สรุปเหตุการณ์สำคัญในช่วงชีวิตของคุณยาย/ ชีวิตการบอกบุญกับคุณยาย
(ม้วน 1/A)
พระปัญญาทีโป : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งและที่ระลึกอันสูงสุดด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระที่มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรผู้มีบุญทุกๆ คน (สาธุ)
วันนี้เป็นวันที่ครบ ๑ เดือนที่ทางวัดพระธรรมกาย และลูกหลานยายทุกคนได้จัดงานบำเพ็ญกุศล สวดอภิธรรมให้กับคุณยายอาจารย์ ครบ ๑ เดือนพอดีวันนี้ หลวงพี่เองก็จะขอนำเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ในแต่ละช่วงชีวิตของคุณยายมาสรุปให้ฟัง แล้วก็เล่าถึงชีวิตการบอกบุญกับคุณยายให้พวกเราทุกๆ คน
คุณยายเกิดวันพุธ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา พุทธศักราช ๒๔๕๒ พ่อชื่อพลอย แม่ชื่อพัน คุณพ่อตั้งชื่อให้ว่าลูกจันทร์ เป็นคนที่ ๕ ในทั้งหมด ๙ คน
อายุ ๑๒ ปี คือตกปีพุทธศักราช ๒๔๖๔ พ่อได้ตาย คำที่พ่อได้แช่งเอาไว้ ก็ฝังใจคุณยายว่าจะต้องไปขอขมาพ่อในสัมปรายภพ
อายุ ๑๘ ปี ๒๔๗๐ ได้ยินข่าวว่าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สอนให้ไปนรกไปสวรรค์ได้ คุณยายก็ดีใจ แล้วก็ตั้งปณิธานว่าเราจะต้องไปเรียนวิชชานั้นเพื่อไปตามหาพ่อ แล้วก็ไปขอขมาพ่อ ก็ได้เตรียมการอยู่ ๗ ปี พออายุ ๒๕ ก็ได้ลาพ่อ เอ่อ ได้ลาแม่ได้ลาพี่น้อง มอบสมบัติให้ ลาบ้าน ลาจากบ้านไป
อายุ ๒๙ ได้บวชเป็นอุบาสิกาคือเป็นแม่ชี อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทำธรรมะ ทำวิชชาจนกระทั่งหลวงพ่อสิ้น รวมระยะเวลา ๒๑ ปี คือหลวงพ่อวัดปากน้ำสิ้นตอนคุณยายอายุ ๕๐ ปี ๕๐ คือปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้สิ้น คุณยายอายุ ๕๐
๕๔ ปี คุณยายทองสุก ซึ่งเป็นอาจารย์ของคุณยายเป็นผู้นำ เป็นผู้สอนธรรมะให้คนแรกนี่ได้สิ้น ซึ่งตกประมาณปี ๒๕๐๖ คุณยายได้สูญเสียอาจารย์ แต่ขณะเดียวกันคุณยายก็ได้พบผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายคือหลวงพ่อธัมมชโยในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖
อายุ ๕๗ ๒๕๐๙ หลวงพ่อธัมมชโยได้พาหลวงพ่อทัตตชีโวไปกราบคุณยายครั้งแรก ปี ๒๕๐๙ ที่บ้านคุณยายทองสุกก็คือบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑
อายุ ๕๘ พุทธศักราช ๒๕๑๐ สองห้าหนึ่งศูนย์ ได้สร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบ้านกัลยาณมิตรหลังที่ ๒ อายุ ๖๐ ๒๕๑๒ วันที่ ๒๗ สิงหา หลวงพ่อธัมมชโยได้ ได้บวชเป็นพระภิกษุ อายุ ๖๑ วันมาฆบูชา ปี ๒๕๑๓ เริ่มขุดดินก้อนแรกในการสร้างวัดพระธรรมกาย อายุ ๖๒ ปี ๒๕๑๔ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้บวชเป็นพระ
อายุ ๖๖ ๒๕๑๘ คุณยายได้ย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาอยู่ประจำที่วัดพระธรรมกายเป็นการถาวร ตอนที่คุณยายอายุ ๖๖ ปี ๒๕๑๘ ตอนอายุ ๖๘ ปี ๒๕๒๐ วัดพระธรรมกายได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นวัดโดยสมบูรณ์
อายุ ๗๕ ๒๕๒๗ ได้เริ่มจัดซื้อที่ดินสร้างธุดงคสถาน ที่ ๒ พันไร่ ๒๕๒๗ คุณยายอายุ ๗๕
คุณยายย่าง ๘๐ ได้เป็นประธานทอดกฐิน วันที่ ๖ พฤศจิกา ๒๕๓๑ เป็นประธานใหญ่
อายุ ๘๖ ๒๕๓๗ ได้หล่อรูปหล่อทองคำหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งปัจจุบันได้ตั้งที่ห้องปัญญา เป็นรูปหล่อทองคำ
อายุ ๘๗ วันที่ ๘ กันยา ได้ตอกเสาเข็มต้นแรกสร้างมหาธรรมากายเจดีย์
อายุ ๘๘ เริ่มก่อสร้างสภาธรรมกายสากลหลังใหญ่ที่เรากำลังนั่งปฏิบัติธรรม นั่งฟังธรรมกันอยู่ในขณะนี้
อายุ ๙๒ ๒๒ เมษา ได้ฉลองมหาธรรมกายเจดีย์ครั้งที่ ๑
วันที่ ๑๐ กันยา ๒๕๔๓ เวลา ๔ นาฬิกา ๕๕ นาที คุณยายได้ละสังขาร จากกายมนุษย์ไปเป็นสมณเทพบุตร ณ ดุสิตบุรี
ก็นำเหตุการณ์สำคัญๆ ในช่วงชีวิตของคุณยายมาสรุปให้ฟัง ถ้าเราย้อนกลับไปตอนสมัยที่คุณยายอยู่ปฏิบัติธรรมทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อตอนอายุ ๒๙ ถึงอายุ ๕๐ คุณยายได้อยู่ในที่เราเรียกว่าโรงงานทำวิชชา นั่งสมาธิกับหลวงพ่อตลอดทั้งวันทั้งคืน
ผู้ที่ทำวิชชาในสมัยนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกท่านหลานเธอ เป็นอุปัฏฐากใหญ่ของวัดปากน้ำ และในสมาชิกผู้ที่ทำวิชชาด้วยกันก็มักจะลาหลวงพ่อไปทำบุญทอดผ้าป่าบ้าง ทอดกฐินบ้าง ไปสร้างวัดไปโน่นไปนี่บ้าง จะลากันอยู่บ่อยๆ แล้วก็กลับมาเล่าสู่กันฟังว่าเออ ได้ไปทอดผ้าป่าวัดโน้น ทอดกฐินวัดนี้ ได้สร้างวัด ได้ทำอะไรบ้าง ก็ไปกัน
แต่คุณยาย หลวงพ่อท่านไม่อนุญาต คุณยายท่านก็หาอุบายว่าเออ อยากไปเที่ยวฝั่งพระนครบ้าง ก็ไปลาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ถามว่าจะไปทำไม คุณยายนึกไม่ทัน ก็บอก อยากจะไปกินขนม บอกไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อหาให้ อยู่ที่วัดนี้แหละ ครั้งแรก
ครั้งที่ ๒ ก็อยากจะไปอีก ไปเที่ยวฝั่งพระนคร ก็ไปลาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกจะไปทำไม คุณยายบอกอยากกินทุเรียน หลวงพ่อบอกเอ้า ก็นึกๆ เอาซิ ในท้องน่ะ เดี๋ยวก็มา คุณยายก็อดไป พอขอถึง ๒ ครั้ง ไม่ได้ไปก็ไม่ยอมขอหลวงพ่อเลย หลวงพ่อไม่ให้ไปก็ไม่ไป ก็อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อ
แต่สิ่งเขาคุยกันว่าได้สร้างวัด ได้ทอดกฐินก็ติดอยู่ในของคุณยายว่าเออ ชีวิตเราสักครั้งหนึ่งจะต้องมีโอกาสสร้างวัด และจะต้องสร้างให้ใหญ่โต แล้วก็เป็นประธานทอดกฐินสักครั้งหนึ่ง ความคิดนี้ก็ติดอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งหลวงพ่อสิ้น หลวงพ่อสิ้น คุณยายก็อยู่กับคุณยายทองสุก กระทั่งคุณยายทองสุกสิ้นไปอีก คุณยายก็อยู่ อยู่คนเดียว
เสร็จแล้วก็ได้มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา หลวงพ่อธัมมชโย คุณยายท่านก็รู้ว่าเป็นใคร มาทำหน้าที่อะไร พอรู้ คุณยายก็เริ่ม เริ่ม เริ่มตามคน แล้วก็เริ่มวางแผน พอหลวงพ่อธัมมชโยท่านบวชเป็นพระ หมู่คณะก็คิดว่าอย่างไรเสีย เราก็จะต้องมีวัดอยู่เป็นของเราเอง จะอยู่แต่ที่วัดปากน้ำนั้นน่ะคงไม่ได้ เพราะว่าวัดก็คับแคบ และหมู่คณะของเรานี่คนเยอะ คนจำนวนมาก มีกิจกรรมจะทำอะไรก็ ไม่ค่อยจะสะดวก ก็ต้องมี มีการสร้างวัด การสร้างวัดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะต้องมี ๓ ๓ ท ทหาร ก็คือ
๑. จะต้องมีที่
มีทีม
แล้วก็มีทุน
เมื่อจะต้องมีการสร้างวัด เรื่องทีมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คุณยายกับหลวงพ่อก็ตามทีมมาก่อน ทีมก็ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะกับหมู่คณะ ชุดแรกๆ ยายก็ตาม แล้วพอหลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านบวชแล้ว คุณยายกับหลวงพ่อก็เข้าที่ตามมาตลอด หลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยบอกว่าใครที่เกิดหลัง ๒๕๑๒ เป็นคนที่หลวงพ่อกับคุณยายตามมานะ ตามมาสร้างบารมีด้วยกัน ใครที่เกิดหลัง ๒๕๑๒ นะ
เมื่อมีทีม ก็ต้องมีที่ดิน มีที่ดินก็ไปขอที่ดินจากคุณหญิงประหยัด แพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี ได้เนื้อที่มา ๑๙๖ ไร่ สร้างวัดพระธรรมกาย พอเริ่มมีที่ มีทีม ก็ต้องมีทุน การหาทุนสร้างวัดก็ทำให้คุณยายได้บอกบุญ หลวงพี่ก็จะนำเรื่องการบอกบุญของคุณยายมาเล่าให้ฟัง คุณยายท่านก็มีหลักในการบอกบุญง่ายๆ ท่านทำอยู่ ๒ อย่าง ก็คือ
๑. เรื่องการปฏิสันถาร
เรื่องที่ ๒. ก็คือเรื่องการให้กำลังใจ
มีอยู่ ๒ เรื่องหลักๆ ที่หลวงพี่เห็น การปฏิสันถาร การต้อนรับนี่ คุณยายจะทำให้ทุกคนที่มาหาคุณยายนี่ประทับใจทั้งไปและกลับ โดยคุณยายทำให้สถานที่นี่สะอาดเอี่ยม ซึ่งพวกเราทุกคนก็จะได้ยินได้ฟังกันมาตลอดว่าคุณยายจัดบ้าน จัดข้าวของเครื่องใช้เป็นระเบียบ บ้านนี่สะอาด โดยเฉพาะเรื่องห้องน้ำ ห้องน้ำของคุณยายนี่สะอาดมาก จนพระอาจารย์ใหญ่บอกว่าไม่กล้าเข้า หลวงพี่หมูบอกไม่กล้าเข้า สะอาดมาก คุณยายจัดห้องน้ำให้สะอาด
แต่ที่หลวงพี่ได้ยินตอนที่มาอยู่ที่วัดพระธรรมกายแล้วนี่ ได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่าน ท่านบอกว่าถ้าใครมาถามว่ารู้จักวัดพระธรรมกายไหม แทนที่เขาจะตอบว่าอ๋อ วัดที่มีเจ้าอาวาสเทศน์สอนดี เป็นวัดอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่เลย เขาจะบอกว่าอ๋อ วัดที่มีห้องน้ำสะอาดใช่ไหม หลวงพ่อท่านก็เลยบอก ท่านก็แซวๆ บอก เขารู้จักวัดพระธรรมกายนี่ รู้จักห้องน้ำมากกว่าตัวเจ้าอาวาสเสียอีก
คุณยายทำให้ทุกคนประทับใจ ถ้าเทียบกับหลักธรรมทางคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือคุณยายทำสัปปายะ ๔ ให้เป็นที่ประทับใจของทุกท่าน สัปปายะก็มีตั้งแต่เรื่องอาวาส เรื่องสถานที่ ความสะอาด เรียบร้อย สนามหญ้าสะอาด ต้นไม้มีร่มเงา อาคารสถานที่สะอาดเรียบร้อยทุกอย่างเลย อาหารเป็นที่สบาย อาวาสเป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย อาหารก็ ใครมาที่ใครคุณยายเลี้ยงหมด
สมัยก่อนหลวงพี่ยังจำได้ว่าตอนมาวัดนี่ เวลามีงานใหญ่ จะต้องช่วยกันบอกข้าวห่อ ใครที่เป็นประธานกองกฐินผ้าป่า เวลามาวัด นอกจากจะต้องเตรียมปัจจัยมาทำบุญ เตรียมกองผ้าป่าแล้วก็ ต้องเตรียมข้าวห่อมาด้วยนะ แล้วทางอุบาสก ทางชุดบอกบุญก็จะถามว่าพี่เตรียมข้าวห่อมาได้กี่ห่อ บางคนก็เตรียมมา ๒๐ ห่อ บางคนก็เตรียมมา ๓๐ บางคนเอามาเป็นหม้อๆ เลย เตรียมมา โดยเฉพาะจิตรโภชนานี่ เขาจะเตรียมมาเป็นหม้อ แล้วก็เอามาไว้ที่โรงครัว คุณยายก็จะให้เอาอาหารนั้นตักแจกสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดในวันงานบุญใหญ่ เพราะงั้นเรื่องอาหารการกินทางวัดก็เลี้ยงดู หลวงพ่อท่านบอกท่านก็อยากจะเอาบุญตรงนี้ ให้ทุกคนได้มีอาหารทานกันอย่างสะดวกสบาย เพราะงั้นใครมาวัดก็ได้รับประทานอาหารกันทุกคน
เรื่องบุคคล บุคคลเป็นที่สบายนี่ คุณยายก็จะฝึกตั้งแต่อุบาสก เรื่องเจ้าหน้าที่ต้อนรับ เรื่องพระ พระสงฆ์ ทั้งหมดเลย บุคคล เจ้าหน้าที่คนงาน คุณยายฝึกหมด ให้บุคคลเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา สาธุชนมาเห็นเขาก็เกิดความประทับใจ เกิดความเลื่อมใส
ประการที่ ๔. ก็คือเรื่องธรรมะ เรื่องธรรมะก็ พวกเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเวลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านลงนำนั่งสมาธิสอนธรรมะ คน ทั้งคนเก่าคนใหม่ ก็จะฟังกันแบบปีติ แล้วก็ซาบซึ้งในธรรมะที่หลวงพ่อได้เทศน์ได้สอน
เพราะงั้นสัปปายะ ๔ ใครที่มาวัดพระธรรมกายก็จะประทับใจกลับไปกันทุกคน จนกระทั่งหลวงพ่อธัมมะท่านให้สโลแกนเอาไว้เลยว่าการต้อนรับนี่จะต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ประทับใจตลอดกาล เป็นคำขวัญของการต้อนรับ
สมัยก่อนการสื่อสารการคมนาคม ยังไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนปัจจุบันนี้ เพราะงั้นข่าวของวัดก็ต้องอาศัยปากต่อปาก บอกกันต่อๆ ไป จากคนนี้ไปสู่คนโน้น ไปในครอบครัว แล้วก็ชวนกันบอกญาติมิตรพี่น้อง ชวนกันมาเป็นหมู่คณะ ทำให้เห็นว่าคุณยายนี่บอกบุญได้ง่าย เริ่มจากการปฏิสันถาร
แล้วก็ตอนสมัยที่หลวงพี่ออกบอกบุญใหม่ๆ คุณยายก็สอน อย่างที่เคยเล่าให้ฟังครั้งแรกว่าคุณยายสอนให้ไหว้ตั้งแต่คนเปิดประตูบ้าน คนใช้ เจ้าของบ้าน จนกระทั่งไปถึงเจ้าของบ้าน แล้วคุณยายก็สอน บอกว่าเวลาไปบอกบุญนี่นะ เราจะต้องไปแบบอ่อนน้อมถ่อมตน ไปแบบผู้มีความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ที่เราจะเอาบุญไปให้เขา เราต้องอยู่ในบุญ แล้วก็นึกว่าเราไปตามสมบัติให้บุคคลเหล่านั้น เขาจะทำหรือไม่ทำ เราได้ เราในฐานะผู้บอกนี่เราได้ ถ้าเขาทำก็เป็นบุญของเขาด้วย บุญของเราด้วย ถ้าเขาไม่ทำเราก็ได้บุญ นี่คุณยายสอนตอนสมัยบอกบุญใหม่ๆ
แล้วก็อุบาสกพอไปบอกบุญเสร็จ กลับมานี่ วันเสาร์ วันจันทร์ถึงวันศุกร์เข้ากรุงเทพฯ บอกบุญ ตามหาเจต้าภาพ วันเสาร์อยู่วัดเตรียมสถานที่ วันอาทิตย์ก็ต้องคอยต้อนรับเจ้าภาพที่มาที่วัด มาปฏิบัติธรรมที่วัด คุณยายท่านก็สอนให้ทุกคนต้อนรับเจ้าภาพนี่เสมอเหมือนกันหมดทุกคน ไม่มีการแบ่งว่านี่เจ้าภาพฉัน เจ้าภาพเธอ คนเก่าคนใหม่ คุณยายบอกให้รับทุกคนให้เหมือนๆ กันหมด ให้ทุกคนทำเหมือนกับว่าเป็นตัวแทนหลวงพ่อ เป็นตัวแทนคุณยาย ต้อนรับแขกที่เขามาเยือน เพราะงั้นทุกคนอุบาสก อุบาสิกาก็จะรับเจ้าภาพ ต้อนรับแบบที่คุณยายท่านได้สอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ทุกคนมาที่วัดนี่ประทับใจ แล้วเราก็ใช้จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ว่าใครที่มาที่วัด ก็จะประทับใจกับน้องๆ เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ต้อนรับกันทุกๆ คน
เรื่องที่ ๒. เรื่องที่คุณยายมีหลักในการบอกบุญก็คือคุณยายนี่เป็นยอดนักให้กำลังใจ อย่างที่เคยเล่าให้ฟังครั้งที่ ๒ ว่า คุณยายท่านบอกว่าคนเป็นสัตว์โลกที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมี แต่สัตว์โลกอย่างอื่นเกิดมาเพื่อใช้กรรม เมื่อคนเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ไม่ว่าจะเกิดในยุคไหนสมัยไหน สิ่งที่คนจะต้องเจอก็คือโลกธรรม ๘ โลกธรรม ๘ นี่ก็มีฝ่ายเจริญอยู่ ๔ อย่าง ฝ่ายเสื่อมอยู่ ๔ อย่าง ฝ่ายเจริญก็มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ฝ่ายเสื่อมก็มี เสื่อมลาภ เสื่อม ยศ มีนินทา แล้วก็ทุกข์ จะเกิดในยุคไหนสมัยไหน จะต้องเจอหมดทุกคนทั้ง ๘ ประการนี้เป็นธรรมที่คู่กับโลก
แต่คนที่ได้ฝ่ายเจริญ ๔ นี่ มักไม่ค่อย มักไม่ค่อยมาหายาย แต่พอความเสื่อม ๔ ประการครอบงำเมื่อไหร่แล้วก็รีบวิ่งมาหาคุณยายทันที ลูกเกเร ลูกไม่อยู่ในโอวาท ผัวหาย พ่อตาย แม่ยายป่วย ทุกเรื่องมาหายายหมด ทุกเรื่องจริงๆ มาหายาย ยายก็ไม่เคยปฏิเสธนะ ยายนี่โอ้โฮแสนดีเลย ดี๊ดี ไม่ใช่เรื่องของยายเลย แต่ช่วยหมด ใครมาช่วยหมด ใครมาหายายนี่ช่วยหมด
ก็มีคนถาม คุณยายก็พูดไว้ เป็นคำที่ประทับใจมากเลย คุณยายบอกว่าเขาเดือดร้อนมาหาเรา เขาเดือดร้อนมาพึ่งเรา เราก็ต้องช่วย อย่างน้อยที่สุดช่วยให้กำลังใจเขากลับไปก็ยังดี นี่คือคุณยายเรานะ ช่วยอะไรไม่ได้นี่ ช่วยให้กำลังใจให้เขากลับไปนี่ มีกำลังใจกลับไปก็ยังดี
แล้วก็สมัยก่อนมีอยู่กิจกรรมหนึ่งซึ่งคุณยายทำให้ทุกคนมีกำลังใจกลับคืนมานี่ ก็คือคุณยายจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ปล่อยปลาให้ ในที่นี้มีใครทันบ้างไหม มีใครที่คุณยายทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ โอ้ มีสัก ๕ คน แสดงว่ามาไม่ เพิ่งมาทีหลังกัน
พิธีสะเดาะเคราะห์คุณยายท่าน ท่านทำให้เองเลยนะ หลวงพี่ก็เคยอยู่ครั้งหนึ่งจับพลัดจับผลูเข้าไปพอดี เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่ามีอยู่วันหนึ่งนี่ มีพี่อุบาสิกาท่านหนึ่งพาเจ้าภาพ ๒-๓ คนมาให้คุณยายทำพิธีสะเดาะเคราะห์ปล่อยปลาให้ ก็เอาปลามาหลายกระป๋อง มาหาคุณยาย แล้วก็เอาปลามาหลายกระป๋อง ไม่ใช่ปลากระป๋องนะ เป็นปลาดุกเป็นๆ ใส่กระป๋อง เอ่อ ใส่ถังดีกว่า เดี๋ยวจะนึกเป็นปลากระป๋องอยู่เรื่อย ใส่กระป๋อง เอ่อ ใส่ถัง ใส่ถังน้ำ ใส่ถังน้ำมาประมาณสัก ๓-๔ ถัง ปลาดุก
แล้วก็ วันนั้นพอดีหลวงพี่ได้เข้าไปช่วยต้อนรับ คุณยายก็บอกให้ทุกคนมานั่งล้อมอยู่หน้าคุณยาย เอากระป๋องปลามาตั้งไว้ข้างหน้า หน้าคุณยายแล้วทุกคนก็ล้อม พอทุกคนพร้อมหน้าคุณยายก็จะหยิบเอากล่องพลาสติคเล็กๆ ออกมาใบหนึ่งแล้วก็เปิดฝา ข้างในก็จะมีอุปกรณ์ มีเข็มแล้วก็มีสำลีชุบแอลกอฮอลไว้ คุณยายก็บอกเอ้าทุกคนส่งมือมา ทุกคนก็ยื่นมือไปให้คุณยาย คุณยายก็จับนิ้วมาถึง ก็หยิบเอาเข็มจิ้มเข้าไปที่นิ้วเลือดก็ออก เลือดออกมา เสร็จ พี่ พี่ที่พาแขกมาก็บอกว่าให้บีบเอาเลือดนี่หยดลงไปในกระป๋องปลา เอ่อไม่ใช่ ในถังที่ใส่ปลา ใส่ลงไปในกระป๋อง แล้วก็เอาเศษสตางค์ ต้องเอาเป็นเศษสตางค์นะ เหรียญสลึง เหรียญ ๕๐ นี่ แบ๊งค์ไม่เอา จะเอาแต่เศษสตางค์ ก็โยนเข้าไปในกระป๋องปลา
คุณยายก็ พอทุกคน คุณยายก็เอานิ้วนี่จิ้ม เอาเข็มจิ้มนิ้ว จนกระทั่งเลือดออก แล้วก็หยดลงไปในกระป๋องปลา ก็ทำทุกคน หลวงพี่ก็โดนคุณยายจิ้มเหมือนกัน เข้าไปจิ้ม เสร็จแล้วก็หยด หยดเสร็จ คุณยายบอกเอ้า ทุกคนนั่งเข้าที่ คุณยายจะคุมบุญ เอาบุญปล่อยปลานี่ให้พวกเราทุกคน คุณยายก็นั่ง นำนั่งสมาธิ พอนั่งสมาธิสักพักหนึ่ง คุณยายเสร็จ พิธีเสร็จ เราก็เอาปลานี่ไปปล่อย
สมัยก่อนก็ไปปล่อยที่คลองสาม คลองหน้าวัด เวลาปล่อยก็ปล่อยปลาเสร็จก็ เศษสตางค์ก็เทลงไปในคลองด้วย ถ้าเป็นแบ๊งค์ แบ๊งค์มันก็ลอย เพราะงั้นต้องใช้เศษสตางค์ ก็เทลงไปในคลอง คุณยายไม่ให้ปล่อยปลาในวัด เพราะว่าน้ำในวัดนี่เปรี้ยวมาก ปลามันทนไม่ไหว มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพี่ได้ยินว่ามีคนเอาปลาไหลมาปล่อย พอเทลงไปนะ ปลาไหลแทนที่จะลงน้ำ มันรีบวิ่งขึ้นมา เลื้อยขึ้นมาบนบกเลย เพราะน้ำมันเปรี้ยวมาก ก็เลยต้องไปปล่อยที่คลองหน้าวัด
หลวงพี่ก็ พอเราทำพิธีเสร็จ ปล่อยปลาเสร็จ ก็สังเกตเห็นเจ้าภาพนี่เขาดูเบิกบานนะ ปล่อยปลาเสร็จก็เบิกบาน ก็สดชื่น ก็มีกำลังใจ มีกำลังใจกลับไป ขณะที่เขามีความทุกข์ คุณยายก็ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ หลวงพี่ก็มานึกเออ ที่คุณยายทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เหมือนกับคำโบราณที่เราเคยได้ยินว่าใครที่มีเคราะห์นี่จะต้องเลือดตกยางออก เสียทรัพย์ ใช่หรือเปล่า มีไหม คำโบราณบอกเออนี่ ใครมีเคราะห์นะ ระวังจะเลือดตกยางออก จะต้องเสียทรัพย์ เพราะงั้นทำพิธีสะเดาะเคราะห์ก็คือไหนๆ จะต้องเลือดตกแล้วก็ คุณยายทำให้เลย ให้เลือดตกไปก่อนสัก ๒-๓ หยดอย่างนี้ เอ้าเสียทรัพย์ก็ เศษสตางค์สัก ๒-๓ สลึง เอ้าเสียทรัพย์ไปก่อน เขาเรียกว่าฟาดเคราะห์ ฟาดเคราะห์
แต่จริงๆ แล้วเรามองดูลึกๆ นี่ คุณยายท่านมีกุศโลบายว่าให้ทุกคนปล่อยปลา ทำบุญปล่อยปลา เอาปลามาปล่อยนี่ บุญใหม่บุญที่เกิดจากการปล่อยปลานี่ คุณยายท่านก็เอาบุญเก่ามาเชื่อมกับบุญใหม่ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านก็เคยอธิบายว่าเวลา ถ้าเราทำบุญไม่ต่อเนื่องนี่นะ เวลาบาปบุญกุศลได้ช่องนี่ มันก็จะแสดงผล อยู่ดีๆ ป่วย อยู่ดีๆ ถูกลดตำแหน่ง ถูกโยกย้ายอะไรต่างๆ แสดงว่าเราทำบุญไม่ต่อเนื่อง เพราะงั้นเราต้องทำบุญให้ต่อเนื่อง บาปอกุศลจะไม่ได้ช่อง เพราะงั้นเวลาที่คุณยายสะเดาะเคราะห์นี่ ท่านก็เอาบุญเก่ากับบุญใหม่เชื่อมกัน ไม่ให้บาปอกุศลได้ช่อง เพราะงั้นเวลามีเคราะห์นี่ เคราะห์หนักก็กลายเป็นเคราะห์เบา เคราะห์เบาก็ไม่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่คุณยายทำ คุณยายจะให้กำลังใจทุกคน
แล้วคุณยายใครเดือดร้อนมา คุณยายช่วยหมดอย่างที่เล่าให้ฟังตั้งแต่แรกหมด ช่วยได้ ช่วยไม่ได้นี่ ยายช่วยหมดก่อน ยายช่วยหมดทุกคนเลย รับปากช่วยทุกคน แล้วทุกคนนี่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจ ที่คุณยายบอกว่าเวลาคนเรานี่นะ พอมีกำลังใจเกิดขึ้น ก็หาช่องทางออกได้เอง ขอให้กำลังใจเท่านั้น พอมีกำลังใจ สติปัญญาก็มา แล้วก็หาช่องทางออกได้ แต่ถ้าคนเรานี่ใจตก คิดอะไรไม่ออก ก็จะวนๆ หาทางออกไม่เจอ แต่พอมีกำลังใจเกิดขึ้น ค่อยๆ คิด หาทางออกได้ทุกคน ไม่เหลือวิสัยหรอก นี่คือสิ่งที่คุณยายให้กำลังใจ
เมื่อทุกคนกลับไป และเหตุการณ์ดีขึ้น ก็กลับมาเล่าให้คุณยายฟัง คุณยายก็เออ สาธุ ตอนนี้ทางวัดกำลังจะสร้างกุฏินะ คุณรับไปสักหลังหนึ่งอะไรอย่างนี้ คุณยายก็บอกบุญง่าย นี่บอกกุฏิเป็นหลังๆ บอกโรงครัว บอกศาลาปฏิบัติธรรม ทุกคนที่เขามาถึงคุณยายแล้วนี่ คุณยายก็บอกง่ายๆ เพราะเขาก็เชื่อถือยาย แล้วก็เห็นสิ่งที่คุณยายทำเป็นยังไง คุณยายก็ทำให้กับพระศาสนา เพราะงั้นทุกคนก็ยินดีร่วมบุญกับคุณยาย นี่คือสิ่งที่คุณยายบอกบุญง่ายมากเลย
สิ่งที่หลวงพี่ได้เจอกับคุณยาย ตอนสมัยที่ออกบอกบุญแล้วนี่ คุณยาย มีวันหนึ่งคุณยายท่านบอกว่าพวกเราโชคดีนะที่ได้เจอหลวงพ่อ มีหลวงพ่อเป็นหัวหน้า ท่านให้ทำอะไร รีบๆ ไปทำเถอะ ไม่ต้องเสียเวลาคิด นี่สิ่งที่คุณยายพูดเอาไว้สมัยก่อน ซึ่งตอนเมื่อสักเดือนที่แล้วมั๊ง ได้ยินว่าหลวงเตี่ย หลวงเตี่ยท่านพอมาเห็นที่วัดนี่ ท่านก็เห็นหมู่คณะเรานี่งดงามมาก จัดงานอะไรต่างๆ เป็นระเบียบเรียบร้อยนี่ ท่านก็บอกว่าเออ หลวงพ่อธัมมชโยท่านคิดมาแล้วตั้งแต่ชาติที่แล้ว หลวงพี่ได้ยินว่าท่านพูดกับคนนี่ว่าของหลวงพ่อเรานี่ ท่านไม่ได้คิดหรอกปัจจุบันนี้ ท่านคิดมาเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ชาติที่แล้ว เพราะงั้นการจัดงาน การทำงานต่างๆ ของวัดนี่ เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วก็ดูใหญ่โต แล้วก็เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะว่าสิ่งที่หลวงพ่อได้คิดนี่ ท่านก็บอกว่าไม่ได้คิด เอาของเก่ามาเป่าฝุ่นใหม่ ที่ท่านเห็นนี่ท่านสัก ๒๐ ปีก็ไม่หมด แต่งานที่นี่ไม่ใช่ของใหม่เลย เป็นงานเก่าๆ ทั้งนั้น เป็นสิ่งที่เราทำมา ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ปัจจุบันเราก็มาทำ ทำให้มันดีขึ้น
คุณยายบอกว่าไม่ต้องกลัวว่าไม่สำเร็จ ยายเห็นในที่ ยายจะไปตามทุกๆ คนมา แล้วมีอยู่วันหนึ่งหลวงพี่เดินผ่านหน้ากุฏิยาย คุณยายบอกเออ ยายเห็นในที่นะ คนที่บอกบุญนี่ มีดวงบุญดวงบริวารนี่ใหญ่มาก นี่คุณยายพูดกับหลวงพี่ ยังจำได้เลย ตั้งแต่บัดนั้นถึงบัดนี้เว่าใครที่บอกบุญนะจะมีดวงบริวารใหญ่มาก คุณยายเห็นในที่
เมื่อคุณยายได้บอกบุญสาธุชนที่มากราบยาย ก็บอกกันปากต่อปาก คนก็มาวัด ค่อยๆ มากขึ้นมากขึ้น จากในวัดร้อยเก้าสิบหกไร่ ก็รองรับไม่ไหว ก็ต้องขยายออกไปข้างวัด ไปที่ศาลาสภาจาก ไม่กี่ปีสภาจากก็รับออกมาอีก ก็ต้องขยายออกมาที่ ๒,๐๐๐ ไร่ ต่อไป ๒,๐๐๐ ไร่ ก็คิดว่าคงจะรับไม่ไหว แต่เราก็ไม่มีที่จะไปแล้ว ต่อไปก็คงจะต้องขยายออกไปทั่วโลก ไปสร้างที่ต่างๆ ทั่วโลก ขยายออกไปทั่วโลก ทำให้นึกถึงคำสั่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้บอกคุณยายว่าให้ขยายวิชชาธรรมกาย เผยแผ่วิชชาธรรมกายนี่ให้กว้างไกลออกไปให้เต็มโลกนี้เลย ก็คงจะเป็นจริงอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้สั่งเอาไว้ เพราะว่าปัจจุบันเราก็ได้ขยายออกไปตามประเทศต่างๆ นี่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ก็น่าแปลกเหมือนกัน คุณยายท่านเล่าให้หลวงพี่ฟัง ตอนสมัยคุณยายทองสุกสิ้นไปนี่ คุณยายอยู่คนเดียว มีลูกศิษย์คุณทองสุกคนหนึ่งเป็นหมอดูลายมือ วันนั้นจะมาหาคุณยายทองสุก พอรู้ว่าคุณยายทองสุกสิ้นไปแล้วนี่ ก็ดูลายมือให้คุณยายเรา เขาบอก นี่คุณยายเล่าให้ฟังนี่นะ เขาบอกว่าคุณยายนี่นะจะมีบริวารเยอะแยะเต็มไปหมดเลย คุณยายท่านบอกตอนสมัยนั้นคุณยายอยู่บ้านคุณทองสุกอยู่คนเดียว ก็เลยด่าเขาไปบอก ก็เลยว่าเขาไป บอกเออ อยู่คนเดียวจะมีบริวารยังไง นี่อยู่คนเดียว ไม่เชื่อหรอก คุณยายบอก โอ้โฮ มาพออยู่วัดพระธรรมกาย ตอนนี้บริวารเยอะแยะเต็มไปหมดเลย ล้นวัดล้นออกไปนอกประเทศ ก็เป็นจริง คุณยายบอกโอ้โฮ ตอนนี้บริวารยายเยอะแยะเต็มไปหมดเลย
แล้วก็มีเรื่องหนึ่งซึ่งหลวงพี่ก็อยากจะให้เล่าฟังเหมือนกันว่าคติความเชื่อของคนจีน คนโบราณนี่เขาบอกว่าถ้าญาติผู้ใหญ่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายนี่ถ้าละจากโลกนี้ไป หรือว่าเสียก่อน ก่อนมื้อเช้า ก่อนที่จะทานมื้อเช้านี่หมายความว่าผู้ที่ละจากโลกนี้นี่ทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกหลานนี่ ๓ มื้อ ๓ มื้อก็คือเช้า กลางวัน เย็น จะมีสมบัติลูกหลานนี่จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี คือจะมีสมบัตินี่เยอะมากเลย เพราะว่าผู้ตายนี่ก็จะทิ้งสมบัติไว้ให้
ถ้าละไปแล้ว ถ้าเสียไประหว่างมื้อเช้า คือเลยมื้อเช้ามาแล้ว แต่ว่าก่อนมื้อกลางวัน ก่อนมื้อเย็น แสดงว่าทิ้งสมบัติไว้ให้ ๒ มื้อ ลูกหลานก็จะร่ำรวยเป็นเศรษฐีเหมือนกัน
ถ้าเสียไปก่อนมื้อเย็น ก็จะ หมายความว่าทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกหลานนี่แค่ ๑ มื้อ ก็ถือว่าดี ลูกหลานก็จะเป็นเศรษฐีเหมือนกัน ถ้าเสียไประหว่างหลังจากมื้อเย็นไปแล้วนี่ แสดงว่าโอ้โฮ ลูกหลานนี่ผู้ตายนี่นะไม่ได้ทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกหลานเลย ผู้ตายเอาติดตัวไปหมด ลูกหลานก็จะค่อนข้างลำบาก
หลวงพี่ก็มานึกดู โอ้ คุณยายท่านละสังขารไปตอนตี ๔.๕๕ ตีเสียว่าตี ๕ คุณยายทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกหลานยายนี่ เต็มมากเลยนะ เต็มบริบูรณ์เลย คุณยายให้ลูกหลานทุกคนนี่ รวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีกันทุกคนเลย ใครที่เป็นลูกหลานยายนะ คุณยายให้สมบัติเอาไว้มาก ๓ มื้อให้ครบหมดเลย ให้สมบัติไว้มหาศาล เพราะงั้นคนที่อยู่ลูกหลานยายนี่ ลูกหลานของผู้ที่ละจากโลกนี้ไปแล้วนี่ ก็ต้องทำบุญ ถือว่าผู้ที่ละจากโลกนี้ไปนี่ ทิ้งสมบัติไว้ให้ ลูกหลานเขาจะต้องทำบุญให้กับผู้ที่ละจากโลกนี้ไป หลวงพี่ก็มานึก เออจริงเลยนะ คุณยายท่านละจากโลกไป ละสังขารไปนี่ ท่านทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกหลานยายทุกคนเลย ใครที่เป็นลูกหลานยายจะได้สมบัติก้อนนี้ติดตัวไปกันทุกคน สมบัติก้อนนี้ก็คือเจดีย์ สภา แล้วก็มหาวิหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณยายให้สมบัติ ให้บุญเราไว้ เราจะต้องสร้าง ๓ สิ่งนี้ให้สำเร็จ ให้เป็นอัศจรรย์
และเมื่อเราทำบุญนี่ คุณยายอยู่ข้างบน ท่านคุมบุญให้ ท่านก็นำสายสมบัติมาเชื่อมต่อให้กับพวกเราทุกคน ท่านก็จะคุมบุญให้ เอาสมบัติจากพระนิพพานนี่ให้ลูกหลานยายนี่มีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้นเลย มีกินมีใช้มีเหลือไว้สร้างบารมีเต็มที่หมดเลย เพราะงั้นจะเรานึกให้ดีนี่นะ เราช่วยกันสร้างลานธรรมให้คุณยาย ทำให้คุณยายนี่ เมื่อลานธรรมเสร็จ เราสร้างสภา สร้างมหาวิหารมงคลเทพมุนีต่อนี่ สมบัติที่ได้นี่นะ สมบัติที่ได้ทั้งหมดเป็นสมบัติของพระศาสนา บุญเป็นของเรา ความปีติเป็นของคุณยาย ซึ่งท่านอยู่ข้างบน ท่านได้เล็งแลดูพวกเรา เห็นว่าโอ้ ลูกหลานยายนี่นะ ไม่ประมาทในชีวิต ได้สร้างบารมีกันเต็มที่ ได้สร้างสิ่งที่คุณยายทิ้งสมบัติไว้ให้พวกเราทุกคนนี่ พวกเราทำกันเต็มที่ทุกคน คุณยายก็ส่งบุญมาให้ ยิ่งเราทำบุญมาก ยายก็ส่งบุญมาให้อีก บุญก็จะเกิดขึ้นทับทวียิ่งๆ ขึ้นไปเพราะลูกหลานทุกคนจะต้องนึกถึงตรงนี้ แล้วก็นึกถึงคุณยาย คุณยายท่านได้ให้สมบัติพวกเรามากมายมหาศาลเลย เราก็ต้องทำบุญกลับให้มากที่สุด สั่งสมเป็นอริยทรัพย์เอาไว้ จะได้เป็นสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ติดตัวพวกเราไปกันทุกคน
ยายของฉัน เป็นมนุษย์ สุดประเสริฐ
คุณยายเกิด เมืองอมร นครไชยศรี
พ่อชื่อพลอย แม่ชื่อพัน ลูกจันทร์นี้
คนที่ห้า ในพี่น้อง ท้อง ๙ คน
จากบ้าน มาเรียนวิชชา ตามหาพ่อ
ไม่ย่อท้อ กลัวลำบาก ความขัดสน
เฝ้าพากเพียร เรียนที่สุด หยุดใจตน
จนได้ผล ผู้ชำนาญ ชาญวิชชา
พระมงคล เทพมุนี พระต้นธาตุ
ได้ประกาศ มาดมั่น มิกังขา
ว่าลูกจันทร์ หนึ่งไม่มีสอง ของโลกา
ทำวิชชา เด็ดเดี่ยว และเชี่ยวชาญ
หลวงพ่อสิ้น คุณยาย ได้สร้างวัด
สารพัด จัดการ รากฐาน
ให้เป็นวัด ที่สมบูรณ์ ทุกประการ
ให้โอฬาร งามตา น่าชื่นชม
ธรรมกายเจดียื ตระการ ดูงามเด่น
สภาเช่น เชตวัน ดูงามสม
อีกวิหาร พระมงคล ดูรื่นรมย์
ทั้งโลกกลม เป็นสามสิ่ง ยิ่งอัศจรรย์
เป็นสถานที่ บ่มบารมี ให้แก่รอบ
ที่ประกอบ พิธีกรรม ดั่งสวรรค์
ที่มนุษย์ และเทวา ต่างพากัน
ลือสนั่น ทั่วทั้ง จักรวาล
คุณยายเป็น ยอดมนุษย์ สุดประเสริฐ
ผู้เลอเลิศ กว่าใคร ในสังสาร
เป็นยอด นักรบกล้า พระนิพพาน
ที่หมู่มาร ดีฝ่อ พอได้ยิน
ใครจะไป นิพพาน เชิญไปเถอะ
ยายขอเกิด ทำหน้าที่ ที่แสนหิน
ขอประกาศ ทั่วสามภพ จบแดนดิน
ปราบให้สิ้น ดิ้นไม่หลุด หยุดโคตรมาร
เดี๋ยวเรานั่งสมาธิ นึกถึงบุญ แล้วก็นึกถึงบุญของคุณยาย เราก็นั่งหลับ วางใจเบาๆ ปรับร่างกายทุกส่วนให้โปร่งเบาสบาย ให้ลืมภารกิจหน้าที่การงาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเป็นเครื่องกังวล ให้ลืมไปชั่วขณะ ให้ลืมไปชั่วคราว ทำความรู้สึกว่าเรานั่งอยู่คนเดียว เมื่อเราปล่อยวางภาระ (หมดหน้า 1/A)
(ม้วน 1/B)
ในอิริยาบถที่สบายที่สุด ลองสำรวจดูว่าเราได้เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไหม มีส่วนใดตึง ส่วนใดเกร็ง เราก็ผ่อนคลาย ให้กล้ามเนื้ออยู่อิริยาบถที่ผ่อนคลาย เบา สบาย มีความรู้สึกเหมือนกับตัวของเราว่างเปล่า จนทำให้เกิดเหมือนกับตัวของเรากลืนไปกับบรรยากาศที่อยู่รอบตัวของเรา โปร่ง เบา สบาย มีความรู้สึกว่าจะนั่งนานเท่าไหร่ก็ได้ มีความพึงพอใจที่อยากจะนั่ง อยากจะปฏิบัติ โปร่งเบา สบาย
เมื่อเราปรับร่างกายได้เหมาะสม เราก็มาปรับใจของเรา ใจที่แวบไปแวบมา คิดเรื่องต่างๆ ก็ให้ลืมไปให้หมด ให้เหลือแต่ใจที่ใสสะอาด อยู่ที่กลางตัวของเรา อยู่ในกลางท้องของเรา
แล้วเราก็นึกถึงคุณยาย นึกน้อมท่านมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา ศูนย์กลางกายของท่านกับของเราก็ตรงกัน นึกให้คุณยายใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร คุณยายท่านก็นั่งหันหน้าออกไปทางเดียวกับเรา เราก็มองจากข้างบน จากศีรษะของคุณยายลงไปที่กลางท้องของท่าน ก็นึกให้เห็นกลางท้องของคุณยายเป็นดวงกลมใส สว่าง ลอยอยู่ในกลางท้องของคุณยาย แล้วคุณยายก็อยู่ในท้องของเรา นึกให้ใส สว่าง
เราก็นึกขยายคุณยาย นึกขยายให้คุณยายขยายกว้างออกไป ให้ดวงสว่างในท้องของคุณยายก็ขยายกว้างออกไป เราก็มองเข้าไปในดวงกลมใส สว่าง ก็ให้เห็นอีกดวงหนึ่งซ้อนกันขึ้นมา ดวงเก่าขยายไป ดวงใหม่ก็ซ้อนผุดขึ้นมา เราก็ค่อยๆ นึกไป ใจเย็นๆ สบายๆ ดวงที่ผุดซ้อนๆๆ กันขึ้นมา ก็จะเป็นเครื่องกรองใจของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ละเอียดอ่อนลงไป ดวงเก่าขยายกว้างออกไป ก็จะมีดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมา แล้วก็ขยายกว้างออกไป จะเป็นดวงซ้อนๆ กันเข้าไป
เราก็ปล่อยใจของเราเข้ากลางดวง เข้าไปเรื่อยๆ ให้ใส สว่าง แล้วเราก็นึกถึงบุญที่พวกเราทุกคนได้ทำมาดีแล้วทั้งหมด จะเป็นบุญเก่าบุญใหม่ทั้งหมดเลย จะเป็นดวงบุญที่กลมใส สว่าง ก็นึกน้อมบูชาธรรมของคุณยายอาจารย์ ให้คุณยายท่านมีบุญมีบารมีทับทวียิ่งๆ ขึ้น แล้วก็ขอบุญบารมีของคุณยายอาจารย์ให้ลูกหลานยายทุกคนได้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี มีสมบัติตักไม่พร่อง ให้มีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ให้มีเหลือไว้สร้างบารมี สร้างธรรมกายเจดีย์ ลานธรรม ให้สร้างสภาให้สำเร็จ ให้บริบูรณ์ ให้ได้สร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ที่จะเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์
ให้ลูกหลานยายทุกคน ทำมาค้าขึ้น ขายคล่องกำไรงาม จะทำหน้าที่รับราชการ ก็ขอให้ไปให้สุด ไปให้ถึงที่สุดของสายงานนั้นๆ ให้สมบัติไหลมาเทมา ให้จับอะไรเป็นเงินเป็นทอง จะได้ไว้สร้างบารมีตามคุณยายไป ให้ลูกหลานทุกคนมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตใจเข้มแข็งในการสร้างบารมี อุปสรรคใดๆ ที่เกิดขึ้นให้ละลายหายสูญไปให้หมด จะเดินทางไกล ขึ้นเหนือล่องใต้ ให้ปลอดภัยทุกเมื่อทุกสถาน ให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จะไปบอกบุญใคร หรือไปชักชวนใครก็ขอให้มีแต่ความสำเร็จเป็นอัศจรรย์ ให้บอกได้อย่างง่ายดาย ให้คำพูดคำจาเป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีเดช มีอำนาจ ให้ทุกคนเชื่อฟัง และให้ชักชวนทุกคนมาสร้างบารมีร่วมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และหมู่คณะไปตลอดทุกภพทุกชาติจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมทุกๆ คน
สัพพุทธา…….
หน้า PAGE 15
431016FW-AAT