ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วิถีแห่งมงคลชีวิตที่ ๖-๑๐ ของคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) พระศักดิ์ชาย ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียร นมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และผู้มีบุญลูกหลานยายทุกท่านนะ (สาธุ) พ่อแม่ ห่วงลูกๆ จิตพันผูก ด้วยห่วงใย ห่วงแล้ว ก็สุขใจ หวังให้ได้ ดั่งใจตน แต่ยาย เป็นห่วงใย ไว้คล้องใจ ทุกๆ คน ดึงใจ ที่มืดมน ให้หลุดพ้น ทางอบาย ดึงสู่ ทางสวรรค์ ทางนิพพาน อนันต์ชัย เป้าหมาย ที่สุดไซร้ สู่ปลายทาง ที่สุดธรรม ความห่วงใยของคุณยายไม่เหมือนความห่วงใยของพวกเราทุกๆ คน พวกเราเป็นห่วงเป็นกังวล แต่ท่านเป็นห่วงที่ไว้สำหรับคล้องพวกเราทุกๆ คน ดึงให้พ้นจากเส้นทางอบาย ให้สู่เส้นทางของสวรรค์ เส้นทางมรรคผลนิพพาน สู่ที่สุดแห่งธรรม คุณยายท่านเป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด หลวงพี่เคยได้ยินได้ฟังหลวงพ่อทัตตะท่านเรียกชื่อยาย คือท่านเรียกว่า ยาย หลวงพี่ฟังแล้วนี่ มีความรู้สึกว่า แค่คำว่า ยาย คำเดียวสั้นๆ แต่รู้สึกว่า มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว เสียงที่หลวงพ่อทัตตะท่านเรียกคุณยาย สังเกตสีหน้า แววตาของท่าน หลวงพ่อทัตตะท่านเบิกบาน ผ่องใส เรียกคุณยายด้วยความเคารพรัก เพราะว่าชีวิตของหลวงพ่อได้คุณยายแนะนำให้มาสู่เส้นทางธรรม คุณยายท่านรู้วาระจิต รู้ใจ คอยประคับประคองหลวงพ่อให้ได้มาสู่เส้นทางการสร้างบารมี เพราะฉะนั้นเวลาหลวงพี่ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อทัตตะท่านเรียกคุณยาย รู้สึกมันชุ่มชื่นใจลึกๆ อยู่ข้างใน คุณยายท่านเมื่อสมัยที่หลวงพี่ได้มีโอกาสอุปัฏฐากตอนนั้นหลวงพี่ยังไม่ได้บวช ท่านจะเป็นผู้ที่ตรงต่อเวลามาก คือตื่นเช้าๆ ขึ้นมาท่านจะมาดูที่ครัวของท่านก่อน ใจท่านน่ะผูกพันอยู่ในบุญตั้งแต่เช้า ตื่นนอนขึ้นมา มาที่ครัว เวลาฉันอาหาร หลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็มาที่ครัวต่อ กิจวัตรกิจกรรมของท่านอยู่ในบุญตลอด และวันนี้เองหลวงพี่จะได้มาเล่าคุณธรรมของคุณยายท่านต่อจากครั้งที่แล้ว ซึ่งยกมงคลทั้ง ๓๘ ประการขึ้นมา ก่อนที่จะได้เริ่มต้นนั้น หลวงพี่อยากจะให้ทุกท่านนะ ตั้งใจนึกน้อมคุณยายมาไว้ที่ศูนย์กลางกายของพวกเรา จากเมื่อวานหรือหลายๆ วันที่ผ่านมา หลายๆ ท่านอาจจะได้ยินว่าคุณยายท่านมาฟังงานสวดพระอภิธรรมทุกวันที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเล่าให้ฟัง ท่านมาเอาบุญของท่าน มาฟังพระสวดอภิธรรม ท่านก็ยืนลอยๆ เหนือพื้น แต่ก็ไม่สูงกว่าพระ ตั้งใจฟังสวดพระอภิธรรม เมื่อพระสวดอภิธรรมเสร็จ กายของท่านก็สว่างไสวยิ่งขึ้น ท่านมาพร้อมกับวิมานของท่าน มาแล้วท่านก็เอาพวกเราทุกคนเข้ามากลั่นไว้ในกลางของท่าน ทั้งพระทั้งเณร อุบาสก อุบาสิกาที่มาเอาบุญ ทุกๆ คนที่มาเอาบุญกับท่าน มากลั่นแก้ธาตุธรรม เพื่อว่าให้พวกเรา พอเวลานั่งธรรมะ จะได้เข้าถึงธรรมะอย่างรวดเร็ว และมีธรรมะที่ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป หลวงพี่ก็นึกถึงพระคุณของคุณยาย จึงได้หยิบยกคุณธรรมของท่าน แล้วก็ได้มีโอกาสแต่งคำประพันธ์เพื่อบูชาท่าน เมื่อครั้งที่แล้วที่หลวงพี่ได้เล่าขอเล่าคร่าวๆ นะ สำหรับบางท่านอาจจะได้ฟังแล้ว ก็คือ มงคลข้อที่ ๑ อเสนา จ พาลานํ การไม่คบพาลทั้งหลาย คุณยายท่านไม่คบคนพาลด้วย และสิ่งที่ให้ร้ายอื่นๆ ท่านมักจะอธิษฐานว่าเจ้าประคู้ณ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากพาลไปทุกชาติทุกชาติกระทั่งเข้านิพพาน วันหนึ่งที่หลวงพี่ได้ใกล้ชิดท่านนี่แต่ละวันแต่ละวัน จะได้ยินบ่อยมาก คำนี้คือคำว่าขอให้ข้าพเจ้าปราศจากพาลไปทุกชาติทุกชาติกระทั่งเข้านิพพาน วันหนึ่งบางทีถึง ๔-๕ เที่ยวก็ยังมี พาลที่ให้ร้ายนอกจากคนแล้ว ในส่วนที่ละเอียดขึ้นก็คือความคิดที่ให้ร้ายกับตัวเอง อย่างที่ได้เกริ่นไว้ ความห่วงความกังวลของพ่อแม่ หรือความห่วงอย่างอื่น ความกังวลอย่างอื่น เป็นสิ่งที่ให้ร้ายจิตใจ หรือแม้แต่คำว่า เสียใจก็ตาม คุณยายท่านจะไม่มีนะตรงนี้ ยายบอกว่ายายเกิดเป็นหญิง เป็นผู้หญิง ไม่ได้เรียนหนังสือ ก ข้อ ไม่กระดิกหู ยายเสียดายแต่ยายไม่เสียใจ แล้วท่านก็บอกว่าเสียอะไรเสียได้ก็เสียไป แต่อย่าให้ใจเสีย นี่คือคุณยายของเรา ส่วนข้อที่ ๒ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา การเสพบัณฑิตทั้งหลาย การคบบัณฑิต คบคนดี คุณยายท่านคบบัณฑิตครั้งแรกก็คือคุณยายทองสุก เมื่อได้ธรรมะแล้ว ท่านก็คบบัณฑิตที่สูงขึ้นไปอีก คือก้าวไปสู่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ทำวิชชา นี่คือการคบบัณฑิตของท่าน ข้อที่ ๓ ปูชา จ ปูชนียานํ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา การบูชานี้มีอยู่ ๒ อย่าง อามิสบูชา ท่านก็ทำได้ยอดยิ่ง ซึ่งเราในที่นี้คงมีน้อยมากที่ทำได้อย่างนั้น ก็คือการบูชาข้าวพระ อามิสบูชาอื่นๆ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่าก็ดี ก็มีอยู่ตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คุณยายทำอยู่เสมอทุกวันก็คือเรื่องครัว เรื่องการถวายภัตตาหารกับคณะพระภิกษุสงฆ์ ท่านบอกว่าบุญเลี้ยงพระเป็นทะเล เพราะฉะนั้นยายท่านถึงบอกตั้งแต่แรกว่าพระในวัดไม่ต้องออกบิณฑบาต ยายจะหุงข้าวเลี้ยง ถ้าใครอยากจะนำจุดตรงนี้ไปทำตามอย่างก็ได้ ก็เป็นบุญใหญ่ตลอด หลวงพี่คิดว่าหลายๆ ท่านคงได้เป็นผู้ที่เอาบุญเกี่ยวกับเศรษฐีถาวรกันส่วนปฏิบัติบูชาของท่านก็คือการเข้าถึงธรรมะนั่นแหละ เป็นการบูชาอันสูงสุด ข้อที่ ๔ ปฏิรูปเทสวาโส การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม คุณยายท่านอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมก็คือ ท่านเลือกด้วยนะ ในครั้งแรกเมื่อสมัยอยู่ที่นครชัยศรี ท่านก็เลือกถิ่นที่เหมาะสมที่จะได้มาสร้างบุญสร้างบารมี ก็คือมาอยู่บ้านญาติของท่าน ต่อจากนั้นท่านก็มาต่อที่คุณนายเลี๊ยบ จากบ้านคุณนายเลี๊ยบก็มาวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นปฏิรูปเทศที่ทำให้ท่านได้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย แล้วก็เรียนรู้วิชชาธรรมกาย นอกจากท่านจะได้ปฏิรูปเทศตรงนี้แล้ว เมื่อสิ้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านมาสร้างปฏิรูปเทศต่อ ก็คือวัดพระธรรมกาย ละสังขารไปแล้ว ท่านก็ไปอยู่ปฏิรูปเทศของท่านคือดุสิตบุรี สวรรค์ชั้นดุสิต แล้วในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็บอกกับหลวงพี่บอกว่าเกิดไปภพชาติต่อไป ยายจะไปสร้างวัดให้มันใหญ่ไปกว่านี้อีก ให้มีที่เป็นพันๆ หมื่นๆ ไร่ ครั้งแรกที่คุณยายมาสร้างวัดนี้ก็เกือบ ๒๐๐ ไร่ แต่ในอนาคตท่านจะสร้างปฏิรูปเทศของตัวท่านและหมู่คณะเป็นพันๆ หมื่นๆ ไร่ นี้คือคุณยาย ข้อที่ ๕ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา ความเป็นผู้มีบุญที่ได้สั่งสมมาไว้ดีแล้วในกาลก่อน บุญที่ท่านสั่งสมไว้ดี จะสังเกตได้คือสุขภาพร่างกายของท่านแข็งแรง อายุยืน มีโรคน้อย แล้วที่หลวงพี่ได้สังเกต ที่เล่าไว้ครั้งก่อนก็คือนิ้วมือของท่านทั้ง ๑๐ นิ้ว ปลายนิ้วมือนี่เป็นลายก้นหอยทั้ง ๑๐ นิ้วเลย ท่านยื่นให้หลวงพี่ดูเอง นี่คือ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา ส่วนบุญที่ท่านได้กระทำไว้ หลายๆ ท่านก็คงจะทราบ ทั้งทอดกฐินทอดผ้าป่ามากมายทีเดียว แล้วก็ข้อสุดท้ายในวันนั้นก็คืออัตตสัมมาปณิธิ คือการตั้งตนไว้ชอบของท่าน ท่านเป็นผู้ที่วางตัวสม่ำเสมอกับทุกๆ คน การตั้งตัวตั้งตนไว้ชอบสำหรับทางโลกก็คือการที่เรามีหน้าที่การงาน สร้างหลักสร้างฐานเป็น step เป็นขั้นตอนไป คุณยายถ้าเมื่อเปรียบเทียบตรงนี้ในทางธรรม ขั้นตอนการตั้งตัวในการสร้างบารมีของท่านก็เป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งมาถึงวัดพระธรรมกายเป็นจุดสูงสุด แล้วก็วางตัวของท่านก็สม่ำเสมอ ท่านเองท่านบอกกับทุกๆ คนไว้เลย หลวงพี่ ท่านบอกกับหลวงพี่บอกว่ายายน่ะ เข้ากันได้กับทุกๆ คน เข้าได้หมดทุกคนเลย ตั้งแต่กษัตริย์ลงมาจนกระทั่งถึงขอทาน นี่คือคุณยาย สำหรับในวันนี้หลวงพี่จะมาต่อในหัวข้อที่ว่า ข้อ ๗ ก็คือ พาหุสจฺจญฺจ คือการสดับตรับฟังมาก คุณยายท่านไม่ได้เรียนรู้หนังสืออย่างที่ว่า ก ข้อ ไม่กระดิกหู แต่คุณยายได้เรียนรู้วิชชาละเอียดจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งครั้งหนึ่งป้าหวินก็เคยถามคุณยายว่าคุณยายท่านได้ถ่ายทอดวิชชานี่ให้กับหลวงพ่อธัมมะหมดหรือยัง คุณยายท่านก็บอก ยายถ่ายทอดให้ท่านหมดแล้ว แล้วสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ได้รับฟังมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ คุณยายท่านบอกไว้ว่าได้ถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อธัมมะของเรานี่ ถ้านำมาเขียนเป็นหนังสือ เป็นเล่มๆ ปูให้เต็มเนื้อที่วัดพระธรรมกายก็ยังไม่พอเลย นี่คือธรรมะละเอียด สิ่งที่ท่านได้ตลับ สดับตลับฟัง ได้ทำวิชชา นำมาถ่ายทอดให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยายท่านก็บอกว่าต่อจากนี้หลวงพ่อท่านก็ทำต่อเอาเองแล้ว นี่คือข้อพาหุสะจันจะ ของคุณยาย และเนื่องจากว่าท่านไม่ได้เรียนรู้หนังสืออะไรเลยนี่ ท่านก็จะอธิษฐานนะ ท่านบอกว่าชาตินี้ยายไม่ได้เรียนหนังสือ ท่านก็บอกว่าเจ้าประคู้ณ ชาติต่อไป ขอให้ยายได้เรียนหนังสือ ให้ได้จบปริญญาตรี ปริญญาโท จบด๊อกเตอร์ไปเลย ยายท่านจะอธิษฐานบ่อยๆ นอกจากอธิษฐานแล้ว บางครั้งนี่โยมพี่อารีพันธ์ ท่านก็จะเอาหนังสือมาให้คุณยายท่านดูนะ คุณยายท่านอ่านหนังสือไม่เป็น ก็ได้แต่เปิดดูภาพต่างๆ บางครั้งก็เอาหนังสือเกี่ยวกับเล่าเรื่องของคุณยายเอง ซึ่งหลวงพ่อทัตตะท่านเขียนเอาไว้ บางครั้งโยมพี่อารีพันธ์ก็อ่านให้ฟัง พออ่านเกี่ยวกับเรื่องที่หลวงพ่อทัตตะท่านได้มาพบคุณยาย คุณยายท่านสั่งสอนยังไงนี่ คุณยายท่านก็จะยิ้ม บางทีท่านก็หัวเราะ แล้วท่านก็บอกเออจริง เออจริง ท่านเบิกบานมาก นึกถึงหลวงพ่อทัตตะ นึกถึงหลวงพ่อธัมมะแล้ว ท่านมีความสุขเบิกบานใจ หลวงพี่เห็นแล้วก็รู้สึกปลื้มใจ คงจะเหมือนกับหลายๆ คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เวลาเห็นลูกๆ ได้ดี มีความเจริญรุ่งเรืองนี่ก็คงปลื้มใจ แต่คุณยายท่านปลูกต้นบุญใหญ่ ร่มโพธิ์ร่มไทรคือหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะให้แก่พวกเราทุกๆ คน ส่วนข้อที่ ๘ คือข้อ สิปฺปญฺจ หรือสิกปัน ถ้าภาษาไทยก็แปลว่ามีศิลปะ คุณยายท่านมีศิลปะนะ หลวงพี่จะขอเล่าตั้งแต่ในระดับที่กายหยาบเห็นนะฮะ ความเป็นผู้มีศิลปะของท่าน อย่างที่บอกบางครั้งโยมพี่อารีพันธ์จะเอาหนังสือมาให้คุณยายท่านดู การเปิดหนังสือของท่านน่ะ หลวงพี่ว่าน้อยคนนะที่จะเปิดอย่างท่าน ท่านเปิดหนังสือ ท่านจะวางหนังสือที่โต๊ะ แล้วก็ดูรูป พอเปิดหน้าถัดไปนี่ ท่านจะใช้แตะขอบหนังสือด้านบนเบาๆ แล้วก็ค่อยๆ ยก ถ้าเปรียบเทียบตรงนี้ก็คือท่านจะค่อยๆ แตะ ใช้นิ้วแตะแล้วก็ยกขึ้นมาเบาๆ แล้วก็เปลี่ยนไปทีละหน้า พอเปลี่ยนไปนี่ ท่านจะใช้มือทั้งฝ่ามือนี่สอดแผ่นหนังสือทั้งหมด แล้วก็เปลี่ยนไป ทีละหน้าทีละหน้า บางหน้าซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับของวัด ท่านเห็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็บอก นี่องค์นี้แหละ ท่านชี้ ท่านบอกองค์นี้แหละที่ว่ายายว่าหนึ่งไม่มีสอง แล้วท่านก็เบิกบาน ท่านก็ดูไปเรื่อยๆ นี่คือศิลปะของท่านนะฮะ แม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่หลวงพี่รู้สึกว่าท่านมีความละเอียดอ่อน ส่วนเรื่องทิชชู่เหมือนกัน ปกติท่านจะใช้ทิชชู่เช็ดปาก เช็ดที่มุมปากท่าน ท่านเองเวลาดึงทิชชู่มา ทิชชู่ที่เป็นแผ่นใหญ่ๆ หน่อย ท่านดึงออกมาแล้ว ท่านจะพับครึ่ง ซึ่งตามปกติแล้วก็จะมีรอยพับครึ่งอยู่ ท่านก็จะมาพับตามรอยนะ เสร็จแล้วท่านก็พับขวางอีกทีหนึ่ง ท่านจะให้มุมต่อมุมนี่จรดกันพอดีเลย แล้วเวลาพับขวางไปแล้ว ท่านก็พับขวางอีกชั้นหนึ่ง แล้วก็มาวางบนหน้าตักของท่าน วางแล้วก็รีดทิชชู่นั้นให้เรียบ ดูแล้วเรียบกึก ทำให้หลวงพี่นึกถึงเลยว่าที่หลวงพ่อธัมมะท่านเคยเล่าเกี่ยวกับคุณยายไว้ว่าเมื่อสมัยก่อนที่ท่านได้ถุงกระดาษมา แล้วก็ตัด ตัดกระดาษนี้ทั้ง ๔ ด้านนี่ตรงกันหมดเลย หลายๆ แผ่นก็ตรงกันตลอด คุณยายท่านก็ทำอย่างนี้มาจนกระทั่งอายุท่าน ๘๐ กว่ายังเหมือนเดิม นี่คือศิลปะในส่วนหยาบๆ ที่หลวงพี่ได้เห็น อีกส่วนหนึ่ง มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นคุณยายท่านเดินลงมาจากกุฏิท่าน ก็มาที่ห้องเลขาซึ่งอยู่ตรงกันข้าม พอดีหลวงพี่อยู่ที่นั่นคนเดียว คุณยายท่านคงอาจจะเห็นห้องน้ำสกปรก เห็นหลวงพี่ก็เลยบอกว่า เอ้า ท่านเรียกหลวงพี่ว่า อีตาศักดิ์ชาย ถ้าหลวงพี่อุดม ก็เรียกว่า ตาดม ถ้าหลวงพี่ประดิษฐ์ก็อีตาประดิษฐ์ นี่คือคำเรียกของท่านสำหรับเด็กวัดที่คุ้นเคย เอ้ามานี่ เรามาดูนี่ ดู ยายจะสอนราดน้ำ ท่านก็พาไปที่ห้องน้ำนะ เสร็จแล้วท่านก็เอาขันนี่จ้วงตัก แต่ไม่เต็ม ค่อนๆ แล้วท่านก็ค่อยๆ เอาก้นขันปาดกับปากขอบถังให้น้ำมันเสด็จ แล้วท่านก็ยกนะ ถ้าเปรียบเทียบ ท่านยกสูงมาจากระดับนะ สูงประมาณแค่นี้ ประมาณศอกหนึ่งได้ ท่านราดโจ๊กเดียวนะ แหม ลำน้ำที่ท่านราดออกมานะ มันเป็นลำสวยดีจังเลย หลวงพี่ยังมีความรู้สึกเลยว่าท่านยกสูงจังเลย แต่มือท่านนิ่ง ขนาด ๘๐ กว่านะ คุณยายท่านฝึกมาจนคุ้น จนเคย จนชิน ทำให้นึกเลยว่าแค่ท่าราดส้วมของท่านนะ ก็ยังเป็นครูคนได้ ยังสอนคนได้ นี่คือคุณยายของเรา นอกจากนี้แล้วนี่ เกี่ยวกับอารมณ์สุนทรีย์ คือเจ้าบทเจ้ากลอนอะไรทำนองนี้ ซึ่งฝรั่งนี่ก็จะชอบนะ ถ้าบุคคลที่เป็นผู้นำมีความสามารถทางด้านแต่งโคลงกลอน บทกวีอะไรต่างๆ ทีนี้คุณยายท่านไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ได้แต่ได้ยินได้ฟัง ไม่รู้ใครจะเคยได้ยินบ้าง ที่เรียกว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง แต่ยายท่านจะต่ออีกนะ แหวนจะสวยเพราะพลอย ข้าวอร่อยเพราะแกง นี่คือคุณยาย นอกจากบทกลอนอย่างนี้แล้ว อีกส่วนหนึ่งหลายๆ ท่านก็คงได้ยินแล้วที่ว่า ๔ ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ๒ ขามาโด่เด่ มันก็เซล่ะมั่ง คุณยายท่านพูดเสร็จ ท่านก็หัวเราะ ท่านบอกว่ายายเคยเห็นนะที่ทุ่งนา ควายมันเดินไปที่คันนา มันพลาดตกจากคันนา หงายท้องลงมา คุณยายท่านนึกถึงภาพแล้วก็คงขำ ควายมันก็คงเซ็งเหมือนกันนะ แต่เราก็ขำ นี่คือคุณยายที่ ท่านก็ชอบบทกลอนนะ แล้วตอนที่เมื่อคราวกฐิน ๘๐ ปี ท่านจะบอกเลย ใครจะไปกะยายก็ไป ยายไปแล้ว ยายไม่คอยใครแล้ว ท่านเอาบุญของท่านเต็มที่ ใครมาเอาบุญกะท่าน ท่านก็จะคุมบุญให้ นี่ก็คือความเป็นผู้มีศิลปะของท่านอย่างหยาบๆ แล้วสิ่งที่ในละเอียดมากขึ้น คือศิลปะในการปกป้องลูกศิษย์ของท่าน เมื่อครั้งสมัยที่หลวงพ่อธัมมะท่านบวชองค์แรก ท่านบอกว่ายายน่ะ ป้องกันพระของท่านเต็มที่เลย ท่านมาตอนเช้าๆ นี่ ตอนที่เด็กวัดทั้งหลายทานข้าวกันอยู่ ท่านก็จะมานั่ง แล้วท่านก็บอกว่า นี่นะ สมัยก่อนที่หลวงพ่อท่านบวชนะ บวชใหม่ๆ พวกสาวๆ นี่มันมากันเต็มเลย ยายเองนี่ ยายเอ๊ะ จะทำยังไงดีหนอ แล้วท่านก็บอกว่าพอเวลานั่งหลับตา มันก็ลืมตามามองดูหลวงพ่อ ยายท่านก็ย่องๆ ไป ท่านก็ทำท่าให้ดีนะ ท่าท่าน ท่าของท่านนี่น่ารักนะ น่ารัก แบบ ท่านก็แบบนี่ ทำท่าแบบย่องๆ เข้า่ไปหาเขา แล้วท่านก็มาพูดใกล้เด็กวัด ใกล้อุบาสก นี่ยายก็ทำอย่างนี้แหละ แล้วก็ไปถามมัน ยายถามมันบอกว่า คุณ คุณ คุณมาทำอะไรน่ะ มาดูพระหรือ ถามคนนี้เสร็จก็ ย่องๆ ไปอีกคนหนึ่งต่อ คุณ คุณ คุณมาทำอะไรน่ะ มาดูพระหรือ ยายบอกถามมันทุกวัน จนในที่สุดก็ไม่มา หลวงพี่ก็ถามว่าแล้วหลวงพ่อท่านทำยังไงฮะ หลวงพ่อท่านก็ยิ้มๆ ท่านไม่ว่าอะไร ก็ป้าหวินยังเล่าให้ฟัง บอกว่าในยุคนั้นพอตอนป้าหวินไปทีหลัง เห็นนิสิตกลุ่มหนึ่งเดินบ่นอุบอิบออกมา สวนกัน นิสิตสาวๆ นิสิตสาวๆ เขาก็บ่นบอกว่าแหม แม่ชีทีนี้แกหวงพระแกจังเลย คือคุณยายท่านบอกว่าไม่ได้หรอก ต้องกันพระเราเต็มที่ คุณยายท่านปกป้องหลวงพ่อนะ เพราะว่ารู้ว่าหลวงพ่อน่ะท่านจะมาสร้างบุญสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่ ก็ท่านเองท่านบอกว่าท่านตามหลวงพ่อมา แม้กระทั่งหลวงพ่อทัตตะ ก็ตามหลวงพ่อทัตตะท่านมา มาสร้างบุญสร้างบารมี นี่ก็คือศิลปะการปกป้องลูกศิษย์ของท่าน ก็ไม่ได้ไปด่าอะไรเขานะ ให้เขาโกรธเขาเคือง ก็เพียงแต่ถามเขาเฉยๆ จริงไหมฮะ คุณยายท่านไม่ได้ด่าอะไรเลย ไม่ได้ว่าใคร ถามเขาเฉยๆ แค่นี้เอง เดี๋ยวเขาก็เบื่อเขาไปเอง นอกจากศิลปะตรงนี้แล้ว การวางงานต่างๆ นี่อย่างที่หลวงพี่ฌานาท่านเคยได้เล่าเอาไว้ พูดเป็นภาษาอังกฤษว่า put the right man on the right job คุณยายท่านทำอย่างนั้นจริงๆ คือวางคนได้ถูกต้อง ตามงานที่ถนัด ของหลวงพ่อธัมมะท่านก็นำนั่งธรรมะ ของหลวงพ่อทัตตะท่านก็เทศน์สอน หลวงพี่สุวิชาโภสมัยนั้นก่อนจะบวชน่ะ และเมื่อบวชแล้วนี่ก็ดูแลเรื่องปัจจัยต่างๆ เป็นเหรัญญิก ส่วนหลวงพี่อิทธิจินตโก สมัยนั้นตอนที่หลวงพี่ท่านยังไม่ได้บวช คุณยายท่านก็บอกว่า ขออภัยนะ ใช้คำพูดของคุณยายนะฮะ ท่านก็บอกว่า หมู หมู หมูบวชแล้วนะ หมูไปดูที่ครัวนะ ยายเคยเห็นพระที่วัดปากน้ำท่านดูแลครัว คือก็ไม่ต้องไปจับจ่ายซื้อของอะไร เพียงแต่ว่าดูระบบการทำงานของเขา หลวงพี่อิทธิจินตโกท่านก็เลยได้บุญใหญ่ตรงนี้ นอกจากศิลปะการใช้คน การวางงานต่างๆ แล้ว คุณยายท่านบอกว่าศิลปะอีกอย่างหนึ่ง อันนี้หลวงพี่พูดเองนะคือศิลปะการดูคน ยายท่านพูดเอง ท่านบอกว่าถ้ายายดูคนไม่ออกนะ ยายสร้างวัดพระธรรมกายไม่ได้หรอก ยายดูออกหมดทุกคนเลย คุณยายท่านมีศิลปะ แล้วศิลปะที่สูงขึ้นมาอีกก็คือศิลปะในการสอนธรรมะ ท่านก็ถ่ายทอดวิชชาละเอียดให้กับหลวงพ่อธัมมะ นี่คือที่สูงขึ้นมา ส่วนที่สูงสุดก็คือซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งหลวงพ่อธัมมะท่านเคยบอกเอาไว้ก็คือหยุดเป็นสุดยอดของศิลปะ คุณยายท่านหยุดได้สนิท งานอะไรต่างๆ บางทีต้อง ท่านใช้คำว่ามารบกับที่ครัวบ้าง กับเด็กวัดบ้าง กับความเลอะๆ เทอะๆ บ้าง ส่วนตอนเวลาท่านขึ้นกุฏิของท่าน ท่าน ตัดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ก็นั่งธรรมะของท่าน นี่คือข้อ ๘ ความเป็นผู้มีศิลปะของท่าน ส่วนข้อที่ ๙ วินโย จ สุสิกฺขิโต คือความเป็นผู้ที่มีวินัยที่ได้ศึกษาไว้ดีแล้ว คุณยายท่านมีวินัยมาก แม้ว่าท่านจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ท่านดูนาฬิกาเป็นว่าตอนไหนกี่โมงกี่โมง เวลาของท่านนี่จะเป๊ะๆๆ ตรงเวลามาก ตื่นนอนมาที่ครัวตอนเช้า ก่อนฉัน ฉันก็ก่อน ๗ โมงสักหน่อยหนึ่ง พอฉันเสร็จก็ไปอนุโมทนาบุญเวลาพระท่านให้พร ต่อจากนั้นก็มานั่งคุยกับเด็กๆ วัด ตอนที่เด็กวัดคือพวกอุบาสกยังทานข้าวอยู่ ท่านก็มาคุยเบิกบาน นึกถึงท่านแล้วน่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง อันนี้เล่าเพิ่มเติมจากในข้อที่มีวินัย ครั้งหนึ่งได้มีโครงการจัดเอาอาคารมหาพรหม พูดง่ายๆ โรงนอนของอุบาสกซึ่งนอนกันอยู่ที่นั่น ปรับปรุงใหม่ทำเป็นห้อง sound lab เพื่อที่จะได้เรียนวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาต่างประเทศนี่ เพราะฉะนั้นนี่ ที่อยู่ของเด็กวัดในยุคนั้นก็ต้องย้ายจากโรงนอน มาอยู่ที่บริเวณสถานพยาบาลปัจจุบัน คุณยายท่านสงสารเด็กวัดนะ ท่านพูดกับหลวงพี่ท่านบอกว่าสงสารไอ้พวกเด็กวัดมัน ถูกเตะโด่งออกมาอยู่ข้างนอกนะ นี่คือคำพูดง่ายๆ ของท่านซึ่งพูดกันเอง ท่านบอกว่าไว้ยายสะดวกๆ เมื่อไรจะไปบอกบุญให้เขามาสร้างบ้านให้เด็กวัดมัน ดูน้ำใจของคุณยายนะ ท่านมีความรักความเมตตากับอุบาสก ในข้อที่มีวินัยของท่าน เท่าที่หลวงพี่ได้เห็นอีกส่วนหนึ่ง เวลาท่านนั่ง จะสังเกตนะ จะนั่งตัวตรง ครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ครั้งหนึ่งซิ ต้องหลายๆ ครั้ง เพราะว่าได้มีโอกาสขับรถพาท่านออกไปข้างนอก ไปหาหมอบ้าง ท่านจะนั่งในรถนี่ ปกติหลังท่านจะค่อยพิง อย่างของหลวงพี่นั่งนี่ยังพิงนะฮะ หรือบางท่านนั่งยังพิง แต่ของคุณยายท่านจะนั่งตรงๆ อย่างนี้ ส่วนใหญ่นะฮะ โยมพี่อารีพันธ์นี่พอเห็นคุณยายนั่งตรงๆ ไปสักพัก ก็จะใช้มืออ้อมมาจากข้างหลัง จับไหล่ (หมดหน้า 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) น้อยมากๆ ถ้าจะหลับสักนิดหนึ่งไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เวลาขับรถออกไป ท่านก็จะหลับตานิ่งๆ สักพักหนึ่ง ความเป็นผู้มีวินัยของท่านตรงนี้ ท่านบอกไว้ว่าสมัยก่อนที่ยายนั่งธรรมะบนเตียงขาดรู้ มุ้งมันพอดีพอดีตัว นั่งแล้วนี่ พอตอนกลางคืนถ้าเกิดง่วง แล้วตัวเอนไปสักหน่อย ตรงช่วงไหล่ก็จะไปติดกับผ้ามุ้ง ยุงมันก็จะมากัด ยายท่านก็ทำท่าเกาให้ดู มันกัดอย่างนี้ ในช่วงแรกๆ ที่นั่ง แต่ต่อๆ ไปนี่ เมื่อท่านฝึกขึ้นเรื่อยๆ นั่งกลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ก็นั่งได้อย่างตัวตรง แต่ท่านเองท่านบอกนะกว่าจะนั่งได้นี่ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคน ๖ ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องฝึก ตอนแรกก็ต้อง บางช่วงก็ยังต้องกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะเลย แต่เมื่อนั่งจนคุ้น แล้วจิตละเอียดมากขึ้น เมื่อดิ่งเข้าไปสู่ภายใน ก็ขาดรู้ ไม่รับรู้กายหยาบ ก็ไปทำละเอียดข้างใน นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านฝึกฝนมาตลอด แม้กระทั่งอายุ ๘๐ กว่า ก็ยังตัวตรง ความเป็นผู้มีวินัยของท่าน รักสะอาดของท่านนี่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ขับรถพาท่านกลับมา พอเวลาท่านผ่านช่วงดอนเมือง ท่านจะเห็นที่เกาะกลางถนน มีพวกเศษขยะเศษถุงอะไรต่างๆ ที่เขาคงทิ้งตาม เวลานั่งรถแล้วก็ทิ้งลงมา ท่านเห็นแล้วท่านบอกว่าไอ้พวกนี้นะ เกิดไปเป็นคนชาติหน้าเห็นท่าจะยาก หลวงพี่ฟังแล้วก็อึม เอ๊ะขนาดนั้นทีเดียวหรือ ก็มานึกตรึกตรองดูด้วยสติปัญญาของตัวเองที่มีอยู่เท่านี้ มันก็คงจะจริงนะ ท่านบอกว่าเห็นท่าจะยาก ก็คือคงไม่ใช่หมดทุกคนหรอก ก็มาตรองดูว่ามันก็คงจะจริง เพราะว่าคนที่ โดยปกติคนเขาไม่ทิ้งกัน ถ้าตัวเองยังทิ้งกันอยู่ แสดงว่าความยั้งใจอะไรต่างๆ ก็ไม่ค่อยมี คิดว่าทุกๆ ท่านในที่นี้คงไม่ทิ้งกันนะ คงรักสะอาดเหมือนคุณยายท่าน เวลาท่านผ่านไปตามคลองต่างๆ ก็ดี บางทีผ่านไปนี่ เห็นพวกผักตบชวาขึ้นเต็มคลอง ด้วยความที่ท่านเป็นผู้รักสะอาด ท่านก็บอกว่าแหม พวกนี้นี่นะ ผักตบชวานี่แค่รากมันเอามาขึ้นแห้งแค่นี้ เดี๋ยวมันก็ตายแล้ว น้ำมันจะได้สะอาดๆ คือท่านเห็นที่ไหน ถ้าเกิดไม่มีระเบียบ มีความสกปรกนี่ ท่านก็อดไม่ได้เหมือนกัน นี่คือความเป็นผู้ที่มีวินัยของท่านเอง ความเป็นผู้มีวินัยของท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือ หลวงพี่อยากจะใช้ว่าความเป็นผู้มีความรับผิดชอบของท่านมากกว่า คืองานของท่านที่ได้รับมานี่ ท่านรับผิดชอบมาก มีความรับผิดชอบสูง ถ้าหลายๆ คนเคยอ่านอานุภาพแห่งบุญเล่มล่าสุด คุณยายท่านก็บอกกับหลวงพี่เหมือนกัน ช่วงนั้นที่มีแขกผู้ใหญ่ บอกว่ามีลูกชายอยู่แล้วตั้ง ๔ คน มาบอกคุณยายบอกว่านี่ สามีนี่อยากจะได้ลูกสาว ก็มาขอบารมียาย คุณยายก็เล่าให้หลวงพี่ฟัง ท่านบอกว่ายายเข้าที่ใหญ่เลย ไม่ได้หรอก ต้องตามผู้มีบุญมาเกิด เข้าที่ใหญ่ ยายบอกว่าไม่ได้เดี๋ยวเสียชื่อ ท่านไม่ยอมให้เสียชื่อของท่าน ในที่สุดก็คลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิง หน้าตาน่ารัก ก็มาวัดอยู่เป็นช่วงเหมือนกันนะฮะ นี่คือความรับผิดชอบในงานของท่านซึ่งเป็นงานละเอียด ดูๆ แล้วนี่ ถ้าเป็นเกี่ยวกับเรื่องช่วยชีวิตอะไรต่างๆ ก็คงใช้เวลาไม่นาน แต่เรื่องตามคนมาเกิดนี่ กว่าเขาจะมาเกิดมันตั้งหลายเดือน ท่านถึงรับผิดชอบตรงนี้เต็มที่เลย เรื่องญาณทัสสนะของท่านแม่นด้วย ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่หลวงพี่ยังไม่ได้บวช มีหลวงพี่อยู่ประมาณสัก ตอนนั้นประมาณ ๒-๓ รูป ยืนกันอยู่ตรงทางแยกที่ติดๆ กับศาลาดุสิต พอดีคุณยายเดินมา หลวงพี่รูปหนึ่งท่านก็เอารูปโยมพ่อของท่านมาให้ยายดู บอกว่ายาย นี่โยมพ่อของพระนี่ไม่ค่อยสบายอย่างนี้ พอคุณยายเห็นรูปเท่านั้นนะ นี่คือคุณยายนะ เนื่องจากว่าความเป็นกันเองกับลูกศิษย์ ท่านพูดคำเดียว ตาย ไม่กี่วันก็ตายจริงๆ แต่ท่านก็คงช่วยอยู่แล้ว เนื่องจากว่าความกันเองท่านก็พูดตรงๆ กับลูกศิษย์ ส่วนญาติโยมต่างๆ ท่านก็ช่วยไป แล้วก็พูดให้กำลังใจบ้างนะฮะ ส่วนกับลูกศิษย์นี่ท่านพูดง่ายๆ ตรงๆ แล้วก็แม่นจริงๆ ฮะ ไม่กี่วันก็ได้รับทราบข่าว คืออายุของเขาหมดพอดี นี่คือกำลังญาณทัสสนะของคุณยายท่าน ส่วนข้อที่ ๑๐ คือ สุภาสิตา จ ยา วาจา ความเป็นผู้มีวาจาสุภาษิตของท่าน วาจาสุภาษิตของท่าน เป็นวาจาที่ทุกๆ คนนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย สามารถสอนตนเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัดก็ดี อยู่นอกวัด มีชีวิตครอบครัว อยู่ทางโลกก็ดี สิ่งที่ได้ยินเป็นประจำ หลวงพี่ก็ได้เล่าไว้ในตอนแรกก็คือขอให้ข้าพเจ้าปราศจากพาลไปทุกชาติทุกชาติ กระทั่งเข้านิพพาน สิ่งนี้ถ้าใครนี่มีฝังอยู่ในจิตในใจ แยกแยะอะไรออก ก็จะพยายามไม่คบไม่ไปยุ่งเกี่ยวทั้งคนพาลหรือสิ่งที่เป็นพาลอย่างอื่น นอกจากคำนี้แล้วนี่ ยายท่านจะบอก ยายพึ่งบุญ เพราะบุญไม่มีกิเลส คนเรามันยังมีกิเลส บางทีทำอะไรบ้างไม่ได้ถูกต้องตามใจ แต่ยายท่านจะพึ่งบุญ คือท่านจะไม่ใช้บุญพร่ำเพรื่อนะฮะ การพึ่งบุญของท่านก็คือท่านทำบุญอยู่สม่ำเสมอทุกวัน มีอะไรที่ขาดหรือพร่อง หรือสิ่งที่ท่านปรารถนา ท่านก็จะอธิษฐาน นึกถึงบุญแล้วก็อธิษฐาน เหมือนเป็นสูตรสำเร็จเลย ทำบุญ นึกถึงบุญ แล้วก็อธิษฐาน นี่คือวาจาสุภาษิตของท่าน มีหลายๆ อย่าง ถ้าท่านใดมีหนังสือคำสอนของยายที่หลวงพี่มหาสุวิทย์ วิชเชสโก ท่านได้นำมาเรียบเรียง นำมาถ่ายทอดให้พวกเราได้อ่านกัน วาจาสุภาษิตของท่านมีเยอะมาก ท่านก็บอกว่ายายนี่นึกถึงบุญเป็นใหญ่ ทำอะไรก็ตาม ท่านนึกถึงบุญ หรือทำอะไรก็ตามให้เหนี่ยวพระนิพพานเอาไว้ นี่คือความเป็นผู้ที่มีวาจาสุภาษิตของท่าน คำแต่ละคำนั้นมีมากมายทีเดียว หลวงพี่ก็ไม่สามารถที่จะยกมาได้ทั้งหมด ได้ส่วนหนึ่งที่หลวงพี่ได้ยินได้ฟังจากตัวท่านเอง สำหรับในวันนี้ก็คิดว่าคงจะเล่าเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมของคุณยายท่าน ในหัวข้อของมงคลสูตรเพียงเท่านี้ก่อน หลวงพี่จะขอนำเรื่องที่มีมาในพระไตรปิฎกมาเล่าให้ทุกท่านได้ฟัง เพราะว่าสิ่งนี้นี่หลวงพี่เองก็มีความปีติ ความปลื้มใจ คือตัวของหลวงพี่เองนี่ ได้มีโอกาสได้สร้างลานธรรม เจ้าภาพบางท่านก็ได้สร้างลานธรรมเหมือนกัน แล้วก็มาถวายหลวงพี่ก็หลายตารางเมตรเหมือนกัน ก็ขอให้ทุกท่านได้อนุโมทนานะ นึกถึงบุญตรงนี้ รู้สึกดีใจที่หลวงพ่อท่านเคยบอกเอาไว้ บุญสร้างเจดีย์นี่เป็นบุญใหญ่นับไม่ได้ แม้สร้างลานธรรมก็ตาม เป็นบุญใหญ่นับไม่ได้เลย เป็นอสงไขยอัปปาณังนี่ หลวงพี่ก็นึกดีใจ เชื่อในถ้อยคำของครูบาอาจารย์ และส่วนหนึ่งก็คือได้อ่านพระไตรปิฎก ยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งมีความปีติในบุญที่ตัวเองได้กระทำ ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นเอง พระองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่าใครๆ ไม่อาจที่จะนับบุญของบุคคลผู้บูชาอยู่ ซึ่งท่านผู้ควรบูชา มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสาวกที่ท่านได้ละธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าออกได้ ละความโศกได้ ละความคร่ำครวญได้ บุญนั้นมากมาย ไม่สามารถคำนวณนับด้วยวิธีใดๆ เลย ว่าบุญนั้นจะมีประมาณเท่านั้นเท่านี้ หลวงพี่ก็นึกถึงสิ่งที่หลวงพ่อท่านบอกเอาไว้ ตรงกับในพระไตรปิฎกเลย แค่เพียงบูชาเท่านั้นนะฮะ บูชาอย่างไรบ้าง ก็คืออีกเรื่องหนึ่งซึ่งในครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เดินมาพร้อมกับหมู่สาวก ท่านเห็นนกฮูกตัวหนึ่งมันป้องปีก เหมือนคล้ายๆ จะทำความเคารพ แล้วก็ผงกหัว พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ เมื่อพระอานนท์ทูลถาม พระองค์ก็ตรัสว่าเธอเห็นนกฮูกตัวนั้นไหม มันมองดูตถาคตและหมู่สาวกด้วยจิตที่เลื่อมใส ด้วยความที่มีจิตเลื่อมใสนี้เอง ละจากอัตภาพนี้แล้ว จะไปเกิดเป็นเทวดา และวนเวียนอยู่ในสุขภูมิตลอดแสนกัป ภพชาติสุดท้ายจะได้มาเกิด และมาได้บรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าโสมนัส ดูนะฮะ อานิสงส์การบูชา การทำจิตให้เลื่อมใสแค่นั้นเอง ยังได้อานิสงส์เป็นแสนกัป ไม่ต้องไปตกไปสู่ทุคติ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพี่ได้อ่านพบก็คือพระอรหันต์รูปหนึ่ง เมื่ออดีตชาติของพระอรหันต์รูปนี้นี่ ๑,๘๐๐ กัปที่แล้ว ในยุคนั้นท่านได้ให้สร้างลานดิน ลานดินในบริเวณที่สร้างสถูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัตถะทัตสี อานิสงส์ที่ท่านได้สร้างดินนั้น ทำให้ท่านนี่ไม่ไปสู่ทุคติภูมิเลย ตลอด ๑,๘๐๐ กัป ภพชาติสุดท้าย ท่านก็ได้บรรลุวิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ หลวงพี่ก็มานึกเปรียบเทียบว่าบุญที่หลวงพี่ได้ทำในยุคนั้น พระอรหันต์ อดีตพระอรหันต์รูปนี้เมื่อพันแปดร้อยกัปที่แล้ว ท่านสร้างลานดิน แต่หลวงพี่ได้สร้างลานปูน แข็งแรงกว่าตั้งเยอะตั้งแยะ ลานดินในยุคของท่านยุคนั้น ต่อไปมันก็คงมีหญ้าขึ้น แต่ที่นี่หลวงพ่อท่านให้ตอกเสาเข็มเป็นฐานอย่างดี แล้วก็มีร่องระบายน้ำ หญ้าไม่ขึ้นแน่ น้ำก็ไม่เฉอะแฉะด้วย แถมอยู่อีก หลวงพี่ว่าเป็นพันปี หรือเกินกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ แถมมีลายมือโป้งของหลวงพี่ด้วย นึกแล้วก็ชื่นใจ แล้วในยุคนั้นท่านสร้างลานดิน บูชาพระสถูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงพี่ได้มีโอกาสสร้างลานเจดีย์ บูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งรูปทรงแน่นอน คงไม่เหมือนในยุคนั้น ยุคปัจจุบันหลวงพี่ก็ได้สร้างองค์พระด้วย มีองค์พระที่เห็นด้วยตาหยาบๆ ถึง ๓ แสนองค์ อดีตพระอรหันต์ท่านนั้นสร้างลานดินบูชาที่เจดีย์ต่อพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว แต่ใจของหลวงพี่คิดนะหลวงพี่ได้สร้างบูชาพระพุทธเจ้าทั้งมีชีวิตอยู่นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน เวลาหลวงพี่ไปบูชาพระเจดีย์ถือดอกไม้ไปนี่ ก็นึกอย่างนี้ เราได้บูชาพระเจดีย์ ซึ่งบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ นับจักรวาลไม่ถ้วนนี่ นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ปรินิพพานไปแล้ว ก็นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน แล้วแถมพระธรรมกายนั้นทุกๆ องค์ มีพระบรมพุทธเจ้าเป็นประมุข พระธรรมกายล้วนเป็นจอมกระหม่อม ไม่ใช่เกตุดอกบัวตูม ซึ่งที่เคยได้ยินได้ฟังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าเป็นพระธรรมกายทีท่านเข้านิพพานด้วยกายเนื้อ หลวงพี่ก็นึกบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เข้าพระนิพพานด้วยกายเนื้อนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนเหมือนกัน บุญหลวงพี่คงเยอะนะ ก็นึกในใจ นึกปลื้มใจ ก็คิดว่าบุญของพวกเราที่ได้ทำบุญในครั้งนี้ ก็คงมากด้วย ก็ขออนุโมทนาด้วยนะ นึกอย่างนี้แล้วก็รู้สึกมีความปลื้มใจ แต่ในโอกาสที่ใกล้จะจบการบรรยายธรรม หลวงพี่ก็ขออนุโมทนาต่อทีมข้างหลังนี่ ที่ได้เอาดอกบัวมาบูชา ทั้งบูชาคุณยาย ซึ่งเป็นทักขิไนยบุคคล ทั้งบูชาพระเจดีย์ หมู่สงฆ์อีก ไม่รู้เขาจะได้บุญอสงไขยอัปปาณังกี่เท่ากัน ก็ต้องขออนุโมทนาด้วยนะ ให้พวกเราทุกท่านนะ ได้มองดูภาพของคุณยายที่ท่าน มีดวงตาที่ สุกใส ทอประกาย กรุณา รอยยิ้ม อิ่มอุรา ยิ้มออกมา จากกลางใจ พระคุณ ยายมากล้น เกินทุกคน จะบรรยาย เหล่าเทพ แม้มากมาย กล่าวไม่หมด เกินจำนรรจ์ แม้พรหม มาสรรเสริญ ก็คงเกิน กว่ากัปกัล พุทธองค์ ผู้ทรงญาณ ทั้งนิพพาน โมทนา คุณยาย เป็นต้นบุญ มาเกื้อกูล ทั้งโลกา เหล่าศิษย์ น้อมบูชา ด้วยบุญญา และดวงใจ ขอให้เราทุกท่านนะตั้งใจนั่งธรรมะกลั่นจิตกลั่นใจ เอาบุญนี้น้อมบูชาแด่คุณยายของเรานะ ทำใจของเราให้หยุดให้นิ่ง จะนึกถึงคุณยายหรือจะนึกถึงดวงแก้ว องค์พระ ให้ใจของเราผ่องใส คุณยายท่านมาเอาบุญกับพวกเรา แล้วท่านก็เอาบุญมาเติมให้พวกเราด้วย นึกถึงท่าน ว่าท่านมาซ้อนอยู่ในกลางของเรา อยู่ในกลางดวง กลางองค์พระที่ใสสว่าง เพียงเราทำใจของเราให้หยุดให้นิ่ง กระแสบุญจากท่านก็ดี กระแสบุญจากพระนิพพานก็ดี ก็จะหลั่งไหลมาที่กลางกายของเรา มากลั่นธาตุกลั่นธรรม เห็น จำ คิด รู้ของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ สัพเพ…… PAGE PAGE 2/ NUMPAGES 13