ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ประกายที่ฉายจากดวงตาของคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(เริ่มม้วน 1/A) พระสุรัตน์ ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ นมัสการพระเถรานุเถระและเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) ก่อนอื่นจะขอถามพวกเราก่อนว่าท่านใดบ้างที่มีความรัก ความเคารพเทิดทูนคุณยาย และมาร่วมบำเพ็ญกุศลฟังสวดพระอภิธรรมทุกๆ คืนไม่เคยขาดเลย ยกมือขึ้น อนุโมทนาบุญด้วยนะ ถามอย่างนี้ บางท่านอาจจะนึกในใจ ก็ เอ๊ะเราก็รักเคารพเทิดทูนคุณยายเหมือนกัน แต่บางวันก็ติดธุระ เอ้า ถามคำถามที่ ๒ มีความรักเคารพเทิดทูนคุณยาย ตั้งใจอยากจะมาทุกวัน แต่ก็นั่นแหละอาจจะติดธุระเป็นบางวัน มาเกือบทุกวัน ยกมือขึ้น โอ้ เกือบหมดเลย อนุโมทนาบุญด้วยนะ ที่ถามตรงนี้ก็เพราะว่าได้ยินได้ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ปรารถไว้ว่าคุณยายอาจารย์ท่านละสังขารไปเป็นสมณเทพบุตร ท่านมาฟังสวดพระอภิธรรมทุกๆ คืนเลย หลวงพี่ยังได้ถามหลวงพ่อท่านต่อว่าพอดีใกล้ถึงวันที่เราจะต้องเทศน์ แล้วคุณยายท่านฟังเทศน์ด้วยไหมครับ ท่านบอกอ้าว ฟังเทศน์ด้วยซิจ๊ะ แล้วท่านก็ได้กล่าวต่อไปว่าคุณยายท่านมาทุกคืนนี่ ท่านก็มาคุมบุญให้กับลูกหลานยายทุกๆ คน โดยเฉพาะใครที่ใจใส ใจบริสุทธิ์มากๆ ก็จะได้บุญทับทวีนับไม่ถ้วนทีเดียว เรียกได้ว่าได้บุญพิเศษ ก็เลยมาเล่าให้พวกเราฟัง จะได้มีกำลังใจ จะได้มาบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมแล้วก็แสดความกตัญญูกตเวที ถวายแด่คุณยาย ในโอกาสนี้หลวงพี่ก็จะได้น้อมนำประวัติที่ ประวัติหรือประสบการณ์ที่หลวงพี่ได้ประสบกับคุณยาย ก็มีหลายๆ ส่วนที่คล้ายๆ กับพี่ๆ อุบาสกที่ได้บวชเป็นพระหลายๆ รูปแล้ว หรือหลายๆ ท่านตอนนี้ก็ยังเป็นอุบาสกอยู่ เนื่องจากมีภารกิจที่จะต้องทำแทนคณะสงฆ์ ก็มีประสบการณ์บางส่วน ที่อยากจะได้หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องแรก หลวงพี่เรียนที่คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรของคณะสัตวแพทย์นั้นเป็นหลักสูตร ๖ ปี ปีท้ายๆ มีการทดลอง lab วิทยาศาสตร์ แล้วก็มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากมายทีเดียว เนื่องจากได้มาอบรมธรรมทายาทในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ปลายปี ๒ พอปี ๓ เราก็ได้กัลยาณมิตรที่อบรมด้วยกันนี่ชวนกันถือศ๊ล ๘ หลังจากนั้นก็ไปช่วยงานที่ชมรมพุทธศาสตร์ ความจริงก็ได้เคยช่วยงานชมรมพุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี ๑ ที่เข้าไปเรียนแล้ว สนใจเข้าไป แต่เนื่องจากอยากจะสนุกสนาน แล้วก็อยากจะได้รู้จักมักคุ้นกับคนได้มากๆ ก็ไปอยู่ชมรมนักร้องประสานเสียง ไปอยู่คอรัส แต่เมื่อได้ไปอ่านหนังสือเดินไปสู่ความสุข ที่อยู่ในชมรมนักร้องประสานเสียงนั่นแหละ จึงได้มาอบรมธรรมทายาท แล้วก็เมื่อเรียนต่อปี ๓ ถือศีล ๘ มี lab วิทยาศาสตร์ต่างๆ มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากมายทีเดียว ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราเรียนมาอยากจะได้ให้มีสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่ว่ามาเจออย่างนี้มันฝืน แต่เรียนมาตรงนี้ก็ปี ๓ แล้ว จะถอยก็ไม่ได้ ก็ทราบว่ามีรุ่นพี่ ที่เคยจบ ๔ ปี ซึ่งเมื่อก่อนมีการมอบปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต ๔ ปี ภายหลังยกเลิกไปให้ปริญญาเดียวคือสัตวแพทย์ศาสตร์บัณฑิต หลักสูตร ๖ ปีเท่านั้น ก็เลยมีความคิดอยากจะจบ ๔ ปี เพื่อได้วิทยาศาสตร์บัณฑิต ก็ได้รุ่นพี่อีกท่านหนึ่งให้คำแนะนำแล้วก็เป็นกำลังใจว่าทำเรื่อง ทำเรื่องซิ แล้วพี่จะจบด้วยนะ พอเราอยู่ปี ๔ เราเดินเรื่องจะขอจบ พี่เขาเรียนอยู่ปี ๕ แล้ว เขาจะขอจบด้วย เรายิ่งมีกำลังใจ เพราะถ้าขอจบก็คือจบ ๔ ปี นี่เขาเรียนเลยมาแล้วปีหนึ่ง ก็ได้มากราบคุณยายขอพรท่าน แล้วปรากฏว่ามาเรียนคณบดี ของสัตวแพทย์เขาก็ไม่เห็นด้วย แล้วก็บอกเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เรามีความตั้งใจอยากจะจบ ๔ ปี แล้วก็เกรดของเราก็ไม่เบา เพราะงั้นเป็นที่น่าสนเทศ แล้วก็เป็นที่น่าสนใจ ท่านก็ได้แนะนำให้ลองเดินเรื่องติดต่อทางมหาวิทยาลัยในส่วนของรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ก็เข้าไปเดินเรื่องติดต่อ จนกระทั่งท่านสัมภาษณ์แล้วก็ประชุมนะ ถึงขนาดประชุมคณบดีในส่วนของที่มีหลักสูตรปริญญาเกิน ๔ ปี เช่นเภสัชศาสตร์ ซึ่งมีหลักสูตร ๕ ปี ทันตแพทย์ศาสตร์ หลักสูตร ๖ ปี แพทย์ศาสตร์หลักสูตร ๖ ปี แล้วก็คณะสัตวแพทย์นี้หลักสูตร ๖ ปี มีการประชุมกันจนกระทั่งอนุมัติมาว่าถ้าใครทำหน่วยกิตได้ครบในหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือสาขาสัตวศาสตร์ก็ตาม สามารถอนุมัติปริญญาได้ แล้วก็ได้ชวนรุ่นพี่ท่านนี้ที่เป็นกำลังใจกันนี่ ออกมาด้วยกัน ซึ่งก็คือพระอาจารย์สุทธิชัย สุทธิชโย ซึ่งได้มาบรรยายธรรมเมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่า มีการประกาศผลของการ ประกาศรายชื่อผู้อนุมัติ ได้รับอนุมัติได้รับปริญญาตรีก่อนหมดเขตเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเอง อันนี้เป็นสิ่งที่ เป็นความปีติ เป็นความประทับใจที่ทำให้ได้มาสร้างบารมีได้เร็วขึ้น แล้วก็ไม่ต้องไปทำกรรม ทำเวรปาณาติบาต เพราะเราคิดว่าจบไปเป็นสัตวแพทย์ ก็คงเป็นได้ไม่ดีแน่ เพราะมันฝืนกับความรู้สึก เรื่องที่ ๒ เนื่องจากหลวงพี่เป็นเด็กบ้านนอก โตที่เมืองกาญจน์ เรียนหนังสือจบ ม.ศ. ๕ ก็ที่เมืองกาญจน์ ช่วยทางบ้านขายของ ตอนเย็นตอนกลางคืนก็ช่วยขายของ เป็นรถเข็นเป็นแผงลอยอะไรต่างๆ ก็ชีวิตก็มีความลำบากมาระดับหนึ่ง มีปี เออ ตอน ม.ศ. ๔ ม.ศ ๕ เพื่อนๆ ก็ต้องเรียน รด. เราก็เลยตัดสินใจไม่เรียน เพราะดูแล้ว เอ๊ะ ไปลำบากอยู่ไม่กี่วันได้รับอนุมัติจบแล้วปีหนึ่ง ไปฝึกภาคสนามสิบกว่าวันได้แล้ว เอ๊ะลำบากอย่างนี้เราอยู่ที่บ้านเราช่วยทางบ้านก็ลำบากเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้เรียน รด. ปรากฏว่าเมื่อเข้ามาเป็นอุบาสก จบปริญญาตรีแล้ว คือในช่วงที่เรียนปริญญาก็ผ่อนผันจนกระทั่งเมื่อมาเป็นอุบาสก ก็ถึงโอกาสที่จะต้องไปเกณฑ์ทหาร ก็ได้ทราบจากรุ่นพี่เหมือนกันว่าขอพรคุณยายซิ คุณยายท่านศักดิ์สิทธิ์ แล้วเราก็ได้ประจักษ์แล้วจากการที่จบ ๔ ปี ก็ไปขอพรคุณยาย บอกคุณยาย คุณยายครับ ผมอยากจะช่วยงานพระศาสนา ถ้าผมไปเป็นทหารนี่ก็จะเสียเวลาไปปีหนึ่ง การสร้างบารมีก็จะขาดตอนไปนี่ อยากจะให้คุณยายช่วยคุมบุญ จะได้ไม่ต้องเป็นทหาร ก็มีคนแนะนำถึงขนาดที่ว่าลองไปใต้โต๊ะหรือไปอะไรต่างๆ เราไม่เห็นด้วย ขอพรคุณยายนี่แหละนะ แล้วคุณยายท่านก็ให้พร ให้สมความปรารถนา ปรากฏว่าวันใบทหาร ต้องกลับไปที่เมืองกาญจน์ ที่อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏว่ามีผู้ที่เข้ารับการตรวจคัดเลือกในปีนั้นมากมายาทีเดียว เข้าแถวยาว เรียกทีละตำบลอะไรต่างๆ นี่ ก็เช็กดูแล้วอีกนาน ในระหว่างนี้นี่ก็เลยไปทำความสนิทสนมพระที่วัดนั้น แล้วก็ขออนุญาตท่านไปนั่งสมาธิในกุฏิท่าน ท่านก็ใจดี ก็เพิ่งรู้จักกันตอนนั้น ท่านก็อนุญาต แล้วก็นั่งสมาธิใจสงบ แล้วลืมไปเลย ลืมไปเลย ปรากฏว่าโยมพี่สาวที่ไปด้วย ก็ตามหาใหญ่เลย บอกเอ๊ะอยู่ไหนก็ไม่รู้ เลยเวลาเขาเรียกแล้ว เรียกตำบลนี้แล้ว ถามไปถามมารู้ว่าอยู่ที่นี่ก็ให้คนมาเคาะกุฏิออกมา ก็รีบไปรายงานตัวในศาลา ทางสัสดีทางแพทย์ที่ตรวจเขาบอกว่ามันปิดไปแล้ว ให้มาปีหน้าเถอะ เราก็ยืนยันบอกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯน่ะ อยากจะให้จบๆ ปีนี้เลย ไม่ต้องเดินทางมา ก็ขอร้องเขา แล้วก็เห็นแต่งชุดพระราชทาน บอกแล้วน้องทำงานที่ไหนนี่ บอกมูลนิธิธรรมกายครับ อ๋อ ธรรมกายหรือ อึม ถ้าอย่างนั้น เอ้าอย่างนี้น้องเป็นโรคอะไรดีล่ะ ก็บอกโรคตาครับโรคตา เรื่องตาเราไม่ได้โกหกนะ เราก็มีปัญหาเรื่องตา เขาก็ใส่เป็นโรคตา ก็แทงบัญชี จบ ไม่ต้องเป็นทหาร เรื่องต่อไป โยมพ่อมาถึงแก่กรรมในช่วงเป็นอุบาสก ก็ได้ทราบว่าญาติโยมใครเสียชีวิตก็จะให้มาคุณยายท่านช่วยคุมบุญ เราในฐานะเป็นอุบาสก เราก็ต้องใช้สิทธินี้บ้าง เราก็นำภาพโยมพ่อ เขียนวันเดือนปีเกิด วันที่ถึงแก่กรรม ฝากโยมพี่อารีพันธ์เพื่อให้คุณยายท่านช่วยคุมบุญให้ แล้วก็มาทราบในภายหลังว่าโยมพ่อท่านไปดีแล้ว อยู่ที่ชั้นจาตุม ก็ยังมีความคิดลึกๆ ว่าถ้าเราได้มีความเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย เดี๋ยวจะช่วยโยมพ่ออีกนะ แต่คุณยายท่านได้ช่วยมาระดับนี้ก็มีความปีติ มีความภูมิใจ เรื่องต่อไป มีบางครั้งเหมือนกัน คือหลวงพี่เป็นอุบาสกอยู่ ๘ ปี กว่าจะได้รับอนุมัติจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มีบางช่วงเหมือนกันก็ขอยอมรับว่าใจตก บางครั้งมีเรื่องต่างๆ มีความไม่เข้าใจ บางครั้งน้อยใจครูบาอาจารย์บ้าง น้อยใจหมู่คณะบ้างก็มี บางครั้งเรายังมีความคิดว่าเอ๊ะ น่าจะเรียนต่อปริญญาโท ในช่วงนั้นเองนี่ ไปสมัครสอบปริญญาโทเรียบร้อยแล้ว เจอคุณยาย ก็อัศจรรย์ คุณยายทักว่าคุณ คุณ อย่าทิ้งหลวงพ่อไปนะ ช่วยหลวงพ่อสร้างวัดก่อนนะ ตกใจ เอ๊ะ ยังไม่ได้บอกคุณยายเลย คุณยายรู้ได้ยังไง แล้วก็ได้ประจักษ์กับพี่ๆ อุบาสกหลายๆ ท่านที่คุณยายท่านรู้วาระจิต รู้ว่าเราคิดอย่างไร ท่านมองทะลุเหมือนมีดวงตาเอ๊กสเรย์ ยิ่งกว่าเอ๊กสเรย์ บางทีบางครั้งมาเจอคุณยาย เดินมาเจอคุณยายรีบคิดเรื่องดีๆ ก่อน เพราะรู้คุณยายท่านสอดละเอียด ดูในกลางเราว่าเราคิดอะไร เดี๋ยวท่านรู้หมด เราคิดเรื่องดีๆ ก่อนนะ เจอคุณยาย สวัสดีครับคุณยาย รอดตัวไป คุณยายไม่ได้ทักเรื่องอื่นนะ ท่านคงเห็นว่าเออ เราจรดกลาง เป็นอย่างนั้น พูดถึงคุณยายท่านมองทะลุ รู้วาระจิต รู้ว่าเรานึกคิดอย่างไร ก็ทำให้นึกถึงที่หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ฟังว่ามาพบคุณยายที่วัดปากน้ำ ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าท่าน ถึงแม้ว่าร่างกายรูปร่างท่านจะผอมเกร็ง แต่ว่าเห็นแววตาท่าน ดวงตาของท่านมีพลัง มีความรู้สึกว่าสายตาที่ท่านมองมานั้น ไม่มีอะไรปิดบังท่านได้ มีความรู้สึกนึกคิดหรือความลับอะไรต่างๆ อยากจะบอกท่านหมดเลย ก็ทำให้ประทับใจคุณยายถึงได้มาฝากตัวเป็นศิษย์ พูดถึงตรงนี้ ก็คงมีความภูมิใจอีกเรื่องหนึ่งน่ะแหละ คือภาพที่ปรากฏที่ฉากหลังเรือนทองของคุณยายนั้น เดิมทีเดียว หลวงพ่อท่านก็ได้คัดภาพหนึ่งที่ไม่ใช่ภาพนี้ ก็พอดีหลวงพี่ได้ทำงานด้านเกี่ยวกับสื่อธรรมะ ทำด้านหนังสือ ก็ได้เตรียมรูปภาพของคุณยายในอิริยาบถต่างๆ ก็ได้ตามคุณยาย ตามหลวงพ่อมาตรวจพื้นที่ที่นี่ในตอนช่วงที่เตรียมงาน ก็เตรียมภาพของคุณยายมากมายเป็นสิบๆ ภาพเลย เพื่อให้หลวงพ่อท่านคัดภาพ ปรากฏว่าหลวงพ่อท่านกำลังดูพื้นที่ แนะนำแก้แบบต่างๆ ตรวจแบบต่างๆ เราก็ไม่กล้ากราบเรียน ก็ถือให้โชว์ให้ท่านเห็นหน่อยๆ ฮะ ท่านก็ไม่เห็นพูดอะไรสักที ปรากฏว่าน้องที่ทำงานด้วยที่หลวงพี่ให้ไปหาหนังสือเกี่ยวกับคุณยาย ที่มีภาพคุณยายหลายๆ ภาพนี่ เอามาให้เป็นตัวเลือกด้วย เราก็เอาหนังสือมาให้ แต่ปรากฏว่าหนังสือที่เราต้องการนั้นเขาหาไม่เจอ เขาไปเจอหนังสือเฉพาะผู้นำบุญ แล้วก็มีรูปคุณยายอยู่ที่หน้าปก น้องเขามายื่นให้ แหมทำไมไม่ได้ภาพ ไม่ได้หนังสือเล่มนั้นล่ะ แต่ว่าเอ้า มีหนังสือเล่มนี้มาก็ถือไว้ หลวงพ่อท่านเห็น ท่านบอกไหนขอดูซิ เออ ภาพนี้แหละ นี่ดูดวงตาท่านซิ คือหลวงพ่อมาอยู่กะยายได้นี่ มาเป็นลูกศิษย์คุณยายได้ก็เพราะนี่แหละ ดวงตาของท่านนี่แหละ เอาภาพนี้ แล้วท่านก็สั่งนะ สั่งโยมอาจารย์ลือพงศ์ บอกเปลี่ยนภาพเลย เอาภาพนี้เลย แล้วท่านก็ยกมือขึ้นสาธุ บอกเอ้าขอสาธุหลวงพี่ต๊ะด้วยนะ ปีตินะ ปีติจนล้นออกมาบอกพวกเรา แล้วท่าน แล้วไม่ใช่ครั้งเดียวนะ ๒ ครั้ง ยังรออีกมีครั้งที่ ๓ ไหม ๒ ครั้งนะ อันนี้ก็เป็นความปีติว่าเออ หลวงพ่อท่านบอกว่านี่คุณยายท่านบันดาลให้หลวงพี่ต๊ะเอาภาพนี้มาให้หลวงพี่ดูนะนี่ ทำให้ได้เลือกภาพนี้ แล้วก็ปีติ ปีติจนถึงทุกวันนี้ หลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยบันทึกเอาไว้อยู่ตอนหนึ่งว่าหลวงพ่อไม่เคยลืมเลยว่ากว่าจะมาเป็นภาชนะดินที่ดูสวยสดงดงามในยามนี้ ได้เคยเป็นก้อนดินเก่าๆ ขมุกขมัวได้ไร้ค่า ที่คุณยายได้เก็บขึ้นมาปั้นเป็นรูปร่างขนาบแล้วขนาบอีก จึงขอเทิดทูนคุณยายอัญมณีมีค่าของพระพุทธศาสนา ผู้เป็นประดุจขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรมเหนือเศียรเกล้า แล้วหลวงพ่อก็ลงชื่อข้างท้ายว่าธัมมชโยภิกขุ หลวงพี่ได้อ่านข้อความตรงนี้แล้ว ก็หวนคิดถึงตนเองว่าขนาดหลวงพ่อท่านยังเปรียบอุปมาตนเองว่าเหมือนกับก้อนดินที่ไร้ค่าขมุกขมอม แต่เราเองล่ะ เราจะเปรียบประดุจอะไรนี่ คงจะเหมือนกับขี่ฝุ่น ที่บังเอิญมาติดไอ้ก้อนดินก้อนนั้นน่ะนะ แล้วก็เลยได้คุณยายช่วยปั้นด้วยนะ คงอย่างนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็ย้อนนึกเออ เราก็เด็กบ้านนอก มีความสนใจเรื่องพุทธศาสนา แต่ก็ไม่เข้าใจอะไรต่างๆ เข้ามาก็จะเป็นมาอุบาสก ก็ไปช่วยงานในส่วนของธุดงค์พระ เป็นพี่เลี้ยงอบรมธรรมทายาท สมัยนั้นพระยังมีน้อย ก็เป็นอุบาสกช่วยงาน ก็อยู่ เหมือนอยู่ชายแดน อยู่แถวๆ สถานพยาบาลปัจจุบันนี้ แล้วก็ย้ายไปธุดงค์พระในปัจจุบัน ในสถานที่ปัจจุบันนี้ มาเป็นอุบาสก เหมือนอุบาสก ก็อยู่ชายแดน ใส่ชุดธรรมทายาท เสื้อกางเกงขาก๊วย รองเท้าก็ไม่ใส่ เพราะว่ารู้สึกมันไม่คล่องตัว แล้วเราดูแลธรรมทายาท ธรรมทายาทเขาก็ไม่ใส่ เราก็ไม่ใส่ด้วย ฝ่าเท้าหนาเตอะ เหมือนมีรองเท้าขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ทำอะไรต่างๆ ก็รู้สึกจะรุ่มร่ามๆ ไม่ค่อยเรียบร้อย หลวงพี่บอกอย่างไม่อายเลยว่ามีเรื่องที่ถูกคุณยายท่านอบรมสั่งสอนชี้แนะเป็นเดือนๆ ทีเดียวนะ ตั้งแต่ที่พาธรรมทายาทไปจัดเตรียมสถานที่ตักบาตรหน้าโบสถ์ ก็ต้องย้ายกระถางหน้าโบสถ์ เพื่อที่จะปูเสื่อแล้วก็ให้ญาติโยมได้ตักบาตรเป็นแนวหน้าโบสถ์ได้ พอเสร็จงาน ลืมไป กระถางไม่ได้เอามาตั้งเรียงเหมือนเดิม รุ่งขึ้น คุณยายท่านตรวจวัดไปเจอเข้า ใครนี่ มีคนบอกว่าอุบาสกชื่อต๊ะนี่แหละ คุณยายก็มาทีเดียว อยู่ในใจคุณยาย มาถึงก็นิ้วจิ้มศีรษะเลย เจ้าต๊ะ เจ้าต๊ะ ทำงานไม่เรียบร้อย ทิ้งขวางของอย่างนี้ใช้ไม่ได้ แล้วคุณยายท่านก็ตอกย้ำทุกวันทุกวัน ๒ เดือน ต่อมาไม่นานก็เจออีกแล้ว jack pot ห้องน้ำเปิดน้ำไว้ เอ้าล้น ไหลนอง เช็ดไม่เรียบร้อย คุณยายมาเจอเข้าอีก โดนอีกแล้ว อีก ๒ เดือน แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องสอนเครื่องเตือนใจให้เราได้ระมัดระวัง ทำงานต่างๆ เราต้องเก็บงานตรวจให้ดี เสร็จงานอะไรต่างๆ แล้ว ก็จะมักไปตรวจดูอีกทีว่าเสร็จเรียบร้อยหรือยัง บางที บางทีเผลอๆ ย้ำคิดย้ำทำ เอ๊ะเรียบร้อยหรือยัง ไปดูอีกทีซิ อะไรอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ท่านตอกย้ำเตือนเราให้เข้าไปอยู่ในใจ ถึงได้บอกว่าเราเองนั้นยิ่งกว่าผงธุลีดินที่คุณยายท่านยิ่งกว่าขนาบอีก ก็อยู่ในใจของคุณยาย เมื่อเล่าถึงประสบการณ์ที่มีต่อคุณยายแล้ว ก็จะขอยกคุณธรรมของคุณยาย ซึ่งจริงๆ แล้วพระอาจารย์ก็ได้เล่าให้ฟังอยู่หลายๆ รูป แล้วก็หลายๆ เรื่อง แล้วก็ตอกย้ำที่เราจะได้ทราบซ้ำๆ กันอยู่แล้ว นอกจากในเรื่องของความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความมีวินัย หลวงพี่อยากจะยกประเด็นอยู่สัก ๓ ประเด็น เพื่อให้เราได้ทราบหรือเพื่อตอกย้ำพวกเราอีกครั้งหนึ่ง เรื่องแรก เรื่องของความเป็นต้นบุญต้นแบบในการหล่อหลอมหมู่คณะของคุณยายอาจารย์ เราลองคิดดูซิว่าผู้ที่ไม่รู้หนังสือเลย ไม่รู้หลักการบริหารบุคคล ไม่รู้หลักการบริหารงาน ไม่ได้เรียนมาน่ะ แต่ท่านสามารถใช้หลักต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างแยบคาย มีกุศโลบายที่สามารถประคับประคองหมู่คณะ เอาคนเก่งๆ ที่มีความเชื่อมั่นตัวเองสูงมารวมกัน ทำงานด้วยกันได้ มีอยู่คำหนึ่งที่ท่านย้ำเอาไว้ก็คือว่าขัดแย้งกันได้ เถียงกันได้ แต่อย่าโกรธกัน คือหมาความว่าในการทำงานต่างๆ นี่มีความเห็นที่ไม่ตรงกัน มีสไตล์การทำงานต่างๆ กัน ขัดแย้งกันได้ แต่ว่าให้ปรับทิฐิเข้าหากัน ไม่โกรธกัน แล้วก็สามารถประคับประคองทำงานด้วยกันได้ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะคุณยายท่านจะให้มานั่งสมาธิก่อน ถึงเวลาทำงานเหนื่อๆ หรือถึงเวลาเริ่มตึง เริ่มเครียด เริ่มล้า ท่านก็จะเรียกมานั่งสมาธิก่อน เพราะจริงๆ แล้วสุดยอดของการฝึกฝนตนเองนี่ก็คือเรื่องของการทำสมาธิ ถ้าใจละเอียด ภายในก็เริ่มปรับ ความเห็น ความคิดต่างๆ ก็เริ่มปรับ ทำงานเข้าหากันได้ ประคับประคองหมู่คณะไปได้ เรื่องที่ ๒ เรื่องความเห็นการณ์ไกลของคุณยายอาจารย์ คุณยายอาจารย์ได้วาง กฏระเบียบต่างๆ ไว้ มีสิ่งหนึ่งที่หลวงพี่สัมผัสแล้วก็ได้สังเกตเห็นได้ชัด เรื่องของป้องกันไม่ให้มีสื่อ ที่เกี่ยวกับเรื่องของกามารมณ์ เรื่องที่ สิ่งที่ทำให้ใจนั้นออกนอกตัว หรือทำให้เราต้องเสียเวลา เสียโอกาสที่จะได้ฝึกฝนตนเอง เสียเวลาเสียการณ์ในการทำสมาธิ สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่างๆ ท่านไม่ให้มี จะมีในส่วนที่ ผู้ที่ทำงานโดยตรง ก็ต้องทำการตรวจข่าว เช็คข่าวต่างๆ นี่ท่านวางกฎระเบียบต่างๆ ตรงนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องของการวางระบบในเขตพุทธาวาส เขตธรรมาวาส เขตสังฆาวาส ในส่วนของพระภิกษุสงฆ์ ก็มีการอยู่รวมกันในพื้นที่ที่เป็นเขตสงฆ์ที่เรียกว่าเขตสังฆาวาส การเทศน์การสอนก็อยู่ในเขตธรรมาวาส อยู่ในเรื่องของการลงอุโบสถ ฟังธรรม สังฆกรรม ก็มีเขตพุทธาวาส ในเขตสังฆาวาสนั้นก็เป็นที่ที่จะต้องให้เป็นที่สงบสงัด เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม หากมีญาติโยมใครมาเยี่ยมเยียนพระก็ให้ออกมาต้อนรับ มาพบปะนอกเขตสังฆาวาส มีที่ต้อนรับที่ศาลา เช่นที่ศาลาดุสิต ศาลายามา ที่จาตุม เห็นปัจจุบันนี้ก็มีที่ต้อนรับแขกเป็นที่เป็นแหล่งต่างๆ ที่นอกเขตในส่วนของกุฏิของวัด แต่จุดนี้เองวัดต่างๆ เมื่อมีญาติโยมเข้าไปถึงกุฏิพระ ยิ่งเป็นโยมผู้หญิง เป็นอุบาสิกาต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาพที่ไม่งาม (หมดหน้า 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) เพราะงั้นการเก็บรักษาของสงฆ์เป็นกองกลาง ได้รับถวายไทยธรรม ได้รับถวายสิ่งของต่างๆ มา บริขารต่างๆ ท่านก็วางระบบให้เก็บเป็นกองกลาง ให้ใช้เฉพาะที่มีอยู่หรือที่จำเป็น จะเบิกก็เป็นคราวๆ ไป เก็บสะสมของ เพราะฉะนั้นพระที่วัดพระธรรมกายนั้นจะไม่มีข้าวของรกรุงรังมากมาย และยิ่งหลวงพ่อทั้ง ๒ ท่านให้มีการย้ายที่พัก ย้ายกุฏิทุกๆ ปี พอย้ายที ก็บริจาคที มันขนไม่ไหว ของมันเยอะ เริ่มบริจาคสละไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกตำรับตำราหนังสือธรรมะต่างๆ เดี๋ยวข้าวของต่างๆ นี่ จากที่เคยไปตามวัดต่างๆ ไปกราบพระเถรานุเถระวัดต่างๆ กุฏิท่านก็ใหญ่ แต่ที่จำวัดท่านนี่ไปอยู่ตรงปากประตูเป็นส่วนใหญ่ เพราะอะไรรู้ไหม เริ่มต้นท่านก็จำวัดในกุฏิ พอได้ไทยธรรมได้ของถวายต่างๆ มา ก็เก็บไว้ในกุฏิ สะสมไปเรื่อย บางรูปท่านก็เตรียมไว้ ถึงเวลาจะกลับไปทอดกฐินทอดผ้าป่าในบ้านเกิดของท่าน ก็เก็บสะสมๆ สะสมกันไปสะสมกันมา ของก็เต็มกุฏิ ท่านก็ขยับที่นอนขยับที่จำวัดอยู่ใกล้ๆ ปากประตูนั่นแหละ อย่างนั้นแหละ เห็นหลายๆ รูปทีเดียว แต่ก็น่าเห็นใจเพราะท่านไม่ได้มีสังฆภัณฑ์ไม่ได้มีที่เก็บเป็นระบบอย่างนี้ นี่คือเรื่องของความเห็นการณ์ไกลของคุณยายอาจารย์ เรื่องที่ ๓ คุณยายนั้นเป็นผู้ที่สอนตัวเอง เตือนตัวเองได้ เป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองได้ ตรงนี้สำคัญมากทีเดียว เราเองมีกัลยาณมิตรช่วยกันประคับประคอง ช่วยกันเตือน ช่วยกันชี้แนะ ทำให้สามารถดำรงอยู่ในเส้นทางการสร้างบารมีได้ แต่ที่สำคัญนี่นะ เราต้องเตือนตัวเองได้ด้วย สังเกตดูซิว่าที่ว่าเป็นกัลยาณมิตรให้กะเรา บางเรื่องเขาก็ไม่กล้าเตือน เตือนไม่ถูกจังหวะ ไม่สบอารมณ์ก็ได้เรื่อง ส่วนที่สำคัญต้องเตือนตัวเองได้ และเตือนตัวเองได้นี่ ต้องไม่อคติด้วยนะ บางครั้งมีอะไรที่ผิดพลาดมาก ก็เตือนตัวเองนิดหน่อย หยวนๆ ตัวเองนี่ก็อะลุ่มอะล่วย ต้องเตือนตัวเองได้ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง อย่างเช่นตัวอย่างที่คุณยายท่านจะระมัดระวังเสมอว่าทำวิชชาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะไม่ยอมให้หลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกว่าไอ้ขี้ไต้ เรียกคำอื่นท่านเรียก หลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกคนอื่น ว่าคนอื่นว่าไอ้ขี้ไต้อยู่บ่อยๆ แต่ท่านจะไม่ยอมเลย ไม่ยอมให้หลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกได้ เตือนตัวเอง ฝึกฝนตนเองทุกอย่าง ที่เรารู้ว่าขี้ไต้นั้นน่ะ จะจุดให้สว่างต่อเนื่องได้ต้องคอยเขี่ยให้ขี้เถ้ามันออก เชื้อเพลิงจะได้ติดไฟตลอด ถึงเวลาพอติดอยู่ระยะหนึ่ง ขี้เถ้าที่สะสมมากเข้ามากเข้า ก็จะปิดบริเวณเชื้อเพลิงที่ไฟจะลุกไหม้นั้น ก็ต้องเขี่ยออกอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องเตือนอยู่เรื่อยๆ ก็คงต้องเป็นอย่างขี้ไต้ แต่ถ้าเราไม่อยากให้คนอื่นมาว่าเราได้ หรือว่าเหมือนกับที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกว่าไอ้ขี้ไต้ เราก็เตือนตัวเอง พยายามสังเกตตัวเอง และยิ่งนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็เป็นการมองตัวเองได้ดีที่สุด ว่าก็ว่าแหละ บางทีเราเตือนก็ยังไม่ค่อยรู้นะ มันเกินขีดจากขี้ไต้ไปแล้ว เป็นอะไรดี เตือนก็ไม่รู้ ขี้เถ้ามั๊ง คือเขี่ยแล้วมันก็ไม่ติดแล้ว เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นนี่ ยกตัวอย่างที่คุณธรรมของคุณยายอาจารย์มีอยู่มากมาย แล้วก็ขอยกในตัวอย่างที่ตามเวลาที่อำนวย เราได้มีโอกาสได้มาสร้างบารมีในยุคที่ได้ทันคุณยาย หรือบางท่านทันในขณะที่สรีระของท่านยังอยู่ ก็ถือว่าทันก็แล้วกันนะ แล้วท่านก็มาคุมบุญให้กับเรา ในช่วงนี้เป็นช่วงจังหวะโอกาสที่สำคัญที่เราจะได้บุญใหญ่ อย่างที่หลวงพ่อท่านได้กล่าวไว้ว่าทำให้ยาย ได้ที่เรา เพราะอะไร เพราะว่าเราบูชาธรรมท่าน ทดแทนพระคุณท่าน คุณยายอาจารย์นั้นเป็นประดุจภาชนะรองรับผู้มีอานุภาพ ผู้มีฤทธิ์ ศูนย์กลางกายของท่านเป็นที่รวมของพระธรรมกาย ที่ซ้อนๆๆ นับไม่ถ้วน ท่านเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ เป็นประดุจพระเจดีย์ ดั่งมหาธรรมกายเจดีย์ที่เต็มไปด้วยพระธรรมกายประจำตัว ท่านเป็นประดุจภูเขาทองแห่งคุณธรรม ภูเขาทองแห่งความบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเราได้สร้างบุญใหญ่กับท่าน เรียกได้ว่าเราได้เนื้อนาบุญที่พิเศษ อานิสงส์ทั้งหลายนั้นก็กลับคืนมาสู่ตัวเรา และในขณะที่เรามีเวลาที่จำกัด แล้วก็มีงบมีปัจจัยที่จำกัด เราจะเลือกสร้างบุญสร้างมหาทานบารมีที่ยิ่งใหญ่อย่างไรล่ะที่ได้บุญได้บารมีมากๆ หลวงพ่อได้ หลวงพ่อท่านได้กล่าวไว้ว่าให้เรามองข้ามอุปสรรค ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข เราอยากได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เราก็ต้องสวมหัวใจประดุจพระเจ้าจักรพรรดิ คือสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีข้อแม้ไม่มีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสอันดีที่ในขณะที่สรีระของคุณยายท่านยังอยู่ แล้วเป็นเหตุให้เราได้มารวมใจกันทุกๆ วัน ได้มานมัสการมหาธรรมกายเจดีย์ ได้มารวม ณ ที่นี้ให้คุณยายท่านได้คุมบุญ ได้คุมบุญให้พวกเราทับทวียิ่งขึ้น ได้มีโอกาสสร้างโป้งประวัติศาสตร์ สร้างลานธรรมให้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของบุคคลทั้งหลาย นับแสนนับล้านคน ลานธรรมนั้นตราบใดที่มีคนมาประพฤติปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิสร้างบุญสร้างบารมีอะไรก็ตาม เราในฐานะที่เป็นผู้ที่สร้างเอาไว้ ถึงแม้เราจะละโลกไปแล้วก็ตาม ก็ย่อมได้อานิสงส์ทับทวีตลอดต่อเนื่องนับไม่ถ้วนนั่นแหละ เพราะฉะนั้นให้เราตั้งใจเถอะ ในยามนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้น้อมระลึกนึกถึงพระคุณของคุณยายอาจารย์ที่มีต่อเรา ต่อมวลมนุษยชาติ ต่อพระพุทธศาสนา ได้แสดงความกตัญญูกตเวที เราจะได้เชื่อมสายสมบัตินะ เชื่อมสายสมบัติต่อจากคุณยายอาจารย์ สายสมบัติของเราได้เชื่อมสายสมบัติของคุณยายอาจารย์ มาทับทวีที่ศูนย์กลางกาย เป็นโอกาสที่พิเศษจริงๆ ท้องทุ่งอัน เวิ้งว้าง ใครฤาสร้าง จนเติบใหญ่ ชื่อเสียง ขจรไกล วัดพระธรรมกาย ในใจชน เหนื่อยยาก ยิ่งแสนเข็ญ กว่าจะเป็น ที่รวมคน ผู้หวัง ทางมรรคผล มุ่งหลุดพ้น สู่นิพพาน สร้างพระ ให้เป็นพระ ผู้ชนะ พญามาร สร้างคน ผู้อาจหาย เพื่อสืบสาน เส้นทางบุญ คือยาย ผู้แกร่งกล้า ผู้เมตตา มาเกื้อหนุน ศิษย์น้อม รำลึกคุณ ระดมทุน ร่วมบุญยาย ในโอกาสสุดท้ายนี้ขอเชิญทุกท่านได้นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติบูชาถวายแด่คุณยายอาจารย์ของเรา ทุกท่านก็นั่งสมาธิ ปรับร่างกายให้ผ่อนคลายทุกส่วน อย่าให้มีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเกร็งหรือตึง หลับตาเบาๆ น้อมระลึกถึงคุณยาย อาราธนาคุณยายมาประดิษฐานที่ศูนย์กลางกาย ให้ศูนย์กลางกายของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศูนย์กลางกายของคุณยาย ให้ธรรมะภายในของเรานั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมะภายในของคุณยายอาจารย์ ให้สายสมบัติของเรานั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสายสมบัติคุณยายอาจารย์ คุณยายอาจารย์ท่านรู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายเพียงใด ก็ขอให้เราได้รู้แจ้งแทงตลอดในวิชชาธรรมกายเพียงนั้นด้วย ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ตรึกเบาๆ จรดเบาๆ ที่ศูนย์กลางกาย ใจหยุด ใจนิ่ง อย่างสบายๆ ให้ติดต่อ ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สัพ พุทธา ….. หน้า PAGE 12 431019FW-AAT