ความรู้แจ้งของคุณยายอาจารย์ กับ ความรู้จริงของไอน์สไตน์
ขอนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระคุณอันใครๆ ไม่อาจจะนับจะประมาณ ขอกราบแทบเท้าพระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร และอุบาสก อุบาสิกาทุกท่าน (สาธุ)
รวมรัตนะ ทั่วทั้ง จักรวาล
รวมสัพพัญ ญุตญาณ กลั่นกล้า
รวมสุข ทุกนิพพาน มาสถิตย์
รวมศิษย์ ทุกแหล่งหล้า กราบบูชา คุณยายจันทร์
บุคคล ผู้เป็นเอก เมื่อบังเกิดขึ้น
ย่อมบังเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข
เพื่อเกื้อกูล แก่ชน เป็นอันมาก
ย่อมบังเกิดขึ้น เพื่ออนุเคราะห์โลก
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย
ในวันนี้ท่านกัลยาณมิตรทุกท่านก็ได้มาฟังการสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศล และน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคุณยาย มหารัตนะอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง บุคคลเช่นคุณาย เป็นผู้ที่หาได้โดยยากอย่างยิ่ง ในคนร้อยคนจะหาคนกล้าได้สักคนหนึ่ง ในคนพันคนจะหาผู้เป็นบัณฑิตได้เพียง ๑ คนเท่านั้น ในคนแสนคน จะหาผู้ที่พูดจริง มีสัจจะ ก็ได้เพียงคนเดียว ส่วนผู้ที่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่รู้จะหาได้ยังไง
ในสามก๊ก เขาบอกว่าทหารกล้า ไพร่พลธรรมดานั้นหาง่าย แต่ทหารเอกหายาก นั่นทหารเอกของกองทัพทางโลก ยังได้ยาก แต่ทหารเอกของกองทัพธรรมหาได้ยากอย่างยิ่ง ต้องมีทั้งความกล้าเป็นบัณฑิต เป็นคนพูดจริง พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น ทำอย่างไร ก็พูดอย่างนั้น แล้วก็เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง บุคคลเช่นนี้ไม่มีท่านที่ ๒ มีท่านเดียวเท่านั้น
หลวงพี่ประทับใจในตัวคุณยายตรงที่คุณยายของเรา เริ่มต้นท่านก็เป็นเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป ในประเทศไทยมีชาวนานับหมื่น นับแสน นับล้านคน แต่คุณยายเป็นชาวนาที่เอาใจใส่ ขยันขันแข็ง ถึงกับขนาดได้รับสมญานามว่าแข้งเหล็ก และด้วยความเอาใจใส่ ขยันขันแข็งนี่เอง ก็ทำให้เป็นชาวนาที่มีผลผลิตสูง แล้วก็มีฐานะพอสมควร ไม่เป็นหนี้เป็นสินเหมือนกับชาวนาทั่วไป
บรรดาบุคคลทั้งหลายก็มักจะแสวงหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางคนก็แสวงหาหลายๆ สิ่ง การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐก็คือว่าตัวเรามีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บ มีความตายเป็นธรรมดา ก็ยังแสวงหาสิ่งที่ยังต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเป็นธรรมดา นั่นก็คือความคิดของคนทั่วๆ ไป แม้กระทั่งญาติสนิทมิตรสหายของคุณยายในสมัยก่อน แต่คุณยายท่านเป็นผู้ที่แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐ คือแสวงหาสิ่งที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นั่นก็คือธรรมะ ธรรมะเป็นสิ่งเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงเคารพ และธรรมะอันประเสริฐนี้เอง ธรรมะที่มีอานุภาพ สมกับคนที่กล่าวว่าอัปปมาโณ ธัมโม ก็ได้นำพาคุณยายให้ได้มาพบกับปูชนียาจารย์ผู้เลิศคือหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วคุณยายก็ได้ปฏิบัติธรรม ด้วยความที่รักธรรมะเป็นที่สุด จึงทำให้ธรรมะละเอียด แล้วก็เชี่ยวชาญเป็นเลิศ ได้ทำหน้าที่ที่เลิศคือการทำวิชชาปราบมาร
แล้วคุณยายก็จะยังได้มาสร้างบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ได้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศให้กับพวกเรา แม้ว่าคุณยายจะยังอยู่หรือว่าจะละสังขารไปแล้วก็ตาม ถ้าใจของเรามีความเลื่อมใสศรัทธาในคุณยายเสมอกันแล้ว บุญอันเลิศที่เกิดก็ย่อมเสมอกัน อัคคัสมิงทานัง ทะทะตัง อัคคังปุญญัง ปะวัฒฑะติ อัคคังอายุจะวันโณ จะยะโสกิตติสุขังพลัง ถวายทานในคุณยายผู้เลิศนั้น บุญที่เลิศก็ย่อมเจริญ อายุ วรรณะที่เลิศ และยศ เกียรติคุณ สุขะ พละที่เลิศก็ย่อมเจริญ
และความรู้ที่คุณยายได้สอนนั้น หลวงพี่คิดว่านำไปใช้ทั้งในวัด ทั้งที่บ้าน และแม้กระทั่งที่ทำงาน เพราะตัวของหลวงพี่เองนี่จบทางไฟฟ้า ทำงานเกี่ยวกับทางด้านไฟฟ้าแรงสูง สิ่งที่คุณยายสอนแล้วก็เน้นที่สุดคือการรักษาความสะอาด ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับทางด้านไฟฟ้าแรงสูงแล้ว สิ่งที่จะต้องระวังมากที่สุดเลยคือการรักษาความสะอาด มีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ราคาแพงมาก แล้วก็เป็นเทคโนโลยีล่าสุด เวลาที่มีผู้เชี่ยวชาญเขามาประกอบ เขาจะเน้นเรื่องความสะอาดมากที่สุด อุปกรณ์ที่จะขาดไม่ได้เลยก็มีโคมไฟฟ้าเอาไว้ส่องดูว่ามีที่ไหนที่มีฝุ่นละออง สกปรก แล้วก็มีเครื่องดูดฝุ่น ทิชชู่ที่ใช้นี่ก็ต้องเป็นทิชชู่ที่เนื้อเหนียวแล้วก็ไม่มีขุย จะรักษาความสะอาดมาก
ช่วงที่หลวงพี่ไปทำงานที่เขื่อน ตอนนั้นสังเกตดูเวลาที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหยุดเดินเครื่อง ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากอุปกรณ์ขัดข้อง หรือว่าคอมพิวเตอร์ขัดข้อง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นเนื่องจากความสกปรก อย่างเช่นสกปรกเนื่องจากฝุ่น เนื่องจากเขม่า บางครั้งก็มีตะไคร่น้ำ หรือว่าบางครั้งมีจิ้งจกไปไข่ เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่ช่างไฟฟ้าที่เขื่อนจะขาดเสียไม่ได้เลย ก็จะมีผ้าขี้ริ้ว สก๊อตไบร์ท กระดาษทิชชู่ ความสะอาดก็ยังต้องนำไปใช้ในการทำงาน
แม้กระทั่งผู้บริหารอย่างเช่นคุณเกษม จาติกวณิช ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต โต๊ะของคุณเกษมนี่ จะโล่ง ไม่มีเอกสารอะไรเลย มีกระดาษเปล่าๆ อยู่แผ่นหนึ่ง แล้วก็มีปากกา โต๊ะทำงานที่โล่งๆ นี่ ก็จะทำให้ไอเดียต่างๆ แล่น คิดอะไรได้คล่อง เวลาที่นึกคิดอะไรได้ คุณเกษมก็จะเขียนลงบนกระดาษ แล้วก็นำไปปฏิบัติต่อไป จะเห็นได้ว่าความสะอาดนี่ใช้ได้ตั้งแต่พนักงานจนกระทั่งถึงผู้บริหาร
เวลาที่หลวงพี่เรียนทางโลกนี่ ก็มักจะติดเรื่องของความรู้ที่จะต้องค้นคว้าจากการอ่านตำรับตำรา ยิ่งเรียนทางโลกนี่แปลกมาก เพราะว่าปริญญาตรีนี่ก็รู้เฉพาะสาขา พอต่อปริญญาโทก็รู้น้อยลงไปอีก แต่ว่าเจาะลึกละเอียด พอเรียนต่อปริญญาเอก ก็ยิ่งรู้น้อยลงไปอีก ตีวงแคบลงไป ยิ่งเรียนยิ่งคร่ำเคร่ง
เวลาที่หลวงพี่มาศึกษาธรรมะครั้งแรกๆ ก็คิดว่าจะต้องเรียนแบบนี้ คืออ่านหนังสือ พยายามตีความ แล้วก็พยายามจำ แต่พอมาเห็นคุณยาย ได้มารู้ประวัติของคุณยายว่า คุณยายนี่อ่านหนังสือไม่ออก แต่แตกฉานเชี่ยวชาญธรรมะมาก ก็ทำให้มีบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานว่าการศึกษาธรรมะที่จะให้รู้เชี่ยวชาญแตกฉานได้นี่ ต้องเกิดจากการปฏิบัติธรรม แล้วก็ใจหยุดใจนิ่ง ถ้าไม่มีผู้ที่เป็นตัวอย่างแล้ว หลวงพี่ก็คงเรียนธรรมะแบบนักศึกษาทั่วๆ ไป คืออ่านตำรับตำรา พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบ้างกับคนอื่น แล้ววิชาความรู้นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความจำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเข้าใจ การเข้าถึง
ยกตัวอย่างความรู้ทางโลกไอน์สไตน์เป็นผู้ที่ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ แล้วก็นำมาใช้สร้างระเบิดปรมาณู ไอน์สไตน์เขาบอกว่ามีคนที่แต่งหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพอยู่ ๙๐๐ เล่ม แต่มีคนที่รู้จริงๆ เพียง ๑๒ คนเท่านั้น นั่นความรู้ที่เป็นรูปธรรมนะ ก็ยังมีคนที่รู้จำอยู่เยอะแยะ หาผู้ที่จะรู้จริงแล้วก็สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหา มีหลักการนำไปประพฤติปฏิบัติอย่างคุณยายได้ยากอย่างยิ่ง
มีครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เขาก็มักจะไปสอนตามสถานศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เวลาที่เขาไปก็จะมีคนขับรถไปด้วยกันประจำอยู่คนหนึ่ง เขาสอนทุกครั้ง คนขับรถก็จะไปนั่งฟังอยู่ข้างหลังทุกครั้งเลย เขาฟังเป็นเดือน เป็นปี หลายๆ ปี จนกระทั่งจำได้ว่าไอน์สไตน์เขียนบนกระดานอะไรบ้าง อธิบายยังไง เขาจำได้ขึ้นใจ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็มาบอกกับไอน์สไตน์ว่าเขาสามารถที่จะสอนได้เหมือนกับที่ไอน์สไตน์สอน ไอน์สไตน์ก็เลยบอกเขาว่า เอ้า ให้ลองสอนดู เขาก็ไปสอนนะ แล้วก็ ไม่ว่าการเขียนกระดาน การพูดจาก็สอนได้เหมือนกับที่ไอน์สไตน์สอน พอสอนจบ นักศึกษาก็ถามคำถามขึ้นมา คนขับรถก็ไม่ได้เตรียมนะ ไม่ได้เตรียมว่าจะตอบยังไง แล้วก็ไม่รู้ เพราะตัวเองก็จำมาได้แค่นี้ แต่อาศัยที่ว่าเขามีปฏิภาณ เขาก็เลยหันหน้าไปทางหลังห้อง แล้วก็บอกว่าโอ้ ปัญหาแค่นี้ง่ายมาก แค่คนขับรถก็ตอบได้แล้ว แล้วก็เรียกไอน์สไตน์ที่นั่งข้างหลังขึ้นมาตอบปัญหา ไอน์สไตน์เขาก็ใส่หมวกคนขับรถนะ แล้วก็นั่งฟังอยู่ข้างหลัง
จะเห็นว่าคนที่รู้จริงๆ นี่ คนที่เข้าใจ เข้าถึงจริงๆ ถึงจะสามารถตอบปัญหาได้ คุณยายอาจารย์ของเรา หลวงพี่ว่าตอบธรรมะ ตอบปัญหาธรรมะมาหลายสิบปี เฉพาะพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ องค์ก็เป็นร้อย เป็นพันปัญหา แต่คุณยายสามารถจะตอบได้อย่างถูกต้อง แล้วก็นำไปใช้ประพฤติปฏิบัติได้
ในตอนหลังเวลาที่ไอน์สไตน์เขารู้ว่า ทฤษฎีของเขานำไปสร้างเป็นระเบิดปรมาณู แล้วก็ไปปล่อยลงที่ฮิโรชิมากับนางาซากิ เขาถึงกับขนาดกุมขมับเลย แล้วก็เสียใจมาก บอกว่าถ้ารู้ว่าคนเอาทฤษฎีของเขาไปทำลายล้างกันขนาดนี้ เขาจะไม่คิดทฤษฎีนี้ออกมา ยอมไปเป็นอาจารย์ตามวิทยาลัยต่างๆ ยังดีกว่าที่จะทำร้ายคนมากมายขนาดนี้
ความรู้ทางโลกนี่เป็นเหมือนกับเป็นเปลือก เป็นกระพี้ เป็นเนื้อ ถ้าขาดความรู้ธรรมะที่เป็นแก่นแล้ว คนก็จะนำไปใช้ผิดๆ ได้ ปัจจุบันนี้นี่ระเบิดปรมาณูที่สะสมกันอยู่ในโลก ถ้าระเบิดพร้อมๆ กัน โลกใบนี้ก็ไม่พอ ความรู้ของเขาเป็นความรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นจะเกิดปัญหาในภายหลัง แต่ความรู้ที่คุณยายสอนเป็นความรู้ที่สะอาด เป็นความรู้บริสุทธิ์ เป็นความรู้ที่เกิดจากแก่นกลาง เพราะฉะนั้นจึงก่อให้เกิดประโยชน์สุขให้กับคนเป็นหมื่นเป็นแสนคน
หลวงพี่เจอคุณยายเมื่อตอนประมาณกลางปี ๒๕๓๘ ตอนนั้นคุณยายยังพักอยู่ที่อาคารดาวดึงส์ อยู่ด้านในวัด แล้วหลวงพี่ก็ชอบไปนั่งสมาธิวันอาทิตย์ที่ข้างๆ อาคารดาวดึงส์ มีอยู่วันหนึ่ง คุณยายรับญาติโยมเสร็จแล้วก็จะกลับมาพักที่อาคารดาวดึงส์ แล้วก็ หลวงพี่ก็เดินออกมาสวนพอดี ก็เลยยกมือไหว้สวัสดีคุณยาย คุณยายท่านก็บอกนะ ท่านบอก บอกว่าบวชนะ บวชแล้วไม่ต้องสึก หลวงพี่ก็รับคำคุณยาย เพราะว่ารู้ว่าคำของคุณยายศักดิ์สิทธิ์ แล้วถ้าปฏิบัติตามนี่มีแต่ผลดีอย่างเดียว พอรับปากเสร็จแล้วก็งงเลย เพราะว่าหลวงพี่ยังไม่รู้จะทำยังไงเลย คือที่บ้านก็เป็นครอบครัวคนจีน แล้วหลวงพี่เองก็เป็นลูกชายคนโต เป็นลูกชายคนเดียว มีน้องสาวอยู่อีก ๔ คน แล้วก็เพิ่งเรียนปริญญาโทมาไม่กี่เดือนเอง คุณยายก็ชวนบวชแล้ว แต่ว่านึกถึงคำของคุณยายแล้วก็เป็นกำลังใจ เป็นความสำเร็จ หลวงพี่ก็เลยเริ่มลาบวชก่อน ลาบวชอยู่ ๓-๔ เดือน พอลาบวชเสร็จแล้วถึงจะลาออก แล้วก็อยู่มา ๕ พรรษาแล้ว
พรรษาแรกนี่จำได้ว่าเวลาที่คุณยายแข็งแรง แล้วอากาศดีๆ คุณยายก็จะออกมาใส่บาตร หลวงพี่ก็มีอยู่วันหนึ่งเดินออกบิณฑบาตกับพระเพื่อน แล้วก็ผ่านไปพอดี คุณยายกำลังใส่บาตร พอรับบาตรจากคุณยายเสร็จ ปีติแล้วก็เบิกบาน ปกติผู้ให้นี่จะปีติแล้วก็เบิกบานนะ แต่รู้สึกว่าพระทุกรูปที่เป็นผู้รับนี่ ปีติเบิกบานแทน มีอยู่รูปหนึ่งถึงขนาดเก็บผลไม้ไว้เลย ที่คุณยายใส่บาตรไม่ยอมฉัน เก็บไว้จนกระทั่งกลับไปที่บ้าน ก็ยังเอาไปเก็บไว้จนกระทั่งบัดนี้เลย นี่คุณยายเป็นผู้ที่มีบุญมีบารมี ไม่ว่าจะทำสิ่งใด คนที่อยู่รอบข้างก็มีความสุข แล้วก็ปีติเบิกบานไปด้วย
แต่ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นแล้วดับไป ความเข้าไปสงบสังขารได้ เป็นสุข บุคคลทั้งหลายทั้งปวงจะต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก ดูแต่คุณยายมหารัตนะอุบาสิกา ก็ยังละสังขารไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญความไม่ประมาท แล้วพระองค์ก็สอนเกี่ยวกับความไม่ประมาทไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย การเจริญมรณะสติที่พวกเธอทำให้มาก จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก แล้วพระองค์ (เทปสะดุด)
ลองฟังเทปใหม่ หรือถามพระมหาต่อว่าอย่างไร
คืนหนึ่ง มีชีวิตอยู่เพียงเวลาเท่านี้ เพราะฉะนั้นต้องรีบระลึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็รีบบำเพ็ญสมณกิจ
พระองค์ก็ถามว่ามีพระภิกษุรูปใดอีกบ้างที่เจริญมรณะสติ ก็มีอีกรูปหนึ่ง บอกว่าตัวท่านคิดว่า โอ้หนอ ชีวิตของเราจะมีเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ช่วงเวลากลางวันเท่านั้น เราควรจะรีบบำเพ็ญสมณกิจ
แล้วพระองค์ก็ถามต่อ มีพระภิกษุรูปที่ ๓ บอกว่าตัวท่านคิดว่าเวลาของชีวิตมีเพียงฉันข้าวมื้อเดียวเสร็จเท่านั้น เพราะฉะนั้นควรจะต้องรีบบำเพ็ญสมณกิจ
พระภิกษุรูปที่ ๔ ตอบว่าตัวท่านคิดว่าจะมีชีวิตยืนยาวเพียงแค่เคี้ยวข้าว ๔ คำกลืนเท่านั้น
พระภิกษุรูปที่ ๕ ได้ตอบว่าตัวท่านคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่เพียงแค่เคี้ยวข้าว ๑ คำกลืนเท่านั้น
พระภิกษุรูปสุดท้าย กราบทูลว่าตัวท่านคิดว่ามีชีวิตอยู่เพียงแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องรีบระลึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็รีบบำเพ็ญสมณกิจ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ครัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่คิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถือว่ายังประมาทอยู่ ยังประพฤติทำให้การหมดกิเลสล่าช้าลง แล้วภิกษุที่คิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ช่วงวันหนึ่ง ช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ก็ยังประมาทอยู่ ภิกษุที่คิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ชั่วฉันข้าวมื้อหนึ่ง ก็ยังประมาทอยู่ ภิกษุที่คิดว่าตนเองมีชีวิตอยู่ช่วงเวลาเคี้ยวข้าว ๔ คำกลืน ก็ยังประมาทอยู่ ส่วนพระภิกษุที่พระศาสดาสรรเสริญคือพระภิกษุที่คิดว่าตนเองมีชีวิตอยู่ชั่วเคี้ยวข้าว ๑ คำกลืน แล้วก็พระภิกษุที่คิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพียงแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ถึงจะเป็นพระภิกษุที่ไม่ประมาท แล้วก็พระศาสดาทรงสรรเสริญ
ชีวิตเป็นของน้อย ไม่ได้ยืนยาวเลย ผู้ที่มีบุญมีบารมีมากๆ อย่างคุณยาย ก็ยังละสังขารไป แต่ความดี บุญบารมีที่คุณยายทำไว้เป็นภูเขานั้น ก็ทำให้อยู่บนโลกก็มีความบันเทิงเบิกบาน ละสังขารแล้วก็มีความบันเทิงเบิกบาน นี่แหละ
ผู้ประกอบ กรรมดี เมื่อมีชีวิต
ครั้นดับจิต จักได้ ไปสวรรค์
ณ ชั้นสี่ เป็นที่ บำเพ็ญธรรม
เจ้าสวรรค์ ชั้นดุสิต สถิตครอง
วิมานแมน แดนฟ้า สง่าศรี
ธรรมเทพ สุภาวดี เป็นที่สอง
ที่รวมเทพ เพียรภูชิต ตั้งจิตปอง
เป็นโพธิสัตว์ ปราชญ์ทั้งผอง ของโลกา
บรรดา รัตนาจารย์ ชาญสันทัด
สรรพสมบัติ ตัดขาด ไม่ปรารถนา
มุ่งเจริญ ตามรอยบาท พระศาสดา
เพื่อกอบกู้ พระศาสนา ให้ถาวร
ครั้นยามโลก ยุคเข็ญ เห็นวิบัติ
เพราะหมู่สัตว์ โลกลืม ซึ่งคำสอน
เทพผู้ทรง คุณธรรม อันบวร
จึงจุติ มาดับร้อน ให้ร่มเย็น
และในท้ายที่สุดที่เราได้มาระลึกถึงมหากุศลของคุณยาย ให้พวกเราได้นั่งหลับตาเจริญภาวนากันสักครู่หนึ่ง
เราก็นั่งหลับตาสบายๆ เหมือนกับว่าเรานั่งอยู่ในกลางของคุณยาย ในกลางที่มีแต่ความสว่าง ความสะอาด ความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจของเราก็กลมกลืนไปกับความสะอาด ไปกับความสว่าง ในกลางของคุณยาย