากมาย แล้วก็ชวนกันมาทำบุญ ซึ่งระบบนี้ก็ใช้กันทั่วไปนั่นแหละ แต่การที่มีหน่วยงานหน่วยนี้เกิดขึ้นมานั่นเอง ซึ่งสมัยนั้นก็จะมีตั้งแต่หลวงพี่ตักกะ หลวงพี่วิชเชสโก ของเรา หลวงพี่อิทธิจินตโก หลวงพี่สัมมาปุญโญ หลวงพี่สุธัมโม พี่อารีพันธ์นี่แหละ และเจ้าภาพทางข้างนอกอีก ๒ ท่าน ซึ่งเป็นต้นบุญของพวกเราคือคุณเพ็ญจันทร์ คณะฤกษ์ ชุดนี้ได้เปลี่ยนถือว่าเป็นการปรับโฉมใหม่ทีเดียว จากกฐินหรือผ้าป่าที่เรามีกองเดียว ก็มาสู่ยุคที่เราเป็นกฐินผ้าป่าสามัคคีจริงๆ เป็นครั้งแรกในวงการ โดยใช้วิธีการให้ไปเชิญชวนให้ทุกคนมีโอกาสได้เป็นประธานกองหมดเลย ดูเหมือนธรรมดานะ แต่จริงๆ จุดนี้สำคัญเพราะทุกคนเองส่วนใหญ่ คนทั่วไปคิดไม่ถึงว่าตัวเราเองนี่เป็นประธานกองสามัคคีได้ แต่ก่อนก็คิดว่าการเป็นประธานกองต้องเฉพาะคนที่เขามีทรัพย์ ส่วนใหญ่นิยมเป็นกรรมการ ประธานกองไม่ค่อยอยากเป็นกัน แต่การที่หลวงพ่อท่านได้อบรมชุดนี้แหละ แล้วก็เอาหนังสือธรรมะ เดินสู่ความสุข หนังสือก่อนไปวัด ไปเยี่ยมเยียนกับบุคคลต่างๆ ได้ประกาศชี้แจงเขา ได้มีโอกาสคุยกะเขา ยกฐานะเขา จากกรรมการกองนี่ขึ้นมาเป็นประธานกองได้ จากจุดนี้แหละทำให้สายผู้นำบุญจึงเกิดขึ้นมากมาย เพราะว่าอาศัยคนชุดนี้จึงได้ก่อกำเนิดของผู้นำบุญนี่เกิดขึ้นมา และเราก็สิ้นสุดยุคของผ้าป่าสามัคคี เมื่อเราเข้าสู่ยุคองค์พระธรรมกายประจำตัว อาศัยกองผ้าป่าสามัคคีนั่นแหละทำให้มีการรวบรวมเจ้าภาพเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากแรกๆ ก็จะมีอุบาสก อุบาสิกา หรือชุดทะลวงฟันเป็นผู้ดูแล ซึ่งสมัยก่อนนั้นก็จะดูแลกันเป็นสายๆ เมื่อมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จริงๆ แล้ว ตอนหลังก็มีการจัดเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งสมัยนั้นเราก็จะเรียกว่ากลุ่มพลัง กลุ่มพลัง และการที่ผู้นำบุญเราจะมีความเข้มแข็งในอุดมการณ์นั้น มีอยู่กิจกรรมหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่มาก ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการปลูกฝังอุดมการณ์ของนักสร้างบารมีก็คือการปฏิบัติธรรม ๗ วันที่ดอยสุเทพ สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่ ซึ่งหลวงพ่อของเราได้มีโอกาสได้นำพวกเราหมู่คณะ หมู่คณะรุ่นแรกๆ เมื่อก่อนคือเจ้าหน้าที่ แล้วก็เจ้าภาพไปนั่งสมาธิที่ดอยสุเทพ ในปี ๒๕๒๕ เป็นครั้งแรก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ จากนั้นมาหลวงพ่อท่านก็เปิดโอกาสให้พวกเราเองที่ทำหน้าที่ผู้นำบุญนี่ขึ้นไปปฏิบัติธรรม ณ จุดตรงนี้ถือว่าเป็นสถานที่ได้สร้างยอดผู้นำบุญเกิดขึ้นมากมาย ระยะราวเพียงแค่ ๗ วัน สามารถยังใจเราให้เกิดความเลื่อมใส เกิดกำลังใจอย่างมหาศาลเลย หลวงพี่ได้มีโอกาสไปทั้งที่เป็นอุบาสกก็ดี ในระยะหลังเป็นพระอาจารย์ เห็นชัดเจนเลยว่าการปฏิบัติธรรม ๗ วันมีส่วนสำคัญยิ่งในการที่เรามาสถาปนาธรรมกายเจดีย์ในยุคปัจจุบันนี้ สิ่งก่อสร้างต่างๆ นี่ก็เกิดจากพลังใจของผู้นำบุญ ในสมัยแรกๆ คนเขาไม่รู้ว่าวัดเรามีการปฏิบัติธรรมอย่างนี้ ก็นึกว่ามีกิจกรรมใหญ่ๆ รวมตัวคนแล้วก็ประสบความสำเร็จ จริงๆ เบื้องหลังนี่อยู่ที่ดอยสุเทพ ใครก็ตามได้ไปขึ้น ๗ วันแล้วนี่ เปลี่ยนนิสัยเลย สมัยต้นๆ นั้นหลวงพ่อให้เวลาถึง ๒ สัปดาห์ คือ ๒ อาทิตย์ติดต่อ ต่อเนื่องกันไป คนที่ลงมานี่จิตใจจะฮึดเหิมกันทุกๆ คนเลย ซึ่งประเพณี ๗ วันก็สืบเนื่องมาเรื่อยๆ กระทั่งยุคปัจจุบันนี้เราก็อาศัยสถานที่ที่เราเรียกว่าสวนป่าพนาวัฒน์นั่นแหละ ปัจจุบันนี้เป็นที่หล่อหลอมอุดมการณ์ของผู้นำบุญทุกคน อีกมิติหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากในการพัฒนาระบบ ก็คือประมาณปี ๒๕๒๗ ตอนนั้นเองในการเชิงที่จะรุกไปสู่ภายนอกนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของเราได้มองการณ์ไกล ได้มอบหมายให้หลวงพี่สุธัมโมนี่ไปจัดตั้งสำนักงานกัลยาณมิตรครั้งแรกเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้เช่าสถานที่ของอาคารโค้วยู่ฮะมอเตอร์ อาคารหลังนี้มีความสำคัญมากเพราะว่าสมัยก่อนในการทำงาน ในการสร้างบารมีเราก็มาเจอเฉพาะวันอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งก็มาเจอกันครั้งหนึ่ง แต่เมื่องานของพระศาสนาขยายกว้างไปเรื่อยๆ เรามาเจอกัน ๗ วันครั้งนี่ไม่เจอ แต่ถ้าจะมาเจอที่วัดก็ไม่สะดวก เพราะกฎระเบียบคุณยายท่านห้ามไว้ ๖ โมงเย็นนี่โยมต้องออกจากวัดหมดเลย สถานที่ภายในก็ไม่เหมาะสม แต่เหมือนเป็นการมองการณ์ไกลของหลวงพ่อทีเดียวนี่แหละ เราไปเปิดสำนักงานโค้วยู่ฮะ ใกล้ๆ กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นแหละ ปลายปี ๒๕๒๗ นั่นก็เป็นการทำงานผสมผสานรูปแบบใหม่ ตรงที่ตรงนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารงานของพวกเราในยุคนั้นทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อเราก็จะมีโอกาสไปเยี่ยม พวกเราก็จะมีโอกาสมากราบหลวงพ่อที่สำนักงาน ใกล้ชิดมากขึ้น ที่ตรงนี้เป็นศูนย์กลางในการที่เราจะผลิตใบฎีกา พวกเราอยากจะรับผ้าป่า กองผ้าป่าก็มาส่งกันตรงนี้ ที่ตรงนี้เป็นโอกาสที่เราได้พบปะเจอะเจอ ยิ่งสมัยก่อนเวลาเตรียมงานบุญใหญ่ การประชุมใช้ที่นี่หมดเลย มาเตรียมงานในวัดจริง เช่นวันกฐินสามัคคี ผ้าป่าสามัคคี แต่ในการประชุมงานนั้น เราก็ใช้สถานที่ตรงนี้แหละ เพราะว่าทุกคนจะมีเวลาว่างก็ตอนภาคค่ำ สมัยโน้นมีพระน้อย อุบาสกน้อย เราต้องอาศัยกำลังของญาติโยม อาศัยกำลังของอาสาสมัคร นักเรียนนิสิตนักศึกษานี่แหละมาช่วยงานกันสำนักงานตรงนี้แหละเป็นการผสมผสานระบบใหม่ทีเดียว เพื่อให้เราได้มาพบปะเจอะเจอกันได้ทุกวัน มีมิติใหม่หลายๆ อย่างก็เกิดขึ้นตรงสำนักงานแห่งนี้ เมื่อปีแรกผ่านไป เราก็ย้ายมาใช้สถานที่ที่ ๒ ก็คือสำนักงานกัลยาณมิตรที่เป็นที่ตั้งสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเราย้ายมานี่โดยการเช่า ๕ ปี โดยค่าเช่านั้นเราไม่ได้จ่าย ตกลงว่าเราจะตกแต่งทุกอย่างให้ในอาคารทั้งหมดเลย เป็นค่าเช่าแทน ๕ ปี เมื่อครบ ๕ ปีแล้วก็ถือว่าสมบัติที่เราได้ตกแต่งทั้งหมดก็ยกให้กับสมาคมนิสิตเก่าไป ซึ่งสมาคมนี้การที่เราจะไปใช้ได้ก็อาศัยคุณผ่อง เล่งอี้ นี่แหละ ท่านวุฒิสมาชิก ท่านเป็นคนที่ช่วยประสานให้เราสามารถใช้สถานที่ตรงนี้ได้ ณ จุดตรงนี้ ก็ทำให้เราขยายงานกว้างขึ้น เพราะสถานที่แห่งที่ ๒ มีความกว้างขวางเพิ่มขึ้น เราก็มีโอกาสได้ขยายงานหลายๆ อย่าง มีการประชุมงาน ยังจำได้เลย เนื่องจากว่าหลวงพ่อท่านเป็นบุคคลซึ่งซาบซึ้งว่าระบบมีความสำคัญ มีอยู่ปีหนึ่งคือช่วงประมาณปี ๒๕๒๙ ถึง ๓๐ ขออภัย คือปี ๒๕๓๒ ๓๓ เนื่องจากว่าการที่จะมีระบบได้นี่ ผู้บริหารจะต้องได้รับความรู้พิเศษ พอดีของหลวงพ่อธัมมะท่านมีคำสั่งให้ทุกองค์ในวัดนี่ที่เป็นผู้บริหารนับตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็ดี กระทั่งเจ้าหน้าที่หลักๆ ทั้งอุบาสก อุบาสิกานี่ให้ได้เข้าคอร์สอบรมผู้บริหาร ซึ่งเขากำลังนิยมมากในสมัยนั้นก็คือหลักสูตร Mini MBA เรียกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะทุ่มเลยนะ ให้ไปจ้างอาจารย์ที่สอนดี เชี่ยวชาญในเรื่องนี้แหละมาให้ความรู้กับคณะผู้บริหารของวัด เนื่องจากว่าข้างหน้างานจะใหญ่มาก เป็นระบบ Inter นี่ ผู้บริหารของเราจำเป็นต้องมีความรู้กว้างขวาง ถือว่าท่านได้ทุ่มทุนทีเดียว ก็เป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารของเราได้มีโอกาสศึกษาความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์มาก กระทั่งตอนหลังเองความรู้ที่ได้ฟังกันมาได้มาวางรากฐานระบในปัจจุบันนี้ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี่ เราโดนศึกกระหน่ำหลายๆ อย่างมาทุกทิศเลย นอกจากส่วนหนึ่งที่เป็นบุญบารมีของหลวงพ่อ ของยายแล้วนี่ ส่วนหนึ่งก็คือระบบที่การพัฒนาต่อเนื่องมานั่นเอง แท้จริงมีมิติใหม่อีกสิ่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการก้าวกระโดดของวัดเราก็คือการที่มีการเปิดรับให้มีการบวชพระภิกษุเข้าพรรษาครั้งแรกในปี ๒๕๒๘ เป็นครั้งแรก สมัยก่อนในการระบบของเราเอง ตั้งแต่ต้นนั้นพระภิกษุที่จะบวชในวัดพระธรรมกายนี่ ก็จะมีการขั้นตอน ต้องตั้งเป้าหมายบวชถวายชีวิต ก็ต้องมาเป็นอุบาสกถือศีล ๘ ประพฤติพรหมจรรย์ อย่างน้อยนี่ ๕ ปีเสียก่อน ถ้าใครอยากฝึกฝนตัว จะมีความประพฤติดีพอแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงจะประกาศให้ว่าปีไหนจะให้อุบาสกคนไหนบวช ซึ่งก็จะได้พระจำนวนน้อยมาก กระทั่งปี ๒๕๒๘ ถือว่าเป็นมิติใหม่ของเรา สมัยก่อนเวลามีการบวชอบรมพระธรรมทายาท เสร็จสิ้นการอบรมแล้ว เราก็ไม่อนุญาตให้อยู่ต่อ ให้ลาสิกขาหมด แต่หากมีความศรัทธาในพระศาสนา ก็ต้องไปจำพรรษาที่วัดอื่น เนื่องจากว่าพระภิกษุของเรามีน้อย พระพี่เลี้ยงมีน้อย ก็จะเตรียมเฉพาะช่วงที่อบรมพระธรรมทายาท เมื่อเสร็จสิ้นการอบรม ภาระทุกองค์จะมีมากมาย ไม่สามารถจะเป็นพี่เลี้ยงได้ การรับไว้ก็จะเป็นผลเสียมากกว่า สมัยแรกๆ จะไม่เปิดรับเลย กระทั่งปี ๒๕๒๘ หลังจากที่หลวงพี่ฐานวุฒโฑ ท่านบวชแล้วนี่ จึงได้เปิดโอกาสให้พระพรรษารุ่นที่ ๑ เมื่ออบรมแล้ว พระรุ่นนี้ใครมีความประพฤติดี มีศรัทธาที่จะอยู่สร้างบารมีต่อ ถือว่าเป็นครั้งแรกของวัดเรา เปิดโอกาส เมื่อช่องนี้ถูกเปิดขึ้นทำให้มีนักสร้างบารมียุคหลังๆ ที่เกิดขึ้นจากการได้อบรมในช่วงของความเป็นพระ ไม่ว่าจะภาคฤดูร้อนก็ดี ภาคเข้าพรรษาก็ดี สืบเนื่องต่อเนื่องถึงปัจจุบันนี้เรามีพระเณร ๑,๔๐๐ องค์ มากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็ถือว่าประตูนี้สำคัญมาก ทำให้งานของพระศาสนานี่ขยายไปอย่างกว้างไกลมากทีเดียว และอีกประตูหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการพลิกโฉมวัดเราก็คือการเปิดรับสมัครอาสารุ่นที่ ๑ สมัยก่อนคุณยายท่านจะไม่ยอมให้มีอุบาสิกามาพักค้างในวัดเลย ไม่ยอม ท่านเห็นว่าในอนาคตนี่มันจะเป็นผลเสียมากมาย เพราะท่านเห็นตัวอย่างจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนั่นแหละ เมื่อมาวัดพระธรรมกาย สิ่งที่คุณยายจะเข้มก็คือว่าในเขตของวัดพระธรรมกายนี่ ห้ามอุบาสิกาพักค้างเด็ดขาด มีโอกาสก็มาช่วยเฉพาะวันอาทิตย์ เช่นมาปักกลดก็ยังไม่ให้เลย ก็ต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม ต้องรอให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ๒ องค์ได้มีโอกาสชี้แจงป็นระยะ ตอนหลังคุณยายท่านก็เปิดโอกาส และในที่สุดเองก็เปิดโอกาสให้มีการรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายหญิงเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่วัดพระธรรมกาย จุดนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะการสร้างบารมีของพวกเราเองนี่ ทีมงานของเราตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีวัดพระธรรมกายขยายไปได้ไกล หน่วยงานที่สำคัญยิ่งก็คือหน่วยของอุบาสิกา หน่วยงานหลายๆ อย่างที่พระทำไม่ได้ ทำไม่ได้ดีเท่ากับอุบาสิกา พระนั้นเหมาะสมในการที่จะเทศน์สอนงานรวมใจ แต่งานประสานงานจริงๆ แล้ว ความคล่องตัวสู้อุบาสิกานี่ไม่ได้ การที่เปิดช่องนี้ขึ้นมานี่ ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดสำคัญมาก จากการที่จะเปิดอาสารุ่นที่ ๑ ซึ่งถัดจากพระมาปีหนึ่ง ของพระเข้าพรรษานั้นเราเปิดประมาณปี ๒๕๒๘ แต่อาสาเจ้าหน้าที่ฝ่ายหญิง แท้จริงเราเคยเปิดมาแล้วที่สำนักงานกัลยาณมิตรแต่เป็นจำนวนน้อย เปิดโอกาสให้ ในครั้งใหญ่นี่ก็ถือว่าการเปิดอาสารุ่นที่ ๑ นั่นแหละ จากนั้นเองจำนวนเจ้าหน้าที่ก็จึงเกิดขึ้นมากมายในช่วงหลัง ปัจจุบันนี้เรามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายหญิงถึง ๖๐๐ ชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรพุทธศาสนาซึ่งมีอุบาสิกาเยอะมากที่สุด ที่จะแตกต่างจากที่อื่น ที่อื่นเขาเป็นมหายานนี้ก็คือเป็นภิกษุณีไป ของเรานี่ จะสังเกตว่านี่วัดเราไม่มีการบวชชี ก็จะมีองค์เดียวคือคุณยายของเรา ที่เหลือไม่มี เนื่องจากว่าเพศภาวะของความเป็นแม่ชีนั้น ในสังคมไทยยังไม่ยอมรับ ยังไม่ยกย่องเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ก็มองว่าเป็นบุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาบวชกัน เมื่อมีความคิดอย่างนี้ การเผยแพร่ค่อนข้างจะยากลำบาก ของเราหลวงพ่อท่านมองไกลว่า ของเราเป็นแม่ชีเหมือนกัน เป็นแม่ชีกายสิทธิ์ ไม่ต้องโกนหัว นั่นแหละเจ้าหน้าที่เราสามารถขับรถก็ได้ ไปติดต่องานที่ไหนก็ได้ ไปได้ แล้วก็น่าทึ่งด้วย พี่ๆ ทั้งหลายเห็นน้องหญิงมานี่ ก็แปลกใจนึกไม่ถึงว่าคนอายุแค่นี้ถือศีล ๘ วัยขนาดเขา ๒๐ ไม่เกิน ๓๐ ยิ่งสมัยก่อนมาใหม่ๆ ก็ ๒๕ ปี ๒๖ ปี นี่ ถือศีล ๘ กันทุกคนเลย จุดนี้ก่อให้เกิดความอัศจรรย์แล้วก็ความทึ่งกัน บุคคลที่ได้พบเห็น แล้วปัจจุบันนี่แหละ อุบาสิกาทั้งหลายก็กระจายไปทุกหน่วยงานในการขยายงาน กระทั่งไปถึงต่างประเทศ มิติหลายๆ อย่างเกิดขึ้น ที่ทำได้นี่ก็เพราะว่าคุณยายท่านอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าการที่เราจะเปิดสำนักงานกัลยาณมิตรก็ดี ปฏิบัติธรรม ๗ วันก็ดี ต่างเปิดช่องให้กับพระภิกษุเข้าพรรษา เปิดช่องให้กับเอาทหารหญิงเข้ามา ยิ่งเราบุกไปข้างหน้าเร็วเท่าไหร่ก็ตาม ความหลวม ช่องว่างนี่เกิดมากมาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อเราถือว่าบุกได้เร็วมาก บุกขยายงานได้รวดเร็ว งานของเราขยายปีละร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกปี ข้างนอกก็อาจจะ ๑๐ ปีขยายที ของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกปีต่อเนื่องถึงปัจจุบันนี้ ก้าวกระโดดมาก การที่เราก้าวกระโดดปีละร้อยเปอร์เซ็นต์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกๆ ปีนี่ แน่นอนต้องมีความหลวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่เรามั่นคงได้จริงๆ เพราะคุณยายท่านปักหลักไม่ไปไหนเลย ยิ่งรู้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะเราเองนี่บุกไปข้างนอก คุณยายท่านปักหลักเฝ้าวัดไว้เลย การเฝ้าวัดของคุณยายเหมือนกับเป็นการระวังหลัง เก็บช่องว่างที่จะเกิดขึ้น เก็บภัยหลายๆ อย่าง ทั้งหยาบทั้งละเอียดนั่นแหละ อันไหนจะเป็นภัย คุณยายท่านช่วยปราบหมดเลย เท่ากับเปิดโอกาสให้หลวงพ่อของเราได้ทำงานบุกไปข้างนอกได้อย่างรวดเร็วทีเดียว อย่างช่วงที่เราปฏิบัติธรรม ๗ วัน ณ บนดอยตรงนี้แหละ ก่อให้กำเนิดมีสาขาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อย่างแก้วภูธร เกิดขึ้นก็เพราะดอยสุเทพ เพราะจำได้หลวงพี่ได้รับคำสั่งจากหลวงพ่อให้โทรศัพท์ตามเจ้าภาพที่มาทำบุญวัดเรา มีชื่ออยู่ต่างจังหวัด จังหวัดไหนบ้าง ให้โทรชวนเชิญท่านเหล่านี้ขึ้นดอยไปเลย จำได้ เราก็นึกอธิษฐานใครจะเป็นเจ้าของบุญก็ตามนี่ ก็โทรไปหาท่าน ท่านก็ปีติ บอกหลวงพ่อเชิญไปนั่งสมาธิ เขาก็ดีใจ จำได้ว่าสุดท้ายนี่แหละ เหมือนง่ายๆ หลวงพ่อก็แต่งตั้งเลย เอ้า ขอให้คุณโยมท่านนี้ไปทำจังหวัดนี้ให้สว่างไสว คนเดียวนั่นแหละ แล้วก็ลงไปเลย ลงไปจากดอยนั่นแหละ ไม่น่าเชื่อว่าการนั่งธรรมะร่วมกันที่ดอยสุเทพจะมีพลังขนาดนี้ แต่ละคนลงไปนี่รู้ว่าการไปข้างล่างนี่ลำบากมาก ไปชวนคนมาวัดนี่แหละ ลำบากมาก กลับไปแล้วแต่ละคนก็ไปจัดรถมาเลย ซึ่งผลให้ยุคหลังก็เกิดศูนย์ต่างๆ เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงปี ๒๕๒๙ ๓๐ นั้น เป็นช่วงที่แก้วภูธรเกิดขึ้นมากมาย อาศัยธุดงค์ราชบูชา ๒๕๓๐ เรามีการจัดธุดงค์ทั่วประเทศครั้งใหญ่ทีเดียว ก่อให้เกิดสายบุญไปทั่วประเทศครั้งนั้น เกิดอย่างกว้างขวางมาก เป็นผลให้ศูนย์กัลยาณมิตรเกิดขึ้นในยุคนั้นมากมายทั่วประเทศ เป็นรากฐานมาสู่ยุคปัจจุบันนี้ แม้แต่ในต่างประเทศก็ตามนี่ บุคคลที่ก่อกำเนิดขึ้นก็บุคคลที่ได้มาปฏิบัติธรรม ได้หล่อหลอม มีหัวใจของความเป็นผู้นำบุญแล้วนี่ แม้ไปอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่ทิ้งการทำหน้าที่ ก็คือคุณเพ็ญพักตร์ อนุกูล ท่านได้ย้ายจากประเทศไทยไปทำงานในอเมริกา ความที่ประทับใจหมู่คณะของพวกเรานั่นแหละ ก็ได้รวบรวมหมู่คณะที่อเมริกา ให้ได้ขอ ให้ทางวัดส่งพระเราไปที่อเมริกา ในปี ๒๕๓๕ เป็นจุดเริ่มต้นก่อน ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่อเมริกาเกิดขึ้น จากนั้นเครือข่ายของผู้นำก็เกิดขึ้นมากมาย จนกระทั่งปัจจุบันนี้ระยะเวลาจากที่เราเริ่มสร้างวัดมา ปี ๒๕๑๓ ซึ่งปัจจุบันนี้ ๓๐ ปีเต็ม ระบบต่างๆ ได้ถูกสานขึ้นมาเรื่อยๆ อาศัยความรู้ความสามารถของทุกรุ่นทีเดียว ของทั้งรุ่นเก่า รุ่นกลาง รุ่นใหม่ อาศัยกำลังของพระที่เป็นผู้บุกเบิก พระที่เข้ามาช่วงหลัง อาศัยเจ้าหน้าที่ อุบาสก อุบาสิกา และอาศัยพวกเราด้วยผสมผสานกันไป ณ วันนี้ เราก็มีระบบที่ถือว่าดีในระดับหนึ่ง ไม่งั้นเราคงต้านศึกในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาคงยาก ถ้าเป็นที่อื่นนี่โดนเขาประโคมข่าวแค่ ๗ วันนี่ เจาะทะลวงก็ถึงแล้ว ก็ต้องล้มกันเป็นระเนระนาดหมดทุกวัน แต่การที่เรายังสามารถยันศึกได้อยู่ถึง ๒ ปี นี่ก็เพิ่งผ่านไป เพราะเราถูกเริ่มลงข่าวเมื่อ ๒๔ ตุลาคม (หมดหน้า 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) ตีว่า ๒ ปีเต็มนั่นแหละ บุคคลซึ่งเขาไม่ชอบเรา อาจจะด้วยหลายสาเหตุ ด้วยหวังผลประโยชน์ก็ดี ด้วยความกลัวบ้าง ด้วยความหวาดระแวง ด้วยความอิจฉาริษยาก็เยอะ ก็คิดว่าการที่เขา บุคคลเหล่านั้นเขารวมตัวกันมาถล่มเรานี่ คิดว่าคงใช้ระยะเวลาไม่นานหรอก แต่จริงๆ หารู้ไม่ว่านี่เราเหมือน อย่างที่เมื่อวานก่อนหลวงพี่ฐิตสุทโธท่านเปรียบพวกเราเหมือนกับเป็นแกะที่มีหัวใจราชสีห์ ท่ามกลางฝูงสุนัขทั้งหลายนั่นแหละ นึกไม่ถึงว่าเราก็สามารถต่อต้านมาถึง ณ วันนี้ได้ เป็นเวลา ๒ ปีเศษ ไม่ใช่ความมีโชคนะ ไม่ใช่ความบังเอิญที่อยู่ดีๆ องค์กรเรานี่ต้านได้ แต่จริงๆ แล้วนี่มันมิติใหม่ที่เกิดขึ้นจากการมองการณ์ไกลของพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราที่เล่าให้ฟัง แต่ละจุดแต่ละจุดนี่ มันเป็นการที่มาเสริมแรง กระทั่ง ณ วันนี้เราก็ถือว่าเป็นองค์กรพุทธศาสนาอยู่ในระดับ ระดับโลกทีเดียวที่มีความพร้อมทีเดียว มีบุคลากร มีเทคโนโลยี มีสถานที่พร้อมที่จะรองรับในการขยายงานวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก สิ่งเหล่านี้อยากให้พวกเราภาคภูมิใจที่เราได้สรรค์สร้างกันมา คุณยายท่านได้มีส่วนช่วยสำคัญมากเลย ก่อนที่ท่านจะละสังขารไปนี่ ระบบต่างๆ ถูกตั้งขึ้นกระทั่งมั่นคงในยุคของเรานี่ ถ้าไม่ได้คุณยายอยู่เบื้องหลังแล้ว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะว่าคุณยายที่อยู่เบื้องหลังนี่ สำคัญมากเลย คอยแก้ไขให้ทุกอย่างกระทั่งเรามีวันนี้ เพราะฉะนั้นมรดกที่สำคัญของเราจะต้องช่วยกันพัฒนาระบบต่อไป ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวกับบ้านของกัลยาณมิตร ซึ่งสิ่งนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่ออยากให้พวกเราได้มีโอกาสได้ช่วยกัน หากเราได้ช่วยกันสร้างบ้านกัลยาณมิตรให้สมบูรณ์ ให้มีมากๆ ทั่วทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกประเทศ ยังไปทั่วโลกแล้วนี่ บ้านกัลยาณมิตรเราจะรองรับการเผยแพร่ธรรมะ รองรับการเผยแพร่วิชชาธรรมกายได้เป็นอย่างดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรองรับวิชชานั้นอาศัยสาขาของเรา ทั้งสาขาที่เป็นวัดก็ดี ทั้งสาขาที่เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมทั้งในแล้วก็ต่างประเทศ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาจริงๆ ถือว่าเป็นบุญของพวกเรานะ สมัยก่อนใครจะไปคิดได้ว่าบ้านของเรานี่แหละจะสามารถรองรับการปฏิบัติธรรมได้ ถือว่าเป็นครั้ง การปฏิรูปครั้งใหญ่ทีเดียวของพุทธศาสนา ซึ่งมีบ้านธรรมะเกิดขึ้น ก็เกิดในยุคของพวกเรานี่แหละ แต่มันยังไม่สมบูรณ์ มันเป็นงานที่ค่อนข้างจะต้องใช้เวลา ใช้ความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนกับการที่เราไปบอกบุญหาเจ้าภาพ บอกเสร็จแล้วเราก็ได้เจ้าภาพ ได้ปัจจัยเข้ามา ได้ร่วมบุญใหญ่กะเราในงานต่างๆ แต่การสร้างบ้านกัลยาณมิตรเป็นการสร้างคนนี่สำคัญ มันยากกว่า แต่ถ้าเราทำสำเร็จได้ มันก็เป็นการรองรับทุกสิ่งเหมือนกัน โครงการอันนี้มันเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านอยากฝากฝังว่าสำคัญ ที่เราต้องสานต่อ ทิ้งไม่ได้ โดยเฉพาะในคราวกฐินคุณยายที่จะถึงนี้ ท่านอยากให้พวกเราได้ชวนบุคคลนี่ หมู่ญาติทั้งหลายให้มาวันกฐินยาย กฐินยายครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ ครั้งสุดท้าย ครั้งสุดท้ายที่คุณยายท่านยังมีสังขารอยู่กับพวกเรา ครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นเองอยากให้พวกเราได้มีโอกาสเพียงไปตามลูกหลานมา จัดรถกันมา ให้มาที่วัดของเรานี่แหละ แล้วเราจะได้มาพัฒนาบุคคลเหล่านี้ให้เป็นเจ้าของบ้านที่สมบูรณ์แบบ เป็นผู้นำแสงสว่างของสังคมต่อไป ในช่วงสุดท้ายที่เราได้มาในวันนี้ ก็อยากเชิญชวนทุกคนได้ปฏิบัติธรรม เอาบุญให้กับคุณยายอาจารย์ของเรานะ เราก็ปรับท่านั่งให้สบาย ปรับกายของเราให้สบาย ทำกายให้ผ่อนคลาย ไม่ตึงไม่เครียด ปรับกายแล้วก็ปรับใจให้แช่มชื่น เบิกบานนะ แล้วเอาใจมาหยุดนิ่งที่กลางกายของเรา หยุดนิ่งอย่างสบาย หยุดในหยุดไปเรื่อยๆ โดยไม่กังวลอะไรในโลกเลย ที่กลางของเราก็เป็นแหล่งที่รวมบุญบารมีเราทั้งหมดทีเดียว ที่ศูนย์กลางกายเป็นศูนย์รวมพลังของเราทั้งหมด เอาใจหยุดนิ่งตรงนี้ ไปเรื่อย อย่างมีความสุข แล้วเราก็นึกขอบารมีธรรมคุณยายอาจารย์ ให้มาประคับประคองให้พวกเราได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง ให้รักการสร้างบารมี รักการฝึกฝนตัว ให้ได้มีคุณธรรมทุกประการอย่างคุณยาย ให้มีกำลังบุญที่สามารถรองรับงานที่คุณยายท่านได้ทิ้งให้กับพวกเราเอาไว้สืบสานต่อไป ให้มีส่วนสำคัญยิ่งในการที่จะขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก โดยเฉพาะภาระอันใกล้นี้ก็คือการสถาปนาลานธรรมรอบมหาธรรมกายเจดีย์ ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ก็ขอให้เรามีกำลังบุญมากๆ ไปตามหมู่ญาติ ไปที่ใดก็ตาม ให้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ให้มีวาจาสุภาษิต สามารถยังสาธุชนผู้ไม่เลื่อมใสก็เลื่อมใส ที่เลื่อมใสก็เลื่อมใสยิ่งขึ้น ขอให้เราติดตามสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กับคุณยาย กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม สัพเพ… หน้า PAGE 12 431102FW-YNT