ความเมตตาของคุณยายต่อเด็กวัดคนใหม่
(เริ่มม้วน 1/A)
พระถวัลย์ศักดิ์ ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีบุญผู้เป็นลูกหลานยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
อรุณรุ่ง เรืองรอง สองฟากฟ้า
บนผืนดิน แดนดิน ถิ่นข้าวขาว
มีสตรี นัยต์ตา สุกสกาว
เป็นลูกสาว ชาวนา ชื่อว่าจันทร์
แม้ร่างเล็ก เข้มแข็ง แกร่งอดทน
มิเคยบ่น สู้งาน แสนขยัน
หวังจะไป ให้ถึง ดวงตะวัน
ด้วยหัวใจ หมายมั่น อยู่ภายใน
ออกจากบ้าน แสวงธรรม อันล้ำค่า
มุ่งเสาะหา บิดา หวั่นไหว
จนสามารถ ช่วยท่าน ให้พ้นภัย
จากนั้นไซร้ อุทิศตน ค้นวิชชา
ท่านฝึกตน ตรองธรรม จนชาญเชี่ยว
ใจเด็ดเดี่ยว แน่นหนัก ดังภูผา
ท่านอาจหาญ ในหน้าที่ ปราบมารา
เป็นหัวหน้า ทำวิชชา ญาณแม่นยำ
ลูกจันทร์นี้ เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง
คำยกย่อง จากหลวงพ่อ วัดปากน้ำ
ท่ามกลาง เหล่านักรบ กองทัพธรรม
คุณยาย ผู้เลิศล้ำ เป็นคนจริง
บุคลิก สง่านิ่ง น่าเกรงขาม
สง่างาม สมยอด ขุนพลหญิง
รักสร้างบุญ บารมี ไม่ประวิง
รักธรรมะ เหนือทุกสิ่ง ในชีวิน
รักสะอาด รักระเบียบ วินัยพร้อม
ท่านอ่อนน้อม ซื่อตรง มั่นในศีล
ทั้งสันโดษ มักน้อย เป็นอาจิณ
จิตสะอาด ปราบมลทิน ปิ่นสุชน
ท่านสร้างพระ สร้างคน เพื่อสืบสาน
ปณิธาน งานพุทธศาสตร์ น้อมนำผล
เป็นที่พึ่ง แก่ลูกหลาน ทั่วสกนธ์
อยู่เบื้องหลัง กาลถกล วัดพระธรรมกาย
ท่านคือผู้ จุดประทีป ความสว่าง
ส่องหนทาง พุทธธรรม อันเฉิดฉาย
ดุจดวงจันทร์ ลอยเด่น เพ็ญพร่างพราย
เปล่งประกาย อร่ามฟ้า ยามราตรี
ขอเทิดทูน พระคุณยาย เหนือเศียรเกล้า
จะเร่งก้าว ด้วยใจ ประไพศรี
จะตั้งจิต ติดตาม สร้างบารมี
นับแต่นี้ จะเร่งรัด ปฏิบัติธรรม
ขอบุญญา บารมี พระต้นธาตุ
มาประสิทธิ์ ประสาท บุญรักษา
แด่มิ่งขวัญ เอกะ ปูชนียา
นามก้องฟ้า อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
ที่หลวงพี่ได้กล่าวบทกลอนไปข้างหน้า ที่กล่าวไปแล้วนี้ ก็เป็นสิ่งที่บรรยายถึงคุณธรรมต่างๆ เกือบทั้งหมดของคุณยายทีเดียว และทุกๆ วันที่พวกเราได้มีโอกาสมาพบกันในตอนเย็น ได้มาร่วมบุญในงานของคุณยายกัน สิ่งนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีงามที่จะติดอยู่ในดวงใจของพวกเราทุกๆ คน พวกเราจะได้บุญในการที่จะได้ระลึกนึกถึงบุคคลผู้เป็น ผู้ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในโลกนี้
คุณยายของเรา ในความรู้สึกของหลวงพี่ที่มีความประทับใจในตัวของท่านนั้น มองว่าท่านเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทีเดียวในวิชชาธรรมกาย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำเนิดขึ้นของวัดพระธรรมกาย หากไม่มีคุณยายก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย คำๆ นี้เป็นอมตะวาจาที่ท่านกล่าวไว้ เพราะอะไร เพราะเมื่อประมาณปี ใกล้ๆ กับ ๒๕๐๐ ถึง ๒๕๐๒ นั้นนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อท่านใกล้มรณะภาพ ท่านได้ฝากสิ่งหนึ่งเอาไว้กับลูกศิษย์คนเดียวว่า แม้ท่านจะละโลกไปแล้วก็ตาม ก็อยากให้ลูกศิษย์ทุกท่านนี่ได้ช่วยกันเผยแพร่วิชชาธรรมกาย สอนคนรุ่นหลังให้ได้เข้าถึงธรรมกายกัน คุณยายท่านรับคำสั่งไว้ในใจ
แทนที่จะกลับบ้านเกิด แต่ท่านก็อยู่กับคุณยายทองสุกที่วัดปากน้ำ สั่งสอนบุคคลผู้มาศึกษา แม้ท่านจะไม่เคยเป็นครูมาก่อน เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่ในโรงงานทำวิชชาเกือบจะตลอดเวลาทีเดียว ทำวิชชาตลอด ไม่เคยสอนใครเลย แล้วก็คิดว่าไม่รู้หนังสือเลยจะมาสอนใครได้ แต่ด้วยความเคารพรักในคำของครูบาอาจารย์ นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านน้อมรับเอาไว้ แล้วก็ปฏิบัติโดยไม่มีข้อแม้ ข้อบิดพลิ้ว รอคอยบุคคลผู้สำคัญที่จะมาถึง จะมาเป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายต่อจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ รอคอยตั้งแต่ปี ๒๕๐๒
จนถึงปี ๒๕๐๖ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราก็มา มาถึงคุณยาย ตอนนั้นท่านยังเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ กำลังรอผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ทีเดียว แต่คุณยายก็รอคอยด้วยความอดทน รอคอยบุคคลสำคัญ เมื่อหลวงพ่อมาถึงยายแล้วนี่ ท่านได้เล่าให้ฟังว่ายายทักท่านว่าไง ยายทักท่านเมื่อเจอกันเลย ว่าคุณคือหลวงพ่อนี่ คือคนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ให้ยายไปตามมา ตั้งแต่เมื่อตอนสงครามโลกยังเกิดอยู่ ระเบิดยังลงตูมๆๆ อยู่เลย ตอนนั้นหลวงพ่อธัมมะท่านก็เล่า เคยเล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านเอง ท่านฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรเป็นอะไร
แต่บัดนี้นับเวลาจากปี ๒๕๐๖ ถึงปัจจุบันนี้นี่ สิ่งที่ประจักษ์พยานให้เราได้เห็นว่าบุคคลที่คุณยายรอคอย บุคคลที่ชาวโลกรอคอย ผู้ที่จะมาสืบสานวิชชาธรรมกายต่อจากหลวงพ่อวัดปากน้ำของเรานั้น ก็ไม่ใช่คือใครนั่นเอง นอกจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา จากผลงาน จากวัดพระธรรมกายที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ จากสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรม ได้มีโอกาสเข้าถึงธรรมะภายใน และสิ่งที่หลวงพ่อกำลังทำต่อไปจากบัดนี้ไปอีกหลายๆ ปี จนกว่าวิชชาธรรมกายจะขยายไปทั้งโลกนี่ สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์
นอกจากสิ่งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าหลวงพี่ได้ฟังได้อ่าน จากคำบอกเล่าของหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญเอง ญาติของหลวงพ่อนั้นนี่เคยเล่าไว้ เคยเล่าไว้ว่าก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะมรณะภาพนี่ ช่วงที่ท่านอาพาธมากๆ ท่านบอกกับลูกหลานลูกศิษย์ญาติมิตรไป ที่ไปอุปัฏฐากท่านในตอนนั้น งานต่างๆ ของท่าน ท่านได้มอบหมายให้กับลูกศิษย์ต่างๆ เรียบร้อยไปหมดแล้ว เหลืออยู่อย่างเดียวที่ท่านยังห่วง ก็คือวิชชาธรรมกาย ว่าใครนะจะเป็นผู้ที่มาสืบทอดวิชชานี้ สั่งสอนวิชชานี้ไม่ให้สูญหายสืบไป
หลังจากนั้นมา ลูกหลานมาอุปัฏฐากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ก็กลับไปเล่าให้กับหมู่ญาติที่สุพรรณบุรีฟัง ถึงสิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านปรารภไว้ ลูกหลานก็ถามกันทีเดียวว่าเอ๊ะ จะเป็นพระองค์นี้ได้ไหม จะเป็นองค์นี้ได้ไหม หลวงพ่อท่านก็ส่ายหน้า จนมีอยู่วันหนึ่ง ท่านก็บอกกับลูกหลานว่าวันนี้นี่ท่านสบายใจแล้ว แล้วคนที่จะมาสืบทอดวิชชานี้ เขาเกิดมา เกิดที่จังหวัดสิงห์บุรี แต่ตอนนี้ยังมาไม่ถึงหรอกนะ
เรื่องนี้ก็เล่ากันในหมู่ญาติ มีคุณน้าอยู่ท่านหนึ่ง ตอนนั้นยังเป็นเด็กอายุสัก ๑๒-๑๓ ปัจจุบันเป็นคุณน้าแล้วล่ะ น้าศรีนวล หลวงพี่เคยได้ไปเจอกับตัวจริงของท่านเอง ตอนที่ได้ไปปฏิบัติธรรมกันที่สวนบัวรีสอร์ท ที่เชียงใหม่ ก็ได้มีโอกาสได้ยินได้ฟังสิ่งที่คุณน้าศรีนวลเล่าให้ฟัง บอกว่าจริงๆ แล้วนี่ลูกหลานก็ไม่รู้นะ รู้แต่เพียงว่าคนที่จะมาสืบทอดนี่เป็นชาวสิงห์บุรี แต่ยังมาไม่ถึง
เวลาก็ล่วงเลยไป จนประมาณปี ๒๕๓๖ คุณน้าศรีนวลถึงได้ไปเห็นจากหนังสือโลกทิพย์ เป็นเรื่องราวที่เล่าเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย เกี่ยวกับคุณยาย เกี่ยวกับหลวงพ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่ลงอรรถชีวประวัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าท่านเป็นคนเกิดที่จังหวัดสิงห์บุรี และขณะนี้ในหนังสือก็เห็นภาพที่หลวงพ่อท่านแนะนำสั่งสอนสืบทอดวิชชาธรรมกาย มีคนมาปฏิบัติธรรมเยอะแยะเลย
คุณน้าศรีนวลดีใจมากเลย ดีใจจนน้ำตาไหล ดีใจอยู่ ๒ อย่างคือ ดีใจว่าคำที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านพูดนั้นนี่ เป็นคำจริง แล้วท่านก็ดีใจว่าท่านกำลังจะได้พบกับบุคคลท่านนั้น แล้วคุณน้าศรีนวลถึงได้มาเล่าให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราฟัง เล่าให้หมู่คณะของเราฟัง เรื่องนี้ยืนยันตรงกัน ถือเป็นสิ่งที่หลวงพี่เองมีความประทับใจ
แต่บุคคลท่านที่สำคัญที่เป็นตัวเชื่อม จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา หากใครขาดบุคคลท่านนี้แล้ว ทุกวันนี้เราคงไม่ได้มานั่งคุยกันอย่างนี้ เราคงไม่มีสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เหมาะสม ที่เราได้ ให้เราได้มาสร้างบารมีกันอย่างนี้ บุคคลท่านนั้นก็คือคุณยายของเรานี่เอง มีความอดทน รอคอย เมื่อท่านได้พบหลวงพ่อแล้ว ก็ได้ถ่ายทอดวิชชานี้ทั้งหมดเลยให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา นี่คือสิ่งหนึ่งที่หลวงพี่มีความประทับใจ
เส้นทางชีวิตในการมาร่วมบารมีกับหมู่คณะของพวกเรา ของหลวงพี่เอง ก็จะขอเล่าคร่าวๆ ให้กับพวกเราฟัง คือหลวงพี่เองได้มีโอกาสมาถึงวัดของคุณยายเมื่อปี ๒๕๑๙ ตอนนั้นยังเป็นนิสิตปีที่ ๑ เรียนอยู่ที่เกษตร ก็มีพี่ๆ ชมรมพุทธชวนมา รถก็ใช้รถของมหาวิทยาลัยนี่แหละ ออกที่เกษตร แต่ก่อนขึ้นรถ รุ่นพี่เขาก็เตือนบอกว่าอย่าลืมนะ ให้ห่อข้าวมากินด้วย มาวัดครั้งแรกก็ห่อข้าวมากินเลย
วัดของคุณยายตอนนั้น โบสถ์ยังไม่ได้สร้างเลย สะพาน ๑ สะพาน ๒ สะพาน ๓ เมื่อก่อนนี้เวลาเราเข้าวัดนี้เราต้องข้ามสะพานถึง ๓ สะพาน แล้วสะพานปัจจุบันนี้นี่ที่เป็นคอนกรีตนี่ เมื่อก่อนไม่ได้เป็นคอนกรีตนี่นะ เป็นสะพานไม้ สะพานไม้สูงๆ เลย ข้ามคลองนี่ สมัยนั้นยังมีเรือวิ่งตามคลองต่างๆ อยู่ เพราะงั้นจะเป็นสะพานสูงทีเดียว เวลาฝนตกนี่ลื่นน่าดูเลย ถนนบางช่วงก็ยังเป็นลูกรังอยู่ โบสถ์ตอนนั้นก็ยังไม่เสร็จ
หลวงพี่ก็ได้มาเห็นของคุณยายครั้งแรกก็ปี ๑๙ นั่นแหละ จนปี ๒๕๒๓ ได้มาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาอบรมจริงๆ จังๆ เลย มาบวช มาอบรมธรรมทายาท เป็นวาระพิเศษ เพราะปีนั้นวัดของคุณยายของเรากำลังจะเปลี่ยนจากศูนย์ปฏิบัติธรรม ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ตอนนั้นยังเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ยังไม่ได้ผูกพัทธสีมา การบวชธรรมทายาทรุ่นนั้นก็คือบวชเพื่อได้พระธรรมกายมาร่วมพิธีในการผูกพัทธสีมา ปีนั้นปี ๒๐๐๐ ประมาณปี ๒๕๒๓ ฮะ ในที่นี้บางท่านคงจะได้มีโอกาสมาร่วมในวันผูกพัทธสีมาด้วย มีท่านใดบ้างเอ่ย ขอความกรุณายกมือนิดหนึ่ง มีบ้างนิดหน่อย สมัยนั้นถ้าเทียบกับปัจจุบันนี้นี่คนที่มาร่วมงานผูกพัทธสีมา เป็นระดับพัน เมื่อเทียบกับปัจจุบันนี้ดูไม่เยอะหรอก แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ก็ถือว่ามากทีเดียว มากทีเดียว
ในระหว่างที่ได้มาอบรมธรรมทายาทนี่ก็ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลพวงจากการที่คุณยายได้วางแนวทางการบริหารงานวัด ระบบ ระเบียบต่างๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ที่เป็นพระอาจารย์ในรุ่นนั้นก็ได้ถ่ายทอดให้กับธรรมทายาททุกๆ คนทีเดียว ตั้แต่เรื่องของความสะอาดที่พระอาจารย์หลายๆ รูปมา ได้มาเล่าให้พวกเราฟังกันทุกๆ คืน ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของหมู่คณะ การปฏิบัติธรรม นั่นคือปี ๒๕๒๓ ที่หลวงพี่เองได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาววัดจริงๆ ในปีนั้น
จนจบการอบรมแล้วก็กลับไปเรียนต่ออีก ๒ ปี เรียนต่ออีก ๒ ปี แล้วก็ไปทำงาน หลังจากจบแล้วก็ไปทำงานอยู่ข้างนอกอีกเกือบ ๔ ปี จนปี ๒๕๒๘ ก็กลับมาอีกทีหนึ่ง ลาออกมา มาเป็นเด็กวัดของคุณยาย ปี ๒๕๒๘ วัดของคุณยายตอนนี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดดเลย ถนนหนทางอะไรต่างๆ ก็จะดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ตัวหลวงพี่เองหลังจากอบรมธรรมทายาทแล้วก็กลับมา ก็ได้มาเป็นอาสาสมัครคอยต้อนรับสาธุชนที่เขาลงจากรถเมล์ รถเมล์ที่พาเขามาจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สนามหลวง รามคำแหง พอเขามานี่ ต้องเจอเราก่อนเลย พอหลวงพี่มาถึงปุ๊ป จะไปที่อาคารดาวดึงส์ เพื่อเอาวิทยุแล้วก็ไมโครโฟนมาต้อนรับเขา เป็นตัวแทนคุณยาย เป็นตัวแทนของหมู่คณะของเราต้อนรับเขา
จนปี ๒๘ ก็ได้มาเป็นเด็กวัดอีกครั้งหนึ่ง ได้มาตอนนั้นก็มากับอุบาสกอีกท่านหนึ่ง ตอนนี้ก็บวชด้วยกันแล้ว ก็หลวงพี่อำนวยศักดิ์ มุนิสโก ตอนนั้นก็รู้สึกเป็นอุบาสกใหม่ ได้มาอยู่ที่วัด บรรยากาศตอนนั้นนี่ หมู่คณะเราในวัดมีไม่เยอะหรอก มีอุบาสกประมาณสักไม่ถึง ๒๐ ท่าน พระอาจารย์ก็มีอยู่ ๑๐ เกือบ ๒๐ เหมือนกัน เป็นหมู่คณะเล็ก เพราะส่วนใหญ่ยังต้องอยู่ข้างนอกกัน มีบ้านเอื้อเฟื้อ บ้านเกื้อหนุน แต่หมู่คณะในวัดก็จะมีอยู่เพียงไม่มากเท่าไหร่ ไม่มากเท่าไหร่ อยู่กัน
ครั้งนี้ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับคุณยายมากขึ้น มากับอุบาสกอำนวยศักดิ์ ๒ ท่าน ท่านเองจบเภสัชกร เป็นหมอยา ตัวหลวงพี่เองจบสัตวแพทย์ เป็นหมอรักษาสัตว์ แต่มาถึง มาถึงคุณยายนี่ สิ่งที่เรานึกว่าเราแน่ อยู่ข้างนอกนี่ มาถึงยาย ท่านเองมี เออ อุบาสกอำนวยศักดิ์เองท่านมีประสบการณ์อยู่ประมาณ ทำงานอยู่ภายนอกเกือบ ๑๐ ปี ตัวหลวงพี่เองประมาณเกือบ ๔ ปี ตอนนั้นเข้ามาก็มีความรู้สึกว่า เรานี่ก็ไม่เบานะ แต่มาถึงได้เห็นบรรยากาศ สมัยนั้นนี่ เช้าๆ อุบาสกทุกท่านนี่นะฮะ ก็จะมีหน้าที่รับบุญหลังจากสวดมนต์แล้วก็มาทำบุญกัน ทำความสะอาดเสนาสนะ ตัวหลวงพี่เองก็รับบุญมาเช็ดโต๊ะหมู่บูชาที่ศาลาจาตุม
หลังจากนั้นก็มาทานข้าวกันที่อาคารยามา จะนั่งเรียงกันเป็นแถวเลย แล้วทุกเช้าเลย คุณยายก็จะมาอบรมเรื่องความสะอาด เรื่องความประหยัด ประหยัดว่าจะใช้อะไรต้องใช้ให้เป็น ใช้น้ำใช้ไฟอะไร ต้องใช้ให้เป็น ใช้ให้ประหยัด ถ้าเราไม่ประหยัด เราก็จะเป็นขี้ข้าอย่างนั้น ใช้ไฟไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าไฟ ใช้น้ำไม่เป็น ก็จะเป็นขี้ข้าของน้ำ เพราะท่านมองว่าถ้าเราใช้ความสิ้นเปลืองนี่ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นสิ้นเปลือง แทนที่เราจะมีเงินทองเหลือไปใช้จ่ายในการอย่างอื่น เราก็ต้องเสียเวลาไปแสวงหาทรัพย์สมบัติต่างๆ เพื่อมาใช้จ่ายในเรื่องของน้ำเรื่องของไฟโดยเปล่าประโยชน์ เหมือนกับเราเป็นขี้ข้าของน้ำของไฟที่เราใช้อย่างสิ้นเปลือง ยายสอนหมด สอนด้วยความอดทนทุกเช้าเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกใหม่ ๒ คน เด็กวัดใหม่ ๒ คน เนื่องจากตอนนั้นยังต้องไปทำงานอยู่ที่สำนักงานของเราที่อยู่ข้างนอก เวลาทำงานบางทีก็ติดพันก็กลับมาค่อนข้างดึก พอมาถึงหมู่คณะชุดที่อยู่ที่วัดนี่ก็ บางท่านก็หลับไปแล้ว บางทีเราก็เปิดประตูดังไปบ้าง เปิดล็อตเกอร์ดังไปแล้ว เป็นล็อตเกอร์เหล็ก สิ่งนี้ก็ไปรบกวนอุบาสกรุ่นพี่บางท่าน คุณยายท่านดูแลความเป็นอยู่ของอุบาสกทุกท่านเลย ท่านรู้นะฮะ พอมีอุบาสกท่านหนึ่งบอกว่าจะแหม รู้สึกชุดที่ไปทำงานข้างนอกกลับมาแล้วเสียงดังจังเลย บางทีนอนไม่หลับ เลยจะขอย้ายไปนอนที่อื่นได้ไหม ยายพอรู้ปุ๊ป ท่านไม่ได้ฟังเฉยๆ ท่านมองไปถึงเหตุเลย ท่านก็รู้ เออสงสัย เด็กวัดใหม่ ๒ คนนี้แน่เลย
มีอยู่เช้าหนึ่งท่านก็มาเลยฮะ มาเลย สอนเลย คุณยายท่านก็สอน จะทำอะไรก็ต้องระวัง อย่าให้มันเสียงดังโครมคราม ต้องเกรงใจคนอื่นนะ แล้วท่านมาสอนขณะที่เราหนีไปไหนไม่ได้ด้วย ก็เป็นเวลาที่เรากำลังนั่งเข้าแถวกินข้าวอยู่ เป็นกิจวัตรมาอบรมเรา
บุคคล ๒ ท่านที่ได้เรียนวิชากับคุณยาย เป็นวิชาภาคบังคับเลย ก็คือตัวหลวงพี่เองกับหลวงพี่มุนิสโก ๒ ท่าน โดยมีอุบาสกรุ่นพี่ตอนนั้นเป็นกำลังใจ เพราะคุณยายท่านไม่ได้สอนวันเดียว ท่านมีความเมตตามาสอนเกือบเดือนหนึ่ง เกือบทุกวัน อายุตอนนั้นของท่าน ๗๗ แล้ว แต่ท่านยังแข็งแรง เดินตัวปลิว คุยเสียงดังทีเดียว ดังแบบมีอำนาจ พวกเราก็จะรักแล้วก็เกรงใจคุณยายมากเลย
หมอยา ๑ ท่าน หมอรักษาสัตว์อีก ๑ ท่าน มานั่งเรียนวิชา ขนบธรรมเนียมประเพณีของอุบาสกใหม่ ของเด็กวัดใหม่กับคุณยาย ซึ่งท่านมีความเมตตาสั่งสอนเรานี่ด้วยความอดทนทุกวันเลย จนถึงบัดนี้นี่ยังจำได้แม่นเลย ไปกวดวิชาที่ไปเรียนกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนี่ ๖-๗ ปีนี่ลืมหมดเลย แต่วิชาที่คุณยายสอน ไม่เคยลืมเลย ลืมไม่ได้ ไม่ลืมเลยจริงๆ มันซึมเข้าไปเลย นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านเมตตาสอนสมาชิกใหม่
เพิ่งได้รู้ความจริง ด้วยความเมตตาของคุณยายนี่ก็ปีนี้เอง ที่หลวงพี่ประดิษฐ์ อริณชโย ท่านเป็นบุคคลที่ตอนนั้นเป็นอุบาสกที่เข้ามาก่อน แล้วก็ได้มีโอกาสได้อุปัฏฐากคุณยาย โดยถีบสามล้อให้คุณยาย ไปดูตรวจงานในวัดทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งท่านก็เล่าว่ายายก็เบิกบานมาเลยนะ เพราะยายเช้าๆ นี่ตรวจงาน ดูงานในวัด ดูความเรียบร้อยในวัดนี่ ท่านจะเบิกบาน ดูไปตลอดเลย ท่านก็จะเบิกบานเป็นปกติ
แต่พอมาเจอเด็กวัด ๒ คนที่กำลัง ท่านกำลังอบรมอยู่ คุณยายท่านเตรียมเลย ท่านจะสอน เราก็ฟังอย่างเดียวเลยนะ ฟังอย่างเดียว พอคล้อยหลังไป คล้อยหลังไป หลวงพี่ประดิษฐ์ตอนนั้นท่านก็ถามยาย ยาย ยาย แหมทำไมยายดุจังเลย ยายท่านก็ยิ้มๆ แล้วท่านก็บอกว่าไม่ได้หรอก นี่มันมาใหม่ ต้องให้มันกลัวไว้ก่อน นี่ก็เป็นอุบายที่คุณยายท่านสอนพวกเราด้วยความเมตตา สิ่งนี้เพิ่งได้รู้ในปีนี้เองที่หลวงพี่ประดิษฐ์ท่านเล่าให้ฟัง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้หลวงพี่นั้นซาบซึ้ง และระลึกนึกถึงคุณยายด้วยความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อเด็กวัด ต่อลูกศิษย์สมาชิกใหม่ที่ท่านให้กับพวกเรา ให้ความเมตตากับพวกเรา
และในตอนนั้นคุณยายจริงๆ แล้วท่านเป็นคนที่มีความเมตตามากเลย เกี่ยวกับเรื่องการกลับมาที่วัดสาย กลับมาที่วัดดึกเหมือนกัน ที่หลวงพี่หลายๆ รูปเคยเล่าให้พวกเราฟังแล้วใช่ไหม อุบาสกทุกคนนี่จะนอนรวมกันอยู่ที่อาคารมหาพรหมปัจจุบันนี้ แต่สมัยนั้นไม่ได้กั้น เป็นอาคารโล่งเลย ทุกคนก็จะนอนรวมกันที่นั่น บางทีพอรับบุญกันเสร็จ เพราะตื่นกันเช้ามาก รับบุญกันเสร็จ บางคนที่ยังเพลียอยู่ก็แวบไปพักบ้าง แล้วกันช่วยกันดูต้นทางนะ เพราะยายต้องมาตรวจทุกวัน พอยายมาก็ รุ่นพี่ก็จะชวนยายคุยก่อนให้ดังๆ ผู้ที่พักอยู่ได้ยินก็จะได้ลุกขึ้น
มีอยู่วันหนึ่งหลวงพี่เจอเองเลย สงสัยรุ่นพี่จะไม่อยู่ วันนั้นจำได้ว่ากลับมาก็ดึกทีเดียว กลับมา ก็ตื่นสาย สายนี่ก็ไม่ได้สายมากหรอก ประมาณสัก ๖ โมงครึ่งตอนเช้า ยายมาถึงเลย ตกใจเลย โอ้โฮ ตายแล้ว วิชาที่แล้วยังจำไม่ได้ เอ่อ ยังจำได้อยู่เลยนะ สงสัยจะโดนอีกวิชา เราตกใจฮะ คุณยายท่านยิ้ม เห็นแววความเมตตาในดวงตาของท่านเลย ยังจำได้ถึงบัดนี้เลย (หมดหน้า 1/A)
(เริ่มม้วน 1/B)
แล้วท่านก็หัวเราะแล้วท่านก็ไป ยายเป็นคนมีความเมตตา อารมณ์ดีตลอดเลย อารมณ์ดี จริงๆ แล้วอารมณ์ดี แต่เวลาใครทำอะไรที่เลอะๆ เทอะๆ ยายจะบู๊น่าดูเลย นี่คือเรื่องจริง เพราะฉะนั้นเด็กวัดทุกวันไม่กล้าเลยฮะ เด็กวัดทุกคนไม่กล้าเลย ทำอะไรเรียบร้อยเลย
แล้วบางอย่างที่ยายท่านสอนไว้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องการซักผ้าก็ตาม ท่านมีเทคนิคของท่าน สิ่งนี้หลวงพี่ไม่ได้รับมาเองหรอก แต่ว่าอุบาสกรุ่นพี่ๆ นี่เขาถ่ายทอดกลับมา วิธีซักผ้าทำอย่างไร ก็ต้องดูก่อนว่าผ้าเลอะตรงไหน ให้ซักตรงนั้นก่อนซิ แล้วค่อยแช่ผ้า แช่ด้วยน้ำเปล่าไปรอบหนึ่งก่อน แล้วค่อยซัก ซักเสร็จ เวลาบิด ก็ต้องมีเทคนิคในการบิด ไม่ใช่บิดอย่างแรงเลย เส้นใยผ้าก็เสียหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปอุปัฏฐากพระอาจารย์นี่ จีวรของท่านต้องทะนุถนอม ต้องมีวิธีบิดแค่หมาดๆ
แล้วก็เวลาตากนี่ คุณยายท่านสอนว่าตากผ้าต้องมีเทคนิคนะ เพราะว่าเราไม่รีดผ้า เพราะงั้นเราต้องดึงผ้าให้ตึง ดึงให้ตึงตอนที่มันยังเปียกๆ อยู่นี่แหละ เวลาแห้งแล้วนี่นะ ไม่ต้องใช้เตารีดเลย แห้งสนิทเลย ผ้าแห้งเสร็จแล้วทำไง วิธีเก็บ วิธีพับ ท่านก็มีวิธี ต้องพับให้ชายเป็นอย่างนี้นะ แล้วก็เก็บใส่ตู้ เก็บใส่ตู้
แล้วจะให้ผ้านั้นนี่มีกลิ่นสะอาด อยู่อย่างดีเลยนี่ทำไง เทคนิคง่ายๆ ไม่ยากเลย แล้วเอาไปใช้ได้ คุณยายใช้อะไรรู้ไหม ใช้สบู่นี่แหละ เอาสบู่ใส่ไว้ในตู้ที่เราเก็บผ้า ทุกวันนี้หลวงพี่เองก็ยังใช้เทคนิคนั้นอยู่เลยนะ ใส่ไว้ พอเราเอาผ้า เอาผ้ามาครองนี่มันยังมี ได้กลิ่นความสะอาด กลิ่นความสดชื่น โดยไม่ต้องไปใช้น้ำหอมเลย แล้วสักพักหนึ่งเราก็เอาสบู่นั้นมาใช้ได้อีก นี่ก็เป็นเทคนิคที่คุณยายท่านสอน เป็นเรื่องง่ายๆ แต่ถ้ามองดูลึกๆ แล้วนี่ คนที่คิดได้นี่ ต้องอัจริยะจริงๆ ไม่ใช่ง่ายๆ เลย
อย่างวันนี้เอง ก่อนที่จะมานี่ หลวงพี่อุดมก็ไปพบกันที่กุฏินะ ยังคุยกับหลวงพี่อุดมเลยนะวันนี้นี่ บอกวันนี้จะมาเทศน์เรื่องยาย ต้องทำความสะอาดกุฏิให้สะอาดเอี่ยมเสียก่อน หลวงพี่ก็เลยถูกุฏิเสียเรียบ สะอาดเรียบร้อยเลยนะ ให้สมกับที่จะมาคุยถึงคุณธรรมเรื่องความสะอาดของคุณยาย เพราะฉะนั้นตัวของเราเอง เรารู้แล้ว เราทราบแล้ว อย่ารู้อย่างเดียว ต้องนำไปปฏิบัติเองด้วย หากยายรู้ ยายจะได้ดีใจ
และอีกอย่างหนึ่งที่หลวงพี่ประทับใจมากๆ เลยก็คือ ยายนี่เวลาอยู่กับวัดนี่ไม่เคยอยู่นิ่งเลย ขยัน ขยันจริงๆ แล้วก็เป็นคนรักบุญ เอาบุญทุกอย่างเลย บุญทุกอย่าง แล้วท่านจะละเอียด ท่านจะบ่นอยู่เรื่อยเรื่องตอนที่ ปีสัก ๒๘ ๒๙ ท่านจะบ่นเรื่องประตู ยังไม่มีใครไปทำเลยประตูหน้าวัด ก็ได้ยายนี่แหละบู๊จนเรียบร้อย ประตูหน้าวัด แล้วงานใดเป็นงานบุญนี่ท่านทุ่มเทต็มที่เลย ยึดนโยบายว่าช่วยงานวัด จัดหาทุน ไม่ได้อยู่วัดเฉยๆ ฮะ ช่วยงานวัดด้วย ช่วยกันหาทุนด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พวกเราหลายๆ ท่านยังประทับใจอยู่ก็คือปีที่คุณยายของเราได้เป็นประธานกฐิน ปี ๒๕๓๑ ที่หลวงพ่อท่านให้สมญานามปีนั้นว่าเป็นกฐินยักษ์ กฐินยาย กฐินยักษ์ กฐินยาย พอคุณยายได้เป็นเจ้าภาพ ปีนั้นนี่อื้อฮือ เป็นบุญของกัลยาณมิตรของเรา ทั้งในกรุงเทพฯ ด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดนี่ ยายเป็นกฐิน ยายเป็นประธานกฐิน ตอนอายุ ๘๐ ปี คิดดูแล้วกันถ้าเราอายุ ๘๐ ปีนี่ จะเป็นยังไง แต่ยายสวมหัวใจของยอดกัลยาณมิตร ถึงแม้อายุจะ ๘๐ แล้วก็ตาม ท่านบอกกับผู้ใกล้ชิดว่ายายจะต้องไปชวนคนที่เคยมาทำบุญกับยาย ให้เขาได้มาได้บุญนี้คือบุญกฐินนี้ ยายไม่พูดเปล่าฮะ ยายไปเลย บ้านลูกศิษย์ลูกหากัลยาณมิตรที่ท่านรู้จัก ไปหมดเลย ทั้งในกรุงเทพฯด้วย แต่ในจังหวัดต่างๆ สำคัญๆ ไม่น้อยกว่า ๘ แห่ง
ตัวหลวงพี่เองได้มีโอกาสได้ไปต่างจังหวัดหลายๆ จังหวัด ได้ไปเห็นรอยเท้า ได้ไปเห็นประวัติการสร้างบารมีของคุณยาย การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของคุณยาย เห็นแล้วประทับใจ ที่เชียงใหม่ ที่ขอนแก่น ที่หาดใหญ่ ที่ภูเก็ต พิษณุโลก และอีกหลายๆ ที่ คุณยายท่านทิ้งร่องรอยของนักสร้างบารมี ของยอดกัลยาณมิตรไว้ทุกที่เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดขอนแก่นนี่ สถานที่ที่ท่านไปพักแล้วก็ได้รวมลูกศิษย์ลูกหาแจ้งข่าวให้เขาได้รับบุญนี้นี่ สถานที่แห่งนั้นเป็นบ้านของกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันด้วยบุญของยายในครั้งนั้น ปัจจุบันนี้บ้านหลังนั้นยังอยู่ในเมืองเลย กลางเมืองขอนแก่นเลย มูลค่าถ้านับ ตีเป็นมูลค่าแล้วคิดว่าไม่ต่ำกว่าหลายล้านเลย แต่ปัจจุบันนี้กัลยาณมิตรท่านนั้นได้ถวายทั้งบ้านทั้งที่ดิน แล้วก็ให้เราไปสร้างแล้วเป็นศูนย์กัลยาณมิตรขอนแก่น สำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นหากพวกเราท่านใดได้ไปขอนแก่น อยากไปเห็นร่องรอย การสร้างบารมีของคุณยายของเรา หากไปที่ศูนย์กัลยาณมิตรขอนแก่น ที่ถนนกลางเมือง ไปถามเขาได้เลยถนนกลางเมืองอยู่ตรงไหน ศูนย์กัลยาณมิตรใหญ่โต ๔ ชั้น นั่นคือสถานที่ที่หนึ่งที่คุณยายของเราเคยไปเหยียบเป็นสิริมงคล เคยไปทำหน้าที่ของยอดกัลยาณมิตรที่นั่น
เพราะคุณยายมีความคิดว่าหากเรามีบุญ แล้วเราไม่ชักชวนเขานี่ เราก็เหมือนกับทิ้งเขาเลย ถ้าเรามีความเกรงใจ เกิดความเกรงใจไม่บอกบุญเขา เขาก็ไม่ได้บุญ เกิดภพหน้าต่อไปนี่ ชาตินี้อาจจะได้เป็นพี่เป็นน้องกัน เป็นพ่อเป็นแม่กัน แต่ถ้าเราไม่บอกเขานี่ เกิดมาครั้งต่อไป ภพชาติต่อไป เราก็จะห่างจากเขาออกไป แทนที่จะได้เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน ก็อาจจะได้เป็นแค่ญาติๆ กัน ถ้ายังเกรงใจเขาอีก ไม่บอกบุญเขาอีกนี่ เกิดไปอีก ภพต่อไป อาจจะไม่ได้เป็นญาติกันแล้ว อาจจะได้เป็นแค่เพื่อนกัน ถ้ายังไม่บอกเขาอีก อาจจะได้เกิดเป็นสมาชิกหมู่บ้านเดียวกัน ต่อไปก็เป็นประเทศเดียวกัน ต่อไปอาจจะได้แค่เกิดมาร่วมโลกเดียวกัน คุณยายท่านคิดอย่างนี้ ท่านถึงได้ทำหน้าที่ของยอดกัลยาณมิตร ทำอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเลย ทำด้วยความตั้งอกตั้งใจ สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นมรดกที่ท่านทำให้เราดู แล้วก็ฝากเอาไว้ในใจของพวกเราทุกๆ คนเลย
หากคุณยายยังมีความแข็งแรงอยู่ในขณะนี้นี่ งานในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ คิดว่ายายคงไม่น้อยหน้าพวกเราอย่างแน่นอนเลย แต่ด้วยวัย ด้วยอายุ ด้วยสังขาร และปัจจุบันนี้โอกาสที่ยายจะได้ทำ ไม่มีแล้ว แต่สิ่งนี้ถือเป็นภารกิจของพวกเราทุกคนทีเดียว ลูกๆ หลานๆ ยายทุกคนทีเดียว ที่พวกเราจะได้ตั้งใจกันเป็นตัวแทนของคุณยาย ทำอย่างคุณยาย ให้สวมหัวใจเหมือนกับเป็นคุณยายเลย ในการที่จะทำสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้นี่ให้สำเร็จสมบูรณ์ เหมือนกับยายท่านเคยทำ
ภารกิจภายหน้า ภารกิจเฉพาะหน้าที่เรากำลังมุ่งหน้ากันอยู่ในขณะนี้ก็คือการที่เราจะไปชักชวนหมู่ญาติของเราให้มาร่วมกันเป็นเจ้าของบุญได้สร้างลานธรรมให้เสร็จให้สมบูรณ์ เพื่อจะเป็นประโยชน์ให้กับชาวโลกทั้งหลาย อีกไม่กี่ปี เมื่อเรามองย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่กำลังวังชาของเรานี่อาจจะถดถอยไป แต่เมื่อย้อนกลับมามองสิ่งที่เราได้ทำ เหมือนกับที่ยายเคยทำ เป็นตัวแทนของยายในครั้งนี้นี่ เราจะมีความปีติเบิกบานใจ และเมื่อเราจะต้องหลับตาลาโลกไป ความปีติเบิกบานใจนั้นนี่ ก็จะต้องกับเราตลอดไปทีเดียว สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่หลวงพี่เองอยากจะฝากให้อยู่ในใจของพวกเราทุกคนว่าขณะนี้เรามีกำลังวังชา มีความเข้มแข็ง ยายทำให้เราดูแล้ว เป็นตัวอย่างแล้วตลอดชีวิตของท่านเลย ตอนนี้ให้พวกเราทุกคนได้เป็นตัวแทนของท่านในการทำสิ่งดีๆ นี้ให้สำเร็จทุกอย่างทุกประการทีเดียว
เพราะฉะนั้นในวันนี้หลวงพี่ก็คงจะขอเรียนเชิญพวกเราทุกท่านเลย ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไป ก็ขอเชิญพวกเราทุกท่านนะ นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนา ระลึกนึกถึงคุณของคุณยาย ด้วยการวางใจของเราให้นิ่งๆ สบายๆ ปล่อยวางภารกิจการงานทุกสิ่งทุกประการไว้ชั่วคราว ให้ทำเหมือนกับยาย เพราะเวลาที่ยายท่านนั่งสมาธิ ท่านบอกว่าท่านตัดภารกิจการงานทุกอย่างหมดเลย มุ่งแต่เรื่องของธรรมะแต่เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราก็จะวางใจของเรานิ่งๆ สบายๆ ปล่อยวางภารกิจการงานทุกสิ่งทุกประการไว้ เอาใจของเราหยุดนิ่งๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน เราระลึกถึงคุณของคุณยายที่ได้สร้างวัดพระธรรมกายให้พวกเราได้มาสร้างบารมีในครั้งนี้
เราก็จะนึกอธิษฐานหยุดนิ่งไปที่ใจของเราทีเดียว ว่าด้วยบุญบารมีของคุณยาย ขอให้ดลบันดาลให้พวกเราทุกคนให้มีสุขภาพกาย สุขภาพใจ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง ให้มีหัวใจของนักสร้างบารมี ของยอดกัลยาณมิตรเหมือนอย่างคุณยาย ที่จากวันนี้ไป เราจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคุณยายในการไปตามหมู่ญาติของเรา ให้มาร่วมกันสร้างลานธรรมมหาธรรมกายเจดีย์ครั้งนี้ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ เพื่อเป็นการบูชาธรรมแด่คุณยาย ผู้เป็นที่รักของพวกเรากันทุกๆ คนเลยทีเดียว
ก็นึกทำใจของเราให้นิ่งๆ ให้สบายๆ และตอนท้ายเราก็นึกอธิษฐานจิตตามใจปรารถนาของพวกเรากันทุกๆ คนเลย
สัพพุทธา……
**************************** จบ ****************************
PAGE
PAGE 3
หน้า
431017FW-AAT