คุณยายอาจารย์และการปกครองหมู่คณะในยุคบุกเบิกสร้างวัด (๒)
(ม้วน 1/A)
พระฐิตสุทโธ : กราบนมัสการหลวงพ่อ พระเถระผู้มีพรรษากาลมากกว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรทุกท่าน (สาธุ)
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกๆ ท่านได้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศลนะ แด่คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา วันนี้อาตมามีเรื่องจะเล่าถึงคุณธรรมและกฎระเบียบต่างๆ คุณยายได้วางไว้ให้กับวัดของเรา ทำให้วัดของเรานี่เป็นแบบอย่างที่ดีนะ ทำให้ญาติโยมที่ได้มาที่วัดนี่เห็นแล้วเกิดศรัทธาปสาทะ
ก่อนที่จะพูดถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่คุณยายได้วางไว้ ขอเล่าย้อนหลังถึงก่อนที่จะมาสร้างวัด เพื่อให้ญาติโยมที่ไม่ได้รับฟัง รับทราบไว้ย่อๆ เดิม แต่เดิมวัดของเราตั้งแต่เมื่อเริ่มได้แผ่นดินร้อยเก้าสิบหกไร่มา ยังไม่มีพระจำพรรษา หลวงพ่อท่านก็จำพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำ ในชั้นต้นนั้นมีหลวงพ่อองค์เดียวที่บวช ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ อาตมาได้บวชแล้วก็ศึกษาขนบธรรมเนียมต่างๆ อยู่ที่วัดปากน้ำ
พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงพ่อทัตตะบวช เมื่อบวชแล้วก็เริ่มทำกิจกรรมขึ้น ตอนที่ท่านบวชนี่เออ ก่อนที่ท่านจะบวชนี่ ท่านเป็นผู้บุกเบิกชุดแรกที่มาอยู่ที่วัดนี่นะ ได้คุมการขุดคูน้ำรอบวัด สร้างแนวคันคู เพราะสมัยก่อนรอบๆ นี่เป็นพื้นที่ท้องนาหมด เราต้องการปลูกต้นไม้ เพราะงั้นหน้าฝนถ้าเราไม่ทำคันรอบที่เรา น้ำจะท่วม เมื่อท่านขุดคันคูเสร็จ ก็เริ่มมีสิ่งก่อสร้างขึ้นมา
ในชั้นต้นนี่เป็นบ้านพักเล็กๆ ก่อนอยู่หน้าวัด ตอนที่ท่านคุมการขุดคู คันคู เมื่อขุดคันคูเสร็จก็เริ่มมีสิ่งก่อสร้างขึ้นมา คืออาคารสำนักงานข้างใน หลังก็มีห้องโถงอยู่ห้องหนึ่ง แล้วก็มีห้องเล็กๆ ๓ ห้อง อาคารนั้นก็ขนาดประมาณ กว้างประมาณ ๑๒ เมตร คูณ ๑๒ เมตร แล้วก็มีห้องน้ำ ห้องครัว แล้วก็ที่รับแขก แล้วก็อุบาสิกาถวิลได้ถวายเรือนไทยให้อีกหลังหนึ่ง ก็มีอาคาร ๒ หลัง อาคารสำนักงานก็สร้างอยู่ที่ตำแหน่งอาคารดาวดึงส์ปัจจุบันนี้ สำนักเรือนไทยนั้นตั้งอยู่บริเวณศาลาจาตุมหาราชิกาปัจจุบันนี้
เมื่อหลวงพ่อทัตตะบวชก็มีการอบรมธรรมทายาทขึ้น สร้างกิจกรรมขึ้นมา โดยครั้งแรกนี่ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ แล้วก็อบรมต่อเนื่องมา จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ ก็เกิดมีกรณีครั้งแรกเกิดขึ้นนะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากลูกศิษย์บางคน พวกที่น้อยอกน้อยใจบ้าง หรือพวกเลอะๆ เทอะๆ ที่คุณยายให้คำจำกัดความว่าพวกเรียนมนต์ปนธรรมนะ เรียนมนต์ปนธรรมบ้าง กลุ่มหนึ่งก็ไปนิมนต์พระเกจิอาจารย์มาวางศิลาฤกษ์นะ โดยคณะเจ้าภาพกลุ่มนี้บอกว่าจะสร้างโบสถ์ นิมนต์พระเกจิอาจารย์มา แต่ว่าไอ้เบื้องหลังลึกๆ ก็คือต้องการให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่ เผอิญเหตุการณ์ครั้งนั้นมีธรรมทายาทบางคนที่ไปหาเกจิอาจารย์นั้นทราบความจริง ก็จะมาเล่า คุณยายกับคณะสงฆ์ที่ตอนนั้นมีอยู่ ๔-๕ รูป ก็ช่วยกันปกป้องพื้นที่นี้ไว้ โดยเข้าไปกราบเรียนอุปัชฌาย์ หรือเจ้าคุณใหญ่ที่วัดปากน้ำให้ท่านทราบความจริง ท่านก็ช่วย
เมื่อเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้นมานี่ คุณยายก็เลยบอกว่าพื้นที่นี้ต้องมีพระอยู่จำพรรษา หลวงพ่อทัตตะตอนนั้นเพิ่งพรรษา ๒ กับอาตมาก็มาจำพรรษาเป็นครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ แล้วก็พระอีก ๔ อีก ๓ รูป หลวงพ่อก็ย้าย คุณยายนะ ก็เลยให้บวช พระนั้นเป็นอุบาสกที่มาช่วยงานอยู่ที่นี่ ช่วยงานก่อสร้าง บวชแล้วก็ให้จำพรรษา พรรษาแรกที่วัดปากน้ำนะ ๑ พรรษา
ตอนที่อาตมามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ต้องทำงานทุกอย่างกับหลวงพ่อ ซึ่งอาตมาก็คุมงานสนาม หลวงพ่อก็รับแขกแล้วก็สั่งสอนสมาธิให้พวกพนักงานบ้างอะไรบ้าง ก็ทำงาน แบ่งกันนะ จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ คุณยายกับคณะสงฆ์ที่วัดปากน้ำทั้งหมดที่บวชจำพรรษาอยู่วัดปากน้ำก็ย้ายมาอยู่ที่นี่
แต่ตอนที่ย้ายมานี่มันมีปัญหา คือกุฏิตอนนั้นมีอยู่ ๕ หลัง กำลังสร้างอีก ๓ หลังยังไม่เสร็จ แต่พระตอนนั้นมีทั้งหมด ๘ รูปด้วยกัน เมื่อพระมีมากกว่ากุฏินี่ ก็ต้องเร่งสร้างกุฏิให้ครบจำนวนพระนะ ก็สร้างไว้ ๓ หลัง ช่วงนั้นงานก่อสร้างของเรานี่ เราจ้างผู้รับเหมาข้างนอก เผอิญโชคดีที่ผู้รับเหมาชุดที่มาสร้างครั้งนั้นน่ะ เป็นคนมีฝีมือแล้วก็ตั้งใจทำงาน ซึ่งงานครั้งแรกที่มารับเหมากุฏิ ๕ หลัง ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ ชุดนั้นแกทำงานนี่ขาดทุน เพราะว่าไม่คุ้นพื้นที่ ไม่คุ้นพื้นที่ก็ขาดทุนนิดหน่อย แต่แกก็ตั้งใจทำอย่างดีด้วยความประณีต เราเห็นว่าแกมีความตั้งใจดี ก็เลยป้อนงานให้ สร้างกำแพงหน้าวัด ก็กุฏิ
เมื่อมาอยู่รวมกันนี่ สิ่งแรกที่คุณยายตั้งกฎเกณฑ์ไว้ก็คือพระของเรานี่ไม่ต้องบิณฑบาตนะ ยายดูครัว ยายเลี้ยงเองนะ พระวัดเราไม่มีการบิณฑบาต อีกอันหนึ่งก็คือไม่รับกิจนิมนต์ข้างนอก คนจะนิมนต์ไปสวดมนต์ฉันเพลต่างๆ นี่เราไม่รับ คุณยายให้เหตุผลว่าพระเราน้อยนะ ถ้าเราไปฉันข้างนอก เกิดญาติโยมเจ้าภาพมาที่วัดนี้ มาถึงไม่มีพระอยู่เลยนะ จะทำให้ศรัทธาก็ลดถอยลง เพราะฉะนั้นพระยุคนั้นไม่มีการรับกิจนิมนต์นอกวัด แม้แต่ว่ากิจนิมนต์ไปงานสวดศพ งานอะไรก็แล้วแต่ เราไม่รับ
ก็ทำงานกัน แบ่งงานกัน ตอนนั้นอาตมาทำงานสนาม ดูการปรับพื้นที่ ปรับดิน ปลูกต้นไม้ สำหรับท่านมหาชิโตกับท่านฌานาเริ่มมาดูงานก่อสร้าง งานก่อสร้างบางงานนี่ผู้รับเหมารับไม่ทันนะ เช่นงานสร้างห้องน้ำ ๒๐ ห้อง บริเวณในวัด เป็นห้องน้ำกึ่งถาวร เป็นห้องน้ำชั่วคราว พื้นที่ห้องน้ำอยู่ ๒ ฝั่ง ตรงกลางตั้งตุ่มสำหรับให้ผู้มาอบรมธรรมทายาทใช้อาบน้ำ แล้วก็งานบุญใหญ่ที่เราจัดนี่ ห้องน้ำที่เราสร้างอยู่ด้านหน้า ตอนนั้นมีอยู่ ๒ จุด บริเวณอาคารหินอ่อนกับห้องน้ำหลังเล็ก มีอยู่ ๒ หลัง หลังกลาง ๒๐ ห้องนั่นยังไม่ได้สร้าง เวลาทำบุญยุคนั้นนี่ งานบุญใหญ่เรามีกฐิน มีผ้าป่า ๒ ครั้ง ผ้าป่ามาฆะ วิสาขะ ญาติโยมมาตอนนั้นก็ประมาณ ๒-๓,๐๐๐ คน ซึ่งห้องน้ำที่อยู่ด้านหน้าไม่พอใช้ ก็เลยต้องมาใช้ด้านในด้วย
สำหรับกฎระเบียบอีกอันหนึ่งที่คุณยายวางไว้ คุณยายกับหลวงพ่อช่วยกันวางไว้ สำหรับพื้นที่ ตอนนั้นเรา เราใช้ชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ยังไม่ได้ขอเป็นวัด กฎระเบียบ คุณยายวางเอาไว้ทั้งหมดกับหลวงพ่อ หลวงพ่อทัตตะช่วยกันวางไว้ เป็นกฎระเบียบที่ป้องกันสิ่งที่จะรบกวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรม
เช่นห้ามสูบบุหรี่ ตลอดจนเสพสิ่ง เสพติดมึนเมาทุกชนิด เพราะบุหรี่นี่ ถ้าคนสูบนะ
อันที่ ๑ กลิ่นจะรบกวน ถ้ามีคนนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ อีกคนหนึ่งเกิดสูบบุหรี่ขึ้นมานี่ กลิ่นจะรบกวนคนที่อยู่ข้างเคียง เพราะงั้นก็เลยห้าม อีกอย่างหนึ่งก็คือคนที่สูบบุหรี่มักจะทิ้งก้นบุหรี่ไม่เป็นที่ทาง วัดเราต้องการความสะอาดเรียบร้อยนะ กฎเกณฑ์นี้ถึงเกิดขึ้น
อันที่ ๒ ก็คือห้ามนำสินค้ามาขาย ถ้าการนำสินค้าเข้ามาขายนี่ ก็จะเกิดเสียง ทำให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น
กฏเกณฑ์แต่ละกฏเกณฑ์นี่คุณยายกับหลวงพ่อช่วยกันกำหนดขึ้น เป็นการเกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรม เป็นการเกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรม เพราะคุณยายเล็งเห็นว่าการ การปฏิบัติธรรมนี่เป็นจุดมุ่งหมายที่เรามาช่วยกันสร้างวัดนี่ ต้องการเผยแพร่การปฏิบัติธรรม แต่กฎเกณฑ์เหล่านี้นี่ที่เกิดขึ้นนี่ก็เลยสร้างความไม่เข้าใจให้เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ชาวบ้านแถวนี้นี่ ธรรมเนียมคนชาวบ้านแถวนี้นี่เวลามีงานต่างๆ นี่มีมโหรสพ เปิดเครื่องกระจายเสียงดังๆ แต่วัดเราไม่มี วัดเราไม่มี วัดข้างๆ นี่มีการบิณฑบาตนะ วัดที่เราอยู่ใกล้เคียงเรานี่ห่างกัน ๒ วัดนี่ ประมาณ ๔ กิโล แต่ละวัดที่บิณฑบาตนี่ก็เดินมาประมาณ ๒ กิโลก็ชนกันอยู่แล้ว วัดเราอยู่ตรงกลาง ถ้าเราบิณฑบาตอีกวัดหนึ่งนี่ ชาวบ้านสมัยนั้นชาวบ้านมีอยู่เฉพาะริมคลองไม่มาก ถ้าเราออกบิณฑบาตด้วยนี่ พระเรา ๗-๘-๙ องค์ก็จริง ก็อาจจะทำให้ญาติโยมที่ใส่บาตรนี่ใส่ไม่ทั่วถึง เพราะงั้นเราก็เลยไม่มีการบิณฑบาต
อีกอันหนึ่ง ก็คือวัดเราไม่มีตั้งศพ ไม่มีการเผาศพในวัด ซึ่งผิดกับวัดข้างๆ เคียงนี่ ชาวบ้านตอนนั้นก็เลยตั้งฉายาเราว่าวัดคอมมิวนิสต์ คือต่างจากคนอื่นเขา พูดกันไป การก่อสร้างยุคนั้น ยุคแรกๆ นี่สร้างกุฏิก็ดี หรือแม้แต่ศาลาจาตุมหาราชิกาก็ดี แท้งค์น้ำก็ดี ตอนนั้นเราใช้เข็มไม้ ไม่ได้ใช้เข็มยาวเหมือนปัจจุบันนี้ เมื่อใช้เข็มไม้นี่ ผู้ออกแบบกำหนดว่าจะต้องตอกลงไปนี่ให้ลึกจากผิวดินเดิม ๑ เมตร ดินเดิมเป็นดินท้องนา เราถมขึ้นมาบางที่ก็ประมาณ ๘๐ เซ็นต์ บางที่ก็เมตรหนึ่ง เพราะฉะนั้นเสาเข็มที่ตอกลงไปนี่ จะลึกลงไปจากผิวดินนี่เกือบ ๒ เมตร เวลาทำฐานรากนี่ ผู้รับเหมาจะต้องขุดลงไปถึงหัวเสาเข็ม ซึ่งเป็นหลุมลึกมาก เพราะว่าขุดลงไปนี่ ดินก็ขึ้นมากองที่ปากหลุม เพราะงั้นหลุมนี่ถ้าขึ้นไปยืนบนกองดิน จะลึก ๓-๔ เมตร
ชาวบ้านผ่านมา ผ่านไปผ่านมาเห็นเราขุดหลุมลึก เอ๊ะนี่เขาทำอะไรกันนะ ก็บางคนก็พูดเล่นๆ บอกทำห้องใต้ดินมั้ง ก็เลยเป็นข้อร่ำลือว่าในวัดเรามีทั้งห้องใต้ดินนะ จิปาถะ คือบางครั้งนี่ชาวบ้านที่มาทำงานในวัดนี่เข้าใจ คนถามก็แกล้งพูดเล่นๆ มีคนงานอาตมาได้เคยนะ บอกชาวบ้านถามว่าที่นี่มีห้องใต้ดินใช่ไหม เขาบอกมีมี ว่างๆ จะพามาดู ไอ้ห้องใต้ดินที่เขาหมายถึงก็คือบ่อซึมของห้องน้ำนะ ขุดลงไปเป็นบ่อนะ
สิ่งเหล่านี้เองนี่ได้สร้างปัญหากับวัดเราภายหลัง วัดเรามีการอบรมนิสิตนักศึกษาตั้งแต่ปีพุทธศักราช พุทธศักราช ๒๕๑๕ ๒๕๑๖ นะ เกิดกรณีนักศึกษากับฝ่ายรัฐบาลคือ คงจะจำกันได้ว่าเหตุการณ์เมื่อ ๑๔ ตุลานะ หลังจากนั้นฝ่ายบ้านเมืองไม่ว่าทหารก็ดี ตำรวจก็ดี เริ่มจับตาดูนิสิตนักศึกษา วัดเราเองเป็นที่อบรมนักศึกษา มีการเปิดอบรมธรรมทายาท เปิดอบรมธรรมทายาทนะ ซึ่งก่อนการอบรมก็มีการแจกใบโบชัวร์ต่างๆ ไปตามสถาบันเชิญชวนให้เข้ามาชวน วัดเราเลย ก็เลยถูกจับตาไปด้วย
พอเกิดเหตุการณ์เมื่อ ๔ ตุลา ๒๕๑๙ วัดเรายิ่งถูกจับตาดูมากขึ้น หน่วยข่าวกรองต่างๆ นี่เริ่มมาหาข้อมูลในวัด เพราะฉะนั้นตำรวจที่มา ย้ายมาที่นี่ สารวัตรใหญ่ที่คลองหลวงนี่ ย้ายเข้ามาใหม่ๆ นี่จะต้องมาเยี่ยมที่วัด มาหาข้อมูล มาถาม ซึ่งเราเองก็ ส่วนมากแล้วหลวงพ่อทัตตะจะพาชมวัดให้ดูตามที่ต่างๆ เขามาเห็นกับตา เขาก็เข้าใจ แต่บางส่วนที่ไม่ได้เข้ามาในวัด ให้หาข้อมูลจากชาวบ้าน ชาวบ้านก็คือร้านค้าที่เป็นแหล่งชุมนุมชน พวกนี้เขาจะไปหาข้อมูล ร้านค้านี่แถวๆ นี่ไม่ค่อยชอบเราอยู่แล้ว เพราะว่าเราห้ามนำสินค้าเข้ามาขายในวัดนะ ที่กล่าวแล้วข้างต้นว่าคุณยายวางกฎระเบียบว่าห้ามนำสินค้าเข้ามาขาย เพราะขายแล้วเกิดความวุ่นวายไม่สงบ เพราะงั้นร้านค้านี่ก็ไม่ค่อยชอบเราอยู่แล้ว ก็ให้ข้อมูล เพราะร้านค้าไม่เคยเข้ามา ให้ข้อมูลตามที่ได้ยินจากชาวบ้านบอกวัดนี้มีห้องใต้ดินบ้างนะ แล้วก็ชาวบ้านตั้งฉายาว่าวัดคอมมิวนิสต์
ตอนนั้นก็เลยเป็นข้อมูลที่ฝ่ายข่าวกรอง ฝ่ายทหารก็ดี ตำรวจก็ดี ก็ได้บอกว่าวัดนี้ไม่น่าไว้ใจ เพราะข่าวกรองแต่ละสายที่มานี่ ส่วนมากมาหาจากแหล่งข่าวแหล่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นข้อมูลนี่ตรงกันหมดเลยนะ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เรายุ่งยากนานพอสมควร
ต่อมานี่หลังจากที่เราย้ายมาก็เริ่มทยอยบวชเพิ่มขึ้น จาก ๘ องค์เป็น ๑๐ องค์ ๑๐ องค์ แล้วก็เริ่มมีการบวชธรรมทายาทเกิดขึ้น ในชั้นต้นนี่ธรรมทายาทที่มาอบรมนี่ไม่ได้บวช แต่หลังจากที่เราวางศิลาฤกษ์ เอ่อ หลังจากที่เราฝังลูกนิมิตที่โบสถ์นะ ก็เริ่มมีการบวชธรรมทายาท เพราะว่าการฝังลูกนิมิตนี่ต้องใช้พระมาทำพิธีชักนิมิตจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็เลยได้จากพระธรรมทายาทของพวกเรา
หลังจากนั้นนะ คนที่มาวัดมากขึ้น กิจกรรมวัดก็มากขึ้น ก็เลยเราดำริว่าเอ๊ะ พระที่เราบวชอยู่นี่ มี ๑๐ องค์นี่คงไม่พอนะ ก็เลยเริ่มมีการรับพระที่บวช ที่ศึกษาจบแล้ว บวชธรรมทายาทนี่ ใครอยู่ต่อก็ เราก็เริ่มรับนะ หรือบางส่วนที่ลาสิกขาจากธรรมทายาท ก็เริ่มมาเป็นอุบาสก อุบาสิกามากขึ้น เริ่มมาเป็นอุบาสก อุบาสิกาเพิ่มขึ้น
เมื่อคนมาวัดมากขึ้น คุณยายก็เลยดำริว่าเออ สมัยก่อนนี่ญาติโยมก็ดี หรือว่าธรรมทายาทก็ดี จะเรียกหลวงพ่อทัตตะว่าหลวงพี่นะ เรียกหลวงพ่อธัมมะว่าหลวงพี่ ยายก็บอกเอ๊ะ ถ้าอย่างนี้ก็จะใกล้ชิดเกินไปนะ อยากจะยกหลวงพ่อให้สูงอีกนิดหนึ่ง ก็เลยตั้งกฎเกณฑ์ว่าให้เรียกหลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะว่าหลวงพ่อ ให้เรียกหลวงพ่อ เพราะตอนนั้นก็มียุคบุกเบิกอีกรูปหนึ่ง เป็นผู้บุกเบิกยุคแรกเลย บวช คุณยายก็ให้เรียกหลวงพ่อเหมือนกัน ให้เรียกหลวงพ่อเหมือนกัน ตกลงตอนนั้นพระในวัดนี่ที่พวกเรายกย่องเป็นหลวงพ่อมี ๓ รูปด้วยกัน
คุณยายดำริว่าเด็กวัด อุบาสก อุบาสิกานี่ตอนนั้นมีมาก น่าจะมีพระอาจารย์ที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ก็เลยมอบหมายให้หลวงพ่อองค์ที่ ๓ ให้ท่านช่วยดูแลอุบาสก อุบาสิกา คุณยายเองนี่ก็ดูครัวนะ ยายต้องไปที่ครัวทุกครั้ง เรื่องกิจการในครัวทุกอย่างนี่ยายก็ไปดูแลจัดการทั้งหมด ส่วนการอบรมญาติโยมที่มา หลวงพ่อธัมมะ หลวงพ่อทัตตะรับผิดทราบนะ ตอนนั้นหลวงพ่อองค์ที่ ๓ นี่ก็เลยมอบหมายให้ ฝากฝังให้ท่านดูแลพวกอุบาสก
ดังที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นว่าคุณยายเคยให้โอวาทว่าเราทำงานด้วยกันนี่ เราทะเลาะกันได้ แต่โกรธกันไม่ได้ ซึ่งพระทุกรูปที่อยู่มาถึงปัจจุบันนี้ ก็ถือปฏิบัติตลอดมา ถ้าจะพูดถึงเรื่องทะเลาะกันนี่ คู่ที่ทะเลาะกันมากที่สุดก็คือหลวงพ่อทัตตะกับอาตมานะ ทะเลาะกันมาก เพราะว่าครั้งแรกนี่มาอยู่กัน ๒ รูปนะ ไม่มีรูปที่ ๓ ไม่มีกรรมการที่จะตัดสิน ความเห็นไม่ตรงกันนี่ใครตัดสินล่ะ ตอนนั้นเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ใครเห็นยังไง ทำอย่างนั้น แบ่งความรับผิดชอบกัน แบ่งความรับผิดชอบกัน ให้ทำไปตามที่ตัวเองถนัด ซึ่งมันก็สำเร็จหมด เพียงแต่วิธีการต่างกันเท่านั้นเองนะ
และการทำงานยุคนั้นงานเร่งตลอด ไม่ใช่ไม่เร่งนะ งานเร่งตลอดตั้งแต่สร้างวัดมา ไม่มีงานไหนเลยที่ไม่เร่ง เพราะอะไร ที่งานเร่งนี่เพราะหลวงพ่อท่านใจเย็น ท่านใจเย็น เมื่อท่านใจเย็นนี่ท่านทำละเอียดได้ลึก ไอ้สิ่งที่ท่านทำละเอียดนี่นะมันสำเร็จนะ อย่างเร็วพลันเลย สำเร็จอย่างเร็วพลัน เพราะงั้นมาถึงงานหยาบนี่นะ หลวงพ่อท่านคุ้นเคยกับการทำละเอียดนะ เพราะงั้นใจท่านเร็ว ท่านคิดปั๊บ ก็อยากให้มันเสร็จแล้ว เพราะงั้นก็เป็นเรื่องของพวกเราที่จะต้องพยายามช่วยกันทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเลย
พูดถึงงานนี่ อาตมาย้อนจะเล่าเรื่องให้ฟังเรื่องหนึ่งนะ ซึ่งพระปัจจุบันนี้ที่รับงานนี่ คิดว่า เออ งานตอนนี้งานเร่ง งานเร่ง สมัยที่อาตมารับผิดชอบพื้นที่ ตอนนั้นตกแต่งพื้นที่บริเวณหน้าโบสถ์ ถ้าใครเข้ามาหน้าโบสถ์จะเห็นตรงสี่แยกหน้าโบสถ์ ฝั่งขวาเข้ามา ฝั่งขวามือนี่นะ ไปถึงริมน้ำ สระน้ำ ฝั่งซ้ายมือถึงสระหน้าวัด สระใหญ่ ๒ สระ ตอนนั้นยังเป็นกองดินระเกะระกะอยู่ ซึ่งอาตมาตอนนั้นมีคนงานอยู่สัก ๓๐ กว่าคน ให้ปรับพื้นที่
เช้าวันหนึ่งหลวงพ่อเรียกอาตมาไปพบ ถามบอกว่าตรงหน้าวัดนี่ใช้เวลากี่วันเสร็จ อาตมาก็ตอบท่านไปว่าประมาณ ๔๕ วัน หลวงพ่อท่านบอกว่าจะเออ จะมีงานสำคัญนะ อีก ๕ วันข้างหน้า ๕ วันนะ อยากให้ปรับให้เรียบร้อยภายใน ๕ วันนี่ แต่ก็ยังดี ท่านบอกว่าวิธีไหนก็ได้ จะใช้วิธีไหนก็ได้ แต่ให้เสร็จ วันนั้นอาตมาก็ใช้เวลาครึ่งวันในการติดต่องานนะ สั่งเครื่องจักรเข้ามา ปรากฏว่าเร่งกันทั้งกลางวันกลางคืน แต่กลางคืนก็มีกติกาว่างานเร่งแค่ไหนก็ตามนะ คนงานนี่ ๒ ทุ่มเลิกนะ คือว่าถ้าเลิกกว่านี้นี่ กลางวันก็จะเพลีย ทำให้งานกลางวันนี่ประสิทธิภาพลดลง เพราะฉะนั้น ๒ ทุ่มเป๋ง เลิก ตอนนั้นท่านติลโกเป็นคน เป็นกรรมการจับเวลา พอ ๒ ทุ่มท่านจะบอก เออ ๒ ทุ่มแล้วนะ ก็บอกคนงานเก็บเครื่องไม้เครื่องมือ รับประทานอาหารกัน ก็แยกย้ายกันกลับ
งานครั้งนั้นนี่ปรากฏว่า ๕ วันก็สำเร็จ แต่ว่าความเรียบร้อยนี่ได้ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ถือว่าภาพรวมแล้วใช้ได้นะ นี่เป็นตัวอย่างๆ หนึ่งว่างานคำว่าเร่งนี่นะ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสร้างวัดแล้ว
ย้อนกลับมาเรื่องที่เล่าค้างไว้ว่ายายให้โอวาทว่าคนที่ทำงานร่วมกันนี่ ทะเลาะกันได้ โกรธกันไม่ได้ แต่ก็มีที่ไม่ปฏิบัติตามโอวาทของยายนะ คือหลวงพ่อองค์ที่ ๓ นะ เมื่อคุณยายมอบหมายให้ดูแลอุบาสก ท่านผูกโกรธอุบาสกอยู่ ๒-๓ คน ๒-๓ คน อาจจะไปขัดอกขัดใจอะไรท่าน หรือไปดื้ออะไรกับท่าน แทนที่จะเลิกรากันไปนี่ ท่านผูกโกรธ ผูกโกรธขนาดลงไม้ลงมือ ผูกโกรธขนาดลงไม้ลงมืออุบาสก ในที่ชุมนุมด้วย การเออ ที่รวมประชุมของอุบาสก ท่านไปลงไม้ลงมืออุบาสกเข้า จริงๆ แล้ววันนั้นอุบาสกอีก ๒ คนเผอิญออกไปข้างนอก อุบาสกที่รับเคราะห์ก็คือ ตอนหลังได้บวชคือท่านขจรตอนนั้น ก็ถูกลงไม้ลงมือนิดหน่อย
ก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมานี่ คุณยายก็เลยบอกว่าเอ๊ะ ท่านไม่ได้วางตัวเป็นผู้ใหญ่ อุตส่าห์ยกย่องท่านเป็นหลวงพ่อ ให้อุบาสกให้ความเคารพท่าน แต่หลวงพ่อนี่ แต่ท่านเองกลับไม่วางตัวเป็นผู้ใหญ่นะ ก็เลยไม่ได้ให้การรับผิดชอบดูแลอุบาสกต่อ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านโกรธยายเรื่องนี้ เพราะว่าเท่ากับท่านเสียหน้า
จริงๆ ๒ เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งก็คือยุคนั้นเริ่มมีอุบาสิกา อุบาสิกาบางคนนี่ก็ทำงานเฉพาะตอนเย็นกับวันหยุด วันธรรมดาก็ทำงานข้างนอก เผอิญคนควบคุมครัวที่ช่วยคุณยายนี่ไม่ได้อยู่ คือออกจากครัวไป หลวงพ่อองค์นี้ก็เลยให้อุบาสิกาคนหนึ่งออกจากงา จะให้มาอยู่ครัว ยายทราบเข้า ยายบอกเรื่องครัวนี่ยายรับผิดชอบ การที่จะเอาใครมาอยู่ในครัวนี่ ต้องให้ยายรับรู้ก่อน แล้วเรื่องนี้ยายก็เลยปฏิเสธ ซึ่งท่านเองก็เลย เมื่อให้เขาออกจากงานแล้ว ก็ต้องหางานฝากงานให้เขาทำ
๒ เรื่องนี่ เป็นเรื่องที่ท่านเองนะ ไม่พอใจยายมากเลย โกรธยาย ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องที่คุณยายบอกว่าท่านรังแกยาย การรังแกยาย รังแกยังไง อาตมาเองนะคุ้นเคยกับท่าน จริงๆ สมัยตอนที่ย้ายมาใหม่ๆ นี่ กุฏิไม่พอนี่นะ กุฏิอาตมานี่นอนกัน ๓ รูป กุฏิภายในซึ่งกว้างแค่ ๓ เมตรครึ่ง คูณ ๓ เมตรครึ่งนะ พื้นที่นอน พระนอนกัน ๓ รูปนะ ท่านเองเคยนอนที่กุฏิอาตมา แล้วก็ท่านติลโก เรียกว่านอนเรียงกันเหมือนปลาทูในเข่งเลยตอนนั้น ต้องหันปลายเท้าไปตรงห้องน้ำ เพราะว่าเกิดดึกๆ ใครมาเข้าห้องน้ำนี่จะได้เดินออกไปทางปลายเท้านะ ไม่ไปเหยียบกันเข้า
ท่านเองนี่เคยดูแลยายตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส ก็ใกล้ชิดยายมาก จริงๆ แล้วยายรัก ตอนยายอยู่กุฏินี่ กุฏิท่านก็อยู่ใกล้กุฏิยาย มีอยู่ครั้งหนึ่งมีงานก่อสร้างที่ครัว ตอกเสาเข็ม ยายเองนี่ถ้ากลางวันนี่มีเสียงอะไรดังรบกวนมากๆ เลย มีเสียงรบกวนมากๆ กลางคืนยายจะนอนไม่หลับนะ พอนอนไม่หลับ คนแก่นอนไม่หลับ สุขภาพจะทรุดอย่างรวดเร็วเลย เพราะงั้นตอนตอกเสาเข็มนี่ ที่ข้างกุฏิยาย ยายต้องย้ายไปพักข้างใน
ตอนที่มีตอกเสาเข็มนี่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกคือบริเวณชายน้ำหน้าศาลาดุสิต ตอกเสาเข็ม ต่อมาก็มีการสร้างครัว ครัวจริงๆ แล้วนี่เราสร้างจุดนั้น ครัวยามาสร้างเสร็จตั้งแต่ปี ประมาณปี ๒๕๑๙ แล้วก็ศาลาดุสิตที่เป็นหอฉันนี่ สร้างเสร็จประมาณปี ๒๕๒๒- ๒๓ ประมาณนี้ แล้วก็ต่อจากครัวยามาไป อันนั้นสร้างทีหลัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระฉันนั่งฉันอยู่ปัจจุบันนี้ สร้างประมาณ ๒๕๒๖
ตอนนั้นคุณยายต้องย้ายจากกุฏิปัจจุบันนี้ไปอยู่ข้างใน เพราะว่าตอกเสาเข็มเสียงดัง ท่านเองอยู่กุฏิที่อยู่ใกล้กุฏิยายนะ ดูแลยายอยู่ เข้าใจปัญหาของยาย ว่าถ้ายายนอนไม่หลับนี่ สุขภาพยายจะทรุดโทรมมากเลย เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ท่านโกรธยาย กลางคืนดึกๆ ท่านไปเดินรอบกุฏิยาย เคาะหน้าต่าง ให้ยายตื่น เพราะท่านรู้ว่ายายนี่ถ้าตื่นขึ้นมาแล้ว คนแก่กลางคืนจะนอนไม่หลับ
หรือบางทีนี่ กลางวันยายเดินไปที่ครัว ตอนบ่ายๆ ยายจะเดินไปดูความเรียบร้อยที่ครัวว่าเด็กๆ เก็บถ้วยเก็บจานที่ตากแดดเรียบร้อยไหม จะเดินไปดูที่ครัวทุกวัน ท่านก็มัก ท่านรู้นี่ กลางวันคุณยายเดินไปครัวท่านมัก มักจะดักยาย ขู่ยาย ทำท่าทำทางจะทำร้ายยายนะ เรื่องนี้ยายเคยเล่าให้พระทุกรูปฟังว่านี่ท่านทำท่าแบบนี้ ทำท่านะ แล้วก็เต้นไปด้วย ทำท่าเหมือนจะชกนะ แล้วเต้นฟุตเวิร์คลักษณะอย่างนั้นนะ ไอ้ท่านี้ยายทำให้ดูด้วย ยายทำให้ดู ซึ่งอาตมาจำได้ สมัยที่ท่านมานี่ ความที่คุ้นเคยกัน ท่านเคยแหย่อาตมา ทำท่าแบบนั้น ท่าทางนี่ ยายทำท่าทางคล้ายกับท่าทางท่าน เพราะงั้นเรื่องนี้อาตมายืนยันได้ว่าจริงนะ ถึงไม่เห็นก็ตาม ดูจากท่าทางที่ยายทำให้ดู ว่าท่านทำท่าแบบนี้นะ อาตมายืนยันได้
เมื่อเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้น หนักๆ เข้า ยายก็เลยกราบเรียนให้หลวงพ่อธัมมะทราบ กราบเรียนให้หลวงพ่อธัมมะทราบว่านี่พระองค์นี้รังแกยายนะ ให้หลวงพ่อช่วยจัดการที หลวงพ่อธัมมะยกย่องท่านมากเลย เพราะท่านเป็นรุ่นพี่ รักท่านมากนะ เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้น หลวงพ่อธัมมะนี่ คุณยายก็เป็นครูบาอาจารย์ท่าน อีกคนก็เป็นรุ่นพี่ที่ท่านรักมาก ท่านก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยให้ท่านย้ายจากกุฏิที่อยู่ใกล้คุณยายไปอยู่ข้างใน
โชคดีของอาตมา มาอยู่ตรงข้ามกันพอดีเลยนะ มาอยู่ตรงข้ามกัน กุฏิท่าน ที่อาตมาอยู่น่ะ ๓ หลังด้วยกัน มีอาตมาอยู่รูปหนึ่ง ตอนนั้นท่านฌานาอยู่ตรงข้าม แล้วก็ท่านติลโกอยู่ ท่านฌานาก็ย้ายมาอยู่กุฏิที่ท่านอยู่ปัจจุบันนี้ ให้ท่านย้ายไปอยู่ข้างใน
เสร็จแล้วก็ หลวงพ่อก็เป็นห่วง ก็มอบหมายให้พระอีก ๒ รูปนะ ซึ่งเป็นพระที่บวชจากอุบาสกช่วยดูแลท่าน เป็นกัลยาณมิตรให้ท่านนะ เมื่อเข้าไปเป็นกัลยาณมิตรให้ท่าน แทนที่จะช่วยท่าน ให้กลับจิตกลับใจได้ กลับถูกท่านกล่อมจนกระทั่งคล้อยตามท่านไปหมดเลยทั้ง ๒ รูป พระ ๒ รูปนี่ เดิมจริงๆ แล้วนี่อีกรูปหนึ่งเป็นลูกศิษย์รักของหลวงพ่อทัตตะ เป็นลูกศิษย์รักของท่านเลย ตอนอบรมธรรมทายาท แล้วก็ไปเรียนต่อนอกจนจบด๊อกเตอร์มา ตอนไปเรียนต่อเมืองนอกนี่ หลวงพ่อทัตตะนี่พูดถึงเสมอเลย บอกเสียดายนะที่ไม่อยู่ ถ้าอยู่นี่ก็จะช่วยงานอะไรบางอย่างได้ ท่านรักมาก พอไปดูแลท่านองค์นี้ คล้อยตามท่านไปหมด
พอไปข้างนอก เวลาไปเทศน์ตามศูนย์กัลยาณมิตร แทนที่จะไปสอนธรรมะญาติโยมนะ เอาเรื่องดีๆ มาแล้ว กลับไปโจมตีหลวงพ่อ ไปโจมตีหลวงพ่อ หลวงพ่อองค์ที่ ๓ นี่ กลางคืนท่านมักไปที่โรงนอน อาคารมหาพรหมมั้ง ปัจจุบัน ที่นั่นมีโทรศัพท์ก็ไปโทรคุยกับญาติโยมท่าน ญาติโยมที่สนิทกับท่านนี่ ท่านโทรไปคุยทุกคืน คุยเรื่องอะไร เรื่องโจมตีวัด โจมตีหลวงพ่อ โจมตียายนะ โจมตี จนกระทั่งมีอุบาสกไปได้ยินเข้าหลายครั้ง ก็เลยมากราบเรียนให้หลวงพ่อท่าน กราบเรียนให้หลวงพ่อธัมมะทราบ ท่านเองก็ว่าช่วยแล้วนะ แต่ว่าเป็นอย่างนี้ ท่านก็เลยบอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน มอบหมายให้หลวงพ่อทัตตะกับคณะสงฆ์ในวัดประชุมสงฆ์พิจารณาว่าจะเอายังไง ท่านจะถือตามมติสงฆ์นะ หลวงพ่อ
ก็มีการประชุมกัน ที่ประชุมสงฆ์มีมติพร้อมกันว่าให้ท่านย้ายวัด ให้ท่านย้ายวัด เมื่อมีมติแบบนี้ก็แจ้งให้ท่านทราบว่าตอนนี้คณะสงฆ์มีมติให้ท่านย้าย สำหรับพระ ๒ รูป ไปตามศูนย์กัลยาณมิตร ไปโจมตีหลวงพ่อ พระอนุจรที่หลังไปด้วย ไปร่วมกัน ฟังแล้วไม่สบายใจ ก็มากราบเรียนให้หลวงพ่อทัตตะทราบว่านี่หลวงพี่ท่านไปด้วย ท่านพูดถึงหลวงพ่อแบบนี้นะ พูดถึงคุณยายแบบนี้ ท่านฟังแล้วไม่สบายใจมากเลย หลวงพ่อทัตตะก็เลยเรียกท่านมาถาม ว่านี่มีพยานยืนยันว่าท่านได้พูดอย่างนี้จริงไหม พอมีพยานยืนยันท่านยอมรับ เมื่อท่านยอมรับนี่ ท่านก็เลยขอย้ายวัด อีกองค์หนึ่งไปอยู่วัดในจังหวัดปทุมใกล้ๆ นะ ย้ายไปอยู่วัดเล็ก (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
ปัจจุบันยังอยู่ ก็คงยังไม่ค่อยญาติดีกับวัดเท่าไหร่ปัจจุบันนี้
สำหรับหลวงพ่อองค์นี้ ท่านเอง ทางอาศรมมีมติอย่างนี้แล้วนะ ท่านเอง ท่านก็ออกทุกวัน เช้าออกไป แทนที่จะไปหาวัดอยู่ กลับไปสร้างศัตรูให้วัดเรานะ ไปตามวัดนี่โจมตีวัดเรา คนขับรถที่ไปกับท่านนี่ ต้องตระเวนไปตามวัดเป็นเดือนๆ หลายเดือน ท่านก็อยู่นั่นแหละ
ก็เลยมีมติว่าเอ๊ะ ถ้าอย่างนี้โอกาสที่จะย้ายนี่คงยากมาก ก็เลยมีมติการบีบคั้นท่านเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ที่ท่านไปให้การที่ศาลน่ะนะ บางเรื่องเป็นเรื่องจริง บางเรื่องนะ เพราะว่าถ้าพูดเรื่องเท็จทั้งหมดนี่ คนมีปัญญาฟังออก เพราะงั้นเรื่องที่พูดนี่ประเภทจริง ๗ เท็จ ๓ นะ ถ้าพูดแต่เรื่องเท็จนี่ หลอกได้แต่คนโง่ แต่ว่าถ้าจริง ๗ เท็จ ๓ นี่ คนที่ไม่ค่อยฉลาดนักก็ยังเชื่อนะ เพราะงั้นบางเรื่องที่ท่านพูดน่ะเรื่องจริง
เช่นเรื่องตัดน้ำตัดไฟท่าน ไอ้เรื่องนี้จริง เพราะว่าอาตมาต้องการบีบคั้นท่าน นี่ที่ประชุมสงฆ์มีมติให้ท่านย้าย ก็ยังไม่ย้าย ก็เลยตัดน้ำ อาตมาเองเป็นคนตัดฮะ หลวงพ่อไม่เกี่ยวนะเรื่องนี้ อาตมาเผอิญตอนนั้นดูเกี่ยวกับเรื่องสาธารณูปโภค เรื่องน้ำเรื่องไฟต่างๆ นี่ ตัดน้ำนี่ตัดหมดทั้ง ๓ กุฏินะ กุฏิอาตมาด้วย ท่านติลโกด้วย ก็อดด้วยกัน ไม่มีน้ำด้วยกัน ปิดน้ำ ขณะนั้นเองท่านก็ยังทนอยู่
เราเองนี่ได้ยินญาติโยมมา มาเล่าให้เล่าฟังนี่ ท่านโจมตีวัดโจมตีหลวงพ่อต่างๆ มากมาย แต่เราไม่มีหลักฐาน ไม่มีหลักฐาน หลักฐานนี่จริงๆ แล้วนี่นะ ท่านอัดเทศส่งไปแทบจะทั่วประเทศไทย แม้แต่ที่อำเภอนี่ก็ได้ แต่เราไม่ได้ วันหนึ่งเทปได้มาถึงเจ้าภาพคนหนึ่งซึ่งยังศรัทธาวัดอยู่ ก็เลยเอามาให้ท่านสุธัมโม เป็นเทปที่ท่านประกาศชื่อในเทปเลยว่าอาตมาชื่ออะไร ทั้ง ๓ รูปให้สัมภาษณ์โจมตีวัด โจมตีวัด
พอเราได้หลักฐานนั้นมานี่ อาตมาพอได้เทปนั้นมา ตอนนั้นอาตมาดูคนงาน ดูเรื่องงานสาธารณูปโภคเรื่องน้ำเรื่องไฟ แล้วก็ดูเรื่องหน่วยรักษาความปลอดภัย ดูเรื่องยาม พอได้เทปมา อาตมาก็เลยเอาเทปเสียงท่านน่ะบอกให้ไปเปิดให้ท่านฟังหน้ากุฏิท่าน ท่านจะได้รู้ว่าเออ ไอ้ที่ท่านปฏิเสธมาตลอดเลยว่าไม่จริง ไม่จริงนี่ ก็มีหลักฐาน
และหลักฐานนี่ก็เลยทำให้ท่านยอมย้าย หลังจากนั้นประมาณ ๓ วันก็เลยย้าย ไปอยู่วัดปากน้ำ ไปอยู่วัดปากน้ำ แต่ว่าการไปอยู่วัดปากน้ำท่านนี่ ท่านก็ยังไม่ได้ญาติดีกับวัดเรา ยังโจมตีมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรื่องที่ท่านโจมตีก็เรื่องซ้ำๆ ซากๆ เรื่องเก่าที่อัดเทปไว้ ไอ้เทปชุดนั้นน่ะหลังจากที่ท่านไปแล้ว อาตมาไม่ได้เก็บไว้ เพราะถือว่าไอ้เรื่องที่พูดนี่ ฟังแล้วมันทำให้ไม่เกิดกุศลในใจ ก็เลยไม่เก็บไว้ เพราะงั้นเรื่องที่ให้การที่ศาลน่ะจริง ไอ้เรื่องไปเปิดเสียง จริงๆ ก็เสียงท่านเอง ถ้าไม่บีบคั้นท่านแบบนี้ คิดว่าปัจจุบันท่านคงยังอยู่ที่นี่ คงยังไม่ย้าย เพราะท่านอยู่วัดปากน้ำนี่ ๒ ปีที่แล้ว สมเด็จที่เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำให้ท่านย้ายวัด เพราะขัดคำสั่งเจ้าอาวาส ๒ ปีมาแล้วนี่ ปัจจุบันนี้ท่านยังอยู่เลย ยังไม่ได้ย้ายไปไหน
ย้อนกลับมาเรื่องที่วัดนิดหนึ่งนะ ปี ๑๗ ที่มีปัญหากับภายนอก หน่วยราชการก็ดีมองเราด้วยความหวาดระแวง ก็ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ เกิดมีกรณีกับชาวนาขึ้นนะ ชาวนาผู้เช่านา ผู้เช่านา ผู้เช่านาที่อยู่ในพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ที่ปัจจุบันนี้ มีอยู่ ๗ ครอบครัวที่ไม่ยอมย้ายออก ดื้อแพ่ง ก็ไม่รู้ไปเลียนแบบใครมานะ ไม่ยอมย้ายออก ตอนนั้นเราให้ค่าตอบแทนว่าใครก็ตามที่เช่านาเขาอยู่ ถือสิทธิ์การเช่า ๓๐ ไร่นี่ เราให้เงินตอบแทนนะ ให้เงินตอบแทน เป็นเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท ตอนนั้นเขาขอเป็นพื้นที่ เขาขอเป็นพื้นที่ เราบอกว่าพื้นที่เราต้องการใช้นะ เพราะงั้นก็เปลี่ยนเป็นเงินให้
มีอยู่ ๗ รายเท่านั้นเองนะที่ไม่ยอมออก ยื่นเงื่อนไขว่าขอที่ ๕ ไร่ เช่านาเรา ๓๐ ไร่ ซึ่งตอนนี้จะหมดสัญญาอยู่แล้วนี่ แต่เราไม่รอให้หมดสัญญา เราไม่ต่อสัญญาเขาก็ต้องออก แต่ว่าความที่เราจะรีบสร้าง เราเลยให้เขาออกก่อน ๒ ปี ออกก่อน ๒ ปี เขาขอที่ดินของเรานี่ ๕ ไร่ ซึ่งมันมาก ก็เลยเป็นความกัน เป็นความกัน เราเองให้ค่าตอบแทนเขาสองแสนหนึ่ง เขาไม่ยอม เขายืนกรานว่าจะเอาที่เรา ๕ ไร่นะ ก็เป็นความกัน
เผอิญตอนนั้นมีการเมืองเข้าแทรกนะ ผู้นำหัวคะแนน ก็มารวมตัวกับชาวบ้าน ชาวบ้าน ๗ ครอบครัวรวมกับผู้อาศัยซึ่งไม่ได้ประโยชน์นี่ ก็ยื่นเงื่อนไขรัฐบาล ให้รัฐบาลจัดพื้นที่ปฏิรูปให้ ถ้าไม่จัดให้นะ จะมาเผาวัดนะ ก็เลยเกิดมาคดีพิพากกับชาวนาขึ้น ซึ่งชาวนาบุกรุกเข้ามานี่ ก็เลยมีการปะทะกับคนงานเรานิดหน่อย
สาเหตุที่เกิดขึ้นนี่ เพราะว่าเทปหลวงพ่อองค์ที่ ๓ น่ะส่งไป ทางราชการแทนที่จะมาช่วยปกป้องเรา กลับยืนดูเราเฉยๆ นะ เจ้าหน้าที่ยืนดูเรา เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่วัด วัดที่เป็นวัดสาขาเรา ๒ แห่ง เหมือนกัน
ที่หนักที่สุดก็คือที่จังหวัดเชียงราย พื้นที่ที่ไปอยู่ ชาวบ้านเขตนั้น บริเวณใกล้สามเหลี่ยมทองคำ พื้นที่แถวนั้นเป็นที่ขนถ่ายยาเสพติดนะ เป็นที่ขนถ่ายยาเสพติด ซึ่งบางทีมีการแลกยาเสพติดกันแถวๆ บริเวณนั้น มีคนรู้จักกับอาตมาคนหนึ่ง เขาบอกพื้นที่แถวนั้นเขาเรียก green house ถ้าจำไม่ผิดนะ ศัพท์เฉพาะเขา จุดนั้นก็เป็นจุดที่มีคนที่มีบุญอยู่น้อย เพราะงั้นเหตุการณ์ค่อนข้างรุนแรงที่นั่น
พระเรานั่งสวดมนต์กันอยู่นี่ ชาวบ้านแกล้งนะ เอาพริกเผา เอาพริกแห้งนี่เผาให้ควันไปรมพระนี่ แล้วก็เอาหนังสติ๊กยิงศีรษะพระแตก เลือดอาบไปองค์หนึ่ง พระเราก็นั่งกันเฉยนะ หลวงพ่อท่านบอก ไม่สู้ ไม่หนี ให้ทำความดีเรื่อยไป ถูกรมอย่างนี้ เพราะงั้นพระเราก็นั่งเฉย จนกระทั่งเจ้าคณะหนเหนือตอนนั้นเป็นห่วง ก็เลยให้เราถอนกำลังกลับ
อีกพื้นที่หนึ่งที่เกิดพร้อมๆ กัน อยู่จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่นั้นมีคนมีบุญอยู่มาก ชาวบ้านศรัทธา พระของเราที่ไปอยู่ที่นั่น มีความศรัทธา เพราะงั้นก็มีชาวบ้านกลุ่มนี่พวกขี้เมาที่ไม่ศรัทธาวัด เป็นกลุ่มเล็กๆ พวกนี้เขารวมตัวกันข่มขู่จะเข้ามาทำร้ายพระ แต่ชาวบ้านที่ศรัทธานี่ซึ่งมีมากกว่า ๓-๔ เท่าตัว เห็นว่าพระที่ไปอยู่น่ะอบรมให้เขาเป็นคนดี นำสิ่งดีๆ ไปให้ เขาก็เลยมาเป็นเพื่อนนะ ผลัดกันมาเป็นเพื่อน มานอนเฝ้าวัดกันเลย แต่งสีขาวนะ มาเฝ้าพระที่วัด ก็เลยทำให้ที่วัดนั้นผ่านวิกฤตการไปได้
แต่ที่วัดเรานี่ก็ค่อนข้างหนักพอสมควร ยามก็ พนักงานนี่ถูกตีเจ็บไปหลายคน ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ที่มานี่ยืนดูเฉยๆ ไม่ได้ช่วยอะไร เหมือนที่เชียงรายเหมือนกัน มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้าไปรักษาการในพื้นที่ แต่ไปยืนดูเฉยๆ นะ แล้วตอนนั้นหนังสือพิมพ์ก็พาดข่าวหน้าหนึ่งนะ ต่อเนื่องกันเป็นเดือนๆ เหมือนกัน เป็นเดือนๆ
แต่หลังจากที่คุณยายทอดกฐินครั้งนั้น กฐินยายปี ๓๑ วิกฤตการณ์ต่างๆ ก็เลยซาลง ก็เงียบสงบลง ญาติโยมก็ยังมาเข้าวัดปฏิบัติธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนปัจจุบันนี้ แต่ปี ๓๑ นี่ มาปี ๔๑ นะ วิกฤตการณ์นั้นก็ยังยืดเยื้อมาถึงปัจจุบันนี้นะ ตอนนี้คนที่ไม่เป็นมิตรกับเรานี่มากนะ วัดพระธรรมกายเราตอนนี้เหมือนลูกแกะ เหมือนลูกแกะที่อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า เป็นลูกแกะ แต่ลูกแกะตัวนี้นี่มีหัวใจกับตบะของราชสีห์ เพราะฉะนั้นอาตมาก็เชื่อว่าด้วยบุญของหลวงพ่อ บุญของคุณยายนี่ คงจะช่วยปกป้องให้วัดของเรานี่พ้นวิกฤตไปได้
วันนี้ใช้เวลามาก นานพอสมควร อาตมาก็ขอยุติไว้เพียงแค่นี้นะ ขอให้ทุกคนตั้งใจนั่งสมาธิบูชาธรรมแก่คุณยายพร้อมกัน
สัพเพ ……(จบ)
PAGE
PAGE 14
หน้า
431029FW-AAT