คุณธรรมอันยอดยิ่งของคุณยายอาจารย์
กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพ และพระเถรานุเถระทุกท่าน นมัสการเพื่อนสหธรรมมิกทุกๆ รูป เจริญพร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรทุกท่าน
น้อมจิตกราบบูชา มหาอุบาสิกาจารย์
ก่องแก้วนฤพาน ยอดทหารพระทศพล
สืบทอดธรรมธาตุ มุ่งประการทางมรรคผล
ศิษย์เอกพระมงคล เทพมุนีมิแปรผัน
เป็นหนึ่งไม่มีสอง นามเกริกก้องคุณยายจันทร์
ขนนกยูงทุ่มชีวัน ทำวิชชาพิชิตชัย
วันนี้หลวงพี่ได้รับบุญใหญ่เป็นปฐมฤกษ์ได้มาเล่าเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ที่พวกเรารักและเคารพ หลวงพี่เข้าวัดมาได้ประมาณ ๒๕ ปี ครั้งแรกที่เข้าวัดคือวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ สมัยนั้นยังเป็นนิสิตปี ๒ อยู่ที่ ม.เกษตรฯ มาวัดครั้งแรก แล้วก็ได้มาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ คุณยายอาจารย์ของเรา และคณะสงฆ์ อุบาสกรุ่นพี่ๆ ซึ่งปัจจุบันก็บวชเป็นพระภิกษุกันหมดแล้ว
หลวงพี่มาวัดได้มาพบคุณยายตลอดระยะเวลา ๒๕ ปี ได้พบเห็นสิ่งที่คุณยายอาจารย์ได้สอนตั้งแต่ตอนเป็นอุบาสก มาวัดใหม่ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรคุณยายก็คอยสอน คุณธรรมที่คุณยายได้ปลูกฝังเอาไว้ที่เห็นได้ชัด มีอยู่ทั้งหมด ๕-๖ ประการด้วยกัน หลวงพี่ก็จะนำในบางประเด็นในแง่มุมที่หลวงพี่ได้ประสบพบด้วยตัวเอง ได้ยินคุณยายท่านสอนด้วยตัวเอง สอนทั้งหลวงพี่ด้วย ตอนสมัยเป็นอุบาสก แล้วก็สอนอุบาสกคนอื่นๆ ด้วย
อันดับแรกก็คือความอ่อนน้อมเป็นคุณธรรมของคุณยาย ตอนสมัยมาวัดใหม่ๆ พอมาวัดได้สักพักหนึ่งก็จะเห็นว่าสิ่งที่คุณยายท่านทำที่เห็นเด่นชัดก็คือ เวลามีสาธุชนใหม่มาวัด พอเดินเข้ามาประตูวัด มาถึงใกล้ๆ โรงครัว สมัยก่อนวัดยังอยู่ข้างใน คุณยายท่านจะยกมือไหว้ก่อนเลย พอเห็นคนแปลกหน้ามาคุณยายจะยกมือไหว้ “สวัสดีคุณ” ใครที่มาวัดเก่าๆ จะจำได้ว่าคุณยายจะทัก สวัสดีคุณแล้วก็พูดคุยถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ คุณยายมีความอ่อนน้อมมาก พอเรามาวัดสัก ๓-๔ ครั้ง พอรู้ว่าคุณยายเห็นหน้า คุณยายต้องรีบยกมือไหว้ก่อนเลย ก่อนที่คุณยายจะไหว้เราก่อน เพราะฉะนั้นเราจะต้องรีบยกมือไหว้คุณยายก่อน แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ให้เราสังเกตได้ว่าคนใหม่หรือคนเก่า
ถ้าคนเก่าเคยมาวัด ๒-๓ ครั้งแล้ว ก็จะรีบยกมือไหว้คุณยายก่อน แต่ถ้าเป็นคนใหม่ก็จะเดินเก้ๆ กังๆ ก็จะบอกอาการว่าเป็นคนใหม่ นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านสอนเรื่องการปฏิสันถาร ปลูกฝังเรื่องการต้อนรับแขก ปลูกฝังอุบาสก อุบาสิกา ถ้าใครที่มาวัดพระธรรมกายก็จะเห็นว่า อุบาสก อุบาสิกาเจ้าหน้าที่ทุกคนจะยกมือไหว้ก่อน ยิ้มแย้มต้อนรับทุกคน เหมือนกับเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของพวกเราทุกคน คนมาใหม่ก็จะเกิดความอบอุ่น เกิดความประทับใจ นี่คือสิ่งที่คุณยายปลูกฝัง แล้วก็เห็นคุณยายท่านสอน แล้วท่านก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน
อีกประการหนึ่ง พอตอนหลังหลวงพี่มาวัด ติดวัด แล้วก็มาวัดบ่อยขึ้น ก็ได้ออกไปทำหน้าที่บอกบุญก็คือตามหมู่ญาติมาช่วยกันสร้างวัด สมัยนั้นวัดเราก็ยังไม่มีอะไรยังเป็นท้องนา ในวัดก็เริ่มมีสิ่งก่อสร้างมีศาลาจาตุฯ มีโรงครัว โบสถ์ก็ยังสร้างไม่เสร็จ ก็ต้องออกไปตามหาเจ้าของบุญ คุณยายท่านก็ได้สอนหลวงพี่ไว้ว่า เวลาไปบอกบุญใครนะ คนใช้กับคนเฝ้าประตูนี่สำคัญที่สุด เจอเขานี่รีบยกมือไหว้ก่อนเลย นี้คุณยายสอน บอกเขาจะให้พบหรือไม่ให้พบนี่ด่านแรกสำคัญที่สุด
ถ้าคนใช้หรือคนเฝ้าประตูปิดประตูไม่ให้เข้าเราก็อด เพราะฉะนั้นต้องยกมือไหว้เขา คุยกับเขาดีๆ แล้วไปปฏิบัติได้ผลทุกบ้านเลย พอไปเจอยกมือไหว้ คุยกับเขาดี แล้วเขาก็บอก ไปบอกเจ้านายเขาว่ามีคนลักษณะท่าทางดีนะ อ่อนน้อมถ่อมตนมาพบ ไม่ใช่ท่าทางไม่น่าไว้ใจไม่ให้เข้าเลยอย่างนี้ แล้วก็ได้พบ พอได้พบเสร็จก็ได้คุย แล้วก็เชิญชวนเขามาวัด มาสร้างบุญมาสร้างบารมีได้สำเร็จ นี่คือความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นเพียงเล็กๆ น้อยๆ ที่เจอ แต่ว่ามีความสำคัญมาก เพราะตรงนี้เป็นจุดแรกที่ทำให้คนมาวัดแล้วมาวัดได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสร้างวัดได้สำเร็จ ตรงจุดนี้เป็นจุดเริ่มต้น
ประการที่ ๒ คุณธรรมที่หลวงพี่เจอก็คือ ความสะอาด พอมาวัดก็จะได้ยินทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ทั้งรุ่นพี่อุบาสกบอกว่าคุณยายนี่สะอาดมากเลยนะ หลวงพ่อทัตตะท่านเทศน์เสมอว่า ผ้าขี้ริ้วของคุณยายยังสะอาดกว่าเสื้อที่พวกเราใส่กันอยู่ คุณยายท่านรักษาความสะอาด รักเป็นชีวิตจิตใจเลย
พอตอนมาเป็นอุบาสก ท่านก็สอน สอนตั้งแต่เรื่องการทำความสะอาดเสนาสนะสงฆ์ ตอนนั้นเรามีอุบาสกกันประมาณสัก ๗-๘ คน เช้าตื่นขึ้นมาก็ต้องทำความสะอาด รับไปคนละ ๑ หลัง ยายก็จะสอนวิธีกวาด เอาไม้กวาด กวาดตั้งแต่มุ่งลวด กวาดเพดาน กวาดหยากไย่ แล้วลงมากวาดพื้น กวาดพื้นเสร็จก็ถู สอนทุกอย่าง สอนวิธีล้างส้วม ล้างห้องน้ำ จนกระทั่งยายพูดเสมอว่าใครยังล้างส้วมไม่เป็นยังไม่ให้บวช นี่เป็นคำสั่งยาย เพราะฉะนั้นอุบาสกสมัยก่อนทุกคนล้างส้วมกันเป็นทุกคน ล้างเก่งกันทุกคน พอถึงวันเสาร์ก็ต้องเตรียมล้างห้องน้ำเตรียมไว้สำหรับสาธุชนที่จะมาร่วมงานในวันอาทิตย์มันก็ต้องเตรียม อุบาสกมีเท่าไรก็เตรียม สมัยนั้นมีอุบาสิกา มีสักประมาณ ๑๐ กว่าคน ช่วยกันๆ
แล้วคุณยายก็วางแผนให้นะว่าวันอาทิตย์นี่ เวลาสาธุชนมาร่วมงานบุญเสร็จแล้ว ก่อนเขาจะกลับก็ให้เตรียมอุปกรณ์แล้วให้ทุกคนช่วยกัน ช่วยกันทำ มีเต็นท์ก็ช่วยเก็บเต็นท์ มีเก้าอี้ก็ช่วยกันเก็บเก้าอี้ มีเสื่อก็เก็บเสื่อ ใครแบ่งกลุ่มไปล้างห้องน้ำแผล็บเดียวเสร็จ แต่ถ้าเราไม่แบ่งบุญให้สาธุชนทำ สาธุชนกลับไปแล้วเหลือเด็กวัดอยู่ ๕–๖ คน ทำตายเลย ไม่ไหว เพราะฉะนั้นยายก็ต้องสอน แล้วก็สอนให้อุบาสกไปสอนสาธุชนต่อให้ช่วยกัน ปัจจุบันยังมีอยู่ไหม รับบุญกัน แต่ที่ทราบคือหลังจากเสร็จพิธีเรามีการทำความสะอาดสภากันช่วยกันถู ช่วยกันเก็บล้างภาชนะต่างๆ ความสะอาดคุณยายปลูกฝังมาก
แล้วพระที่จะบวช คุณยายบอกต้องทำความสะอาดกุฏิเป็นกันทุกคน ล้างมุ้งลวด ทำความสะอาดยังไงยายสอนเอาไว้หมด ก่อนบวชต้องทำเป็น แล้วท่านก็สั่งว่าไม่ใช่บวชแล้วใช้แต่คนงานนะ เราต้องทำเองยังหนุ่มยังแน่น เราต้องทำ นี่เป็นบุญของเรา เราทำแล้วได้ฝึกตัวเราเองด้วย ฝึกใจของเราด้วย แล้วท่านก็จะพูดอยู่คำหนึ่งว่า ถ้างานหยาบๆ เรื่องหยาบๆ แบบนี้ทำไม่ได้แล้วเรื่องละเอียดไม่ต้องพูดถึงเลย ดังนั้นต้องฝึกหยาบให้ได้เสียก่อน งานหยาบๆ ต้องทำให้ได้ละเอียด แล้วเรื่องละเอียดก็จะตามมาทีหลัง เพราะฉะนั้นจะปลูกฝังเรื่องความสะอาดตลอดเวลา
ประการที่ ๓ คุณยายท่านจะเน้นเรื่องระเบียบและก็วินัย ระเบียบวินัยคุณยายท่านจะมีความเป็นระเบียบจนกระทั่งเหมือนกับว่าเราอึดอัด แต่จริงๆ แล้ว หลวงพ่อพูดเสมอว่าระเบียบทำให้หมู่คณะมีความสงบสุข คนคิดระเบียบนี่ยากนะ แต่คนทำตามระเบียบนี่ง่ายมากเลยไม่ต้องคิดมาก ทำตามอย่างเดียวใช้ได้ นี่คุณยายก็จะวางระเบียบไว้ให้ เช่น ไม่ให้รับแขกที่กุฏิพระ คุณยายก็จะจัดที่ไว้ให้ ที่ศาลาดุสิตบ้าง ที่คุณยายจัดเตรียมไว้ให้ คณะสงฆ์จัดเตรียมไว้ให้ เพราะคุณยายพูดเสมอว่า ยายอยู่วัดปากน้ำเห็นการรับแขกที่กุฏิแล้วภาพไม่งามเลย ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ใครก็ไม่รู้เข้าไปในกุฏิทำอะไรต่ออะไรกัน เป็นภาพที่ไม่งดงามเลย ยายบอกวัดของเรา เราจะสร้างวัดที่เป็นวัด สร้างพระที่เป็นพระจริงๆ เพราะฉะนั้นห้ามเด็ดขาด ห้ามรับแขกที่กุฏิ ให้มารับแขกตรงจุดที่คณะสงฆ์จัดไว้ให้ แล้วก็เป็นภาพที่งามตา วัดเราก็อยู่มาได้ถึงปัจจุบันนี้ เรื่องปัญหาเรื่องอะไรต่างๆ ที่จะออกไปก็ไม่มี ยิ่งหมู่คณะเรายิ่งอยู่กันจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งต้องระวัง ต้องระวังมากๆ
เรื่องที่ประทับใจหลวงพี่มากที่สุดก็คือ มีอยู่วันหนึ่งตอนนั้นยังเป็นนิสิต รู้สึกจะจบมาใหม่ๆ แล้วก็มาช่วยงานวัด มาถึงวัดสมัยก่อนก็เข้ามาวัดศุกร์ก็จะมีพี่อุบาสกอยู่ที่วัดส่วนหนึ่ง แล้วก็วันศุกร์เย็นเราเรียนหนังสือเสร็จก็จะเข้ามาสมทบที่วัดอีก พี่ๆ น้องๆ มาเจอกันก็สนุก จากกันไปตั้งหลายวัน กลับมาถึงก็คุยกันล้งเล้งสนุกกัน ตรงข้ามกุฏิยายก็มีห้องน้ำอยู่ ๒๐ ห้อง พวกเราคงเคยนึกออกใช่ไหมห้องน้ำ ๒๐ ห้องข้างในวัด ก็จะมีก๊อกเตี้ยๆ มีโอ่งใบเล็กๆ อยู่โอ่งหนึ่ง ใส่น้ำเอาไว้แล้วก็เปิดก๊อกน้ำอาบน้ำกัน อุบาสกยังไม่เยอะเราก็อาบกันสนุกสนาน อาบไปคุยไป
แต่ส่วนใหญ่เรื่องที่คุยก็คือเรื่องธรรมะ คุยกันเรื่องบุญเรื่องธรรมะเรื่องชาดก เรื่องอะไรต่างๆ คุยกันก็ชักสนุกปากเสียงก็ดัง ดังเสร็จคุณยายอยู่ในกุฏิ พอได้ยินเสียงล้งเล้งๆ ก็ออกมาดูก็เห็นอุบาสกอาบน้ำกัน ขนาดเราโตแล้ว จบปริญญาแล้วนะ ยายเห็นเขาอาบน้ำ ยายก็พูดว่า “ใช้น้ำไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าน้ำ” แล้วยายก็จับมาสาธิตการอาบน้ำให้ดู จับอุบาสกเอามา อ่ะ “ยายจะสอนวิธีอาบน้ำ” แล้วก็เอาอุบาสกมานั่ง นั่งเสร็จ ยายก็บอกว่า “เวลาเราอาบน้ำนี่นะ ตักน้ำราดหัวนี่ เป็นอุบาสกแล้วก็ตัดผมเกรียนๆ อยู่แล้ว” เทโครมไป น้ำถูกกลางหัว มันก็กระเด็นออกไปรอบข้าง อาบไป ๕ ขันตัวยังไม่เปียกเลย เพราะน้ำมันกระเด็นออกไปหมด
ยายบอก อะ นั่งลง แล้วยายบอกตักน้ำเหมือนเข้าค่ายฝึกทหาร ร.ด. เอาน้ำราดหัว เอาขันนี่จรดกับหัวนะ จรดกับหัวแล้วค่อยๆ เท ปกติเราอาบเราจะเทน้ำใส่หัว พอเทน้ำใส่หัวน้ำมันก็กระเซ็นหมด ยายบอกเอาน้ำราดที่หัว เอาขันติดหัวเลยน้ำก็ไหล จำได้มันไหล ไหลลงมานี่ ไหลลงมา ยายบอก เอามือถูหัว ถูเสร็จน้ำก็ไหลลงมาที่ตัว มันก็เปียก เอามือลูบตัวขันเดียวเปียกทั่วตัวเลย นี่คือคุณยายของเรา พอเปียกทั่วตัวเสร็จ ยายก็บอก อะ ถูสบู่ ถูอะไรเสร็จ อะ ล้าง
จบปริญญามาให้คุณยายไม่รู้หนังสือสอนวิธีอาบน้ำ ยายสอน สอนเสร็จก็ อะ อาบน้ำเสร็จทำอะไรเสร็จ ก็สอนซักผ้าเสร็จเอาไปตากที่ราว ยายบอกต้องตากนะ ผ้าเช็ดตัวนี่ต้องตากที่เส้นข้างบน เสื้อตากข้างบน กางเกงตากเส้นที่ต่ำลงมาอีก ของข้างล่างก็ต้องตากชั้นล่างสุด ไม่ใช่เอาข้างล่างไปตากข้างบน ไม่ใช่เอาของข้างบนมาตากข้างล่าง บอกมันจะได้เป็นมงคล โบราณเขาบอก เออ มันจะได้เป็นมงคล คนที่เป็นมงคลก็คือ รู้จักที่สูงที่ต่ำ ยายสอนตั้งแต่อย่างนี้ หลวงพี่ประทับใจมาก วันนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย บอก โอ้ นี่ยายสอน
เสร็จแล้วยายก็บอก เวลาเข้าห้องน้ำนะ ทำความสะอาดห้องน้ำเสร็จ ปกติแล้วเวลาเราเข้าห้องน้ำ โดยธรรมชาติเราตักน้ำ เราจะตักเต็มขัน พอตักเต็มขันเวลายกขึ้นมาจากกระป๋องน้ำ มือเราสั่น มือเราเอียงน้ำมันก็หก มันก็จะเทใส่พื้น พื้นก็เปียก ยายบอกพอพื้นเปียก คนมาที่หลังไม่รู้เดินไปหงายท้องปึ้งหัวฟาดประตูตายอย่างนี้ ยายบอกหงายผึ่งเลย เพราะฉะนั้นไม่ได้ เราต้องระวัง ก็คือต้องรักษาห้องน้ำให้พื้นแห้งอยู่เสมอ
รู้วิธีทำให้แห้งก็คือ คนใช้ต้องระวัง ตั้งแต่เรื่องการตักน้ำราดเลย เวลาตักน้ำขึ้นมายายบอกว่าให้ตักสักประมาณ ๘ ส่วน อย่าไปตักถึง ๑๐ ส่วน ตักน้ำอย่าตักซะเต็มขัน ตักให้มันค่อนขัน แล้วเราก็เทราดลงไป เอาเทราดตรงกลาง ขันเดียวไม่สะอาด เอา ๒ ขัน นี่ยายสอน ปกติเราจะเต็มขัน เวลาจะเทยังไม่เทเลย น้ำก็หกเสียก่อนแล้ว เลอะพื้นหมด เป็นไหม เดี๋ยวนี้เป็นกันไหม ยังเป็นกันอยู่หรือเปล่า หรือว่าที่บ้านใช้ชักโครกไม่มีการใช้ขันตักน้ำราดแล้ว นี้ยายสอนวิธี สิ่งที่เจอถึงบอก โอ้โฮ คุณยาย ท่านละเอียด ละเอียดมาก ชีวิตความเป็นอยู่ เป็นผู้เป็นคนมาได้ยายสอนมาเยอะสอนมาเยอะ
อีกเรื่องหนึ่งที่คุณยายท่านพูดเสมอก็คือเรื่องให้อยู่ในโอวาทคำสั่งของครูบาอาจารย์ คุณยายท่านก็สอนอยู่เสมอว่า การปฏิบัติธรรมถ้าจะให้ดีนะ ต้องอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ แล้วจะเป็นแบบนี้กันทุกสำนัก จะเป็นทุกวิชาเลย จะเป็นทุกที่ทุกแห่ง ว่าใครที่อยู่ในโอวาทอยู่ในคำสั่งของครูบาอาจารย์แล้ว จะเรียนวิชาต่างๆ ได้ก้าวหน้าและก็เร็ว คุณยายท่านก็พูดอยู่เสมอว่าคุณยายนี่ฟังหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอน แล้วเวลาหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านดุคนอื่นนี่ ยายก็จะเก็บมาคิด แล้วยายพูดเสมอเลยเรื่องขี้ไต้ เรารู้จักขี้ไต้ไหม ขี้ไต้ก็คือคบเพลิงสมัยโบราณที่เขาใช้จุด ใช้จุดไฟส่องทางให้ความสว่าง แล้วขี้ไต้นี่มันก็ต้องเขี่ยอยู่เรื่อยๆ เพราะว่าพอไฟไม้ไปเสร็จมันก็จะมีขี้เถ้า ก็ต้องเขี่ย
ลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะพูดอยู่ในที่ทำวิชชาว่าไอ้ขี้ไต้ คุณยายท่านจะเล่าให้ฟังเจอพูดบ่อยๆ เลยเรื่องขี้ไต้ ท่านก็หมายความว่า เวลาหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านใช้งาน พอท่านไม่ ไม่จี้ก็จะแบบปล่อยเลยตามเลย เอ้อระเหยลอยชายไม่ค่อยได้เอาใจใส่ในสิ่งที่หลวงพ่อท่านให้ค้นวิชชาต่างๆ ก็จะปล่อย ปล่อยแบบสบาย ท่านก็เลยอุปมาว่า เหมือนกับขี้ไต้ที่จะต้องเขี่ยต้องจุดต้องคอยกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ถึงจะใช้งานได้ คุณยายท่านพอได้ฟังแบบนี้ท่านบอก จะไม่ให้หลวงพ่อว่ายายได้เลย คำนี้นี่ ยายได้ยินปั๊บ ยายบอกจะไม่ให้หลวงพ่อท่านต้องมาตำหนิ ต้องมาว่ายายได้ เพราะฉะนั้นท่านจะอยู่ในคำสั่งของครูบาอาจารย์ตลอดเวลา สิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอน ท่านแนะนำไว้ ท่านจะไม่ให้หลวงพ่อต้องพูดเป็นครั้งที่ ๒
คุณธรรมของคุณยายอีกประการหนึ่งที่หลวงพี่เจอ แล้วก็ประทับใจมากๆ ก็คือ คุณยายเป็นยอดนักบอกบุญ คุณยายท่านบอกบุญเก่งมากเลยนะ บอกบุญเก่งมาก เวลาใครมายายจะจับนั่งธรรมะก่อน นั่งธรรมะเสร็จ นั่งธรรมะใจสบายแล้วยายก็จะชวนทำบุญ ยายก็จะชวนทำบุญทุกๆ คน ยายก็เข้าที่คุมบุญให้แล้วก็ชวนเขาทำบุญ แล้วที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ตอนกฐินยายใครมาทันกฐินยายบ้าง โอ้ เยอะมาก ปี ๒๕๓๐ ใช่ไหม กฐินยายครั้งแรก
ยายพูดเสมอเลยบอกว่า กฐินยายทำให้วัดหมดหนี้ คือ ช่วงนั้นเรากำลังซื้อที่ดินที่เรานั่งปฏิบัติธรรมกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ดิน ๒,๐๐๐ ไร่ แล้วตอนนั้นเงินวัดไม่มี ก็ต้องไปยืมญาติโยมบอกบุญเขามา ก็เป็นหนี้อยู่ แต่พอกฐินยาย ยายดีใจมากเลย บอกยายปลดหนี้ให้วัด ที่ดิน ๒,๐๐๐ ไร่ ได้มาด้วยบารมีของคุณ
ตอนกฐินยาย ยายก็ไปตามคนเก่า คนแก่ ยายพูดเสมอเลยว่า ยายขึ้นบ้านทุกคนเลย ไปขึ้นบ้านแล้วก็ชวนเขาทำบุญ จังหวัดไหนไกลๆ ไปถึงภูเก็ต ไปถึงเชียงใหม่ ไปบอกบุญหมดเลย ผู้เฒ่าอายุเกือบจะ ๘๐ปีแล้ว ประมาณใกล้ๆ ๘๐ ยายบอกบุญ ทำบุญทอดกฐินกับคุณยาย ยายก็ปีติ พวกเราก็ได้บุญ สมบัติก็เป็นของพระศาสนา เราได้ร่วมกันสร้างบารมีกับคุณยายท่านบอกบุญทุกคนที่ ยายรู้จักยายก็ชวนเขาไป แล้วยายบอกว่า ยายไปตามสมบัติให้ทุกคน ให้ทุกคนเขาได้สร้างบุญเป็นสมบัติติดตัวเขาไว้ตลอดไป เป็นสิ่งที่คุณยายพยายามปลูกฝัง แล้วให้พวกเราทุกคนหลานยายได้เห็นแบบอย่าง ที่คุณยายได้ทำไว้ให้พวกเราได้ดู
เรื่องที่เราจะได้ยินจากคุณยายเป็นประจำ แล้วท่านพูดด้วยความปีติอยู่เสมอเลยก็คือ เรื่องที่คุณยายไปช่วยพ่อจากนรก ยายจะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก พวกเราจะได้ยินจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติ มีใครไม่เคยได้ยินบ้าง แสดงว่าได้ยินกันทุกคน ที่คุณยายเล่าเรื่องที่ไปช่วยพ่อจากนรกวัตถุประสงค์จริงๆ ก็คือ ยายอยากให้เรารู้ว่า ชาตินี้มีจริง ชาติหน้ามีจริงนะ เรื่องภพชาติมีจริง เรื่องบุญเรื่องบาปมีจริง เรื่องนิพพานมีจริง เป็นสิ่งที่ยายปลูกฝังสัมมาทิฐิตั้งแต่เริ่มต้นก่อน ถ้าคนไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า ที่จะไม่ทำบาปนั้นไม่มีเลย บางคนรู้เรื่องชาตินี้ชาติหน้าจะเกิดหิริโอตัปปะ ก็คือความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป จะไม่กล้าทำบาป ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คุณยายปลูกฝังเรื่องชาตินี้ชาติหน้า
ยายก็จะพูดอยู่เสมอว่า ชาติหน้ามีจริงนะ ชาตินี้เราลำบาก ชาตินี้เราเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องทนเอา เราจะทนเอาให้ถึงที่สุด แต่ยายจะทำความดี ยายจะสร้างบารมีไปจนถึงที่สุด ยายไม่ถอย เพื่อว่าชาติหน้าเราจะได้ไม่เป็นอย่างนี้อีก นี่คือยาย ยายทำทุกอย่าง เห็นชาตินี้มีอะไรไม่ดี ยายก็จะอธิษฐานคลุมเอาไว้ก่อนเลย ชาตินี้อะไรไม่ดี อย่างเช่น ชาตินี้ยายไม่รู้หนังสือนะ ยายก็จะอธิษฐานชาติต่อไปให้ยายได้เรียนหนังสือให้ได้จบปริญญาทั้งทางโลกทางธรรม ยายก็จะอธิฐาน สิ่งไหนที่ไม่ดียายก็จะอธิษฐานละสิ่งเหล่านั้นแล้วก็ทำบุญ เร่งสร้างความดียิ่งๆ ขึ้นไป
ยายพูดเสมอว่า สมบัติของมนุษย์ แม้กระทั่งร่างกายของเรา ถึงเวลาแล้วมันก็เหมือนกับ ยืมของเขามาใช้ก็ต้องส่งคืน เอาติดตัวไปไม่ได้เวลาตายขึ้นมา แม้แต่เข็มเล่มเดียวก็ติดตัวไปไม่ได้ มีแต่บุญและบาปเท่านั้นเอง ที่จะติดตัวพวกเราไป เพราะฉะนั้นยายจะเอาบุญไปเยอะๆ ยายจะไม่เอาบาปติดตัวไปเลย แม้แต่นิดเดียว ยายก็จะไม่เอา ยายจะเอาบุญล้วนๆ เอาบุญที่ใสๆ เอาบุญมากๆ ติดตัวยายไป ยายก็จะสอนแบบนี้ ใครจะไปอยู่กับยายก็ต้องเอาบุญเยอะๆ จะได้ตามยายทันไปกับยายได้ ถ้าใครขี้เกียจนั่งสมาธิรับรองตามยายไม่ทัน แล้วยายก็ไปของยายไม่รอใครแล้ว ยายจะไปของยาย ใครอยากจะไปกับยายก็ต้องนั่งสมาธิสร้างบุญไว้เยอะๆ จะได้ตามยายทัน
อีกเรื่องหนึ่งที่คุณยายชอบเล่าให้ฟัง ก็คือเรื่องการปัดลูกระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราฟังดูแล้วว่าเป็นอจินไตย แต่สิ่งที่เป็นอจินไตยเกิดขึ้นเสมอที่วัดพระธรรมกาย เกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นเพราะวิชชาธรรมกาย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีหลักฐาน แล้วก็มีผู้ที่เห็นบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานเยอะ เรื่องการปัดลูกระเบิด
แต่สิ่งที่หลวงพี่อยากจะให้ข้อคิดวันนี้ในที่นี้ก็คือ ยายไม่รู้หนังสือเลย ความรู้ทั้งหมดที่ยายได้รู้นี่ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม ยายไม่รู้หนังสือ แต่ยายรู้เรื่องต่างๆ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม เกิดขึ้นจากการมองเข้าไปภายใน ความรู้ทั้งหมดเกิดจากการเห็น ยิ่งทำยิ่งรู้ ยิ่งดูยิ่งเห็น ยิ่งทำยิ่งรู้ ยิ่งดูยิ่งเห็น เพราะฉะนั้นยายแตกฉานในวิชชาธรรมกายสุดที่จะประมาณได้ นี่คือคุณยายของเรา
วันเวลาที่ผ่านมาเป็นเส้นทางชีวิตการสร้างบารมี ที่คุณยายอุทิศให้กับพระพุทธศาสนาวิชชาพระธรรมกาย ยายได้ละสังขารจากพวกเราไปแล้ว ยายไปพักที่ดุสิตบุรีรอคอยพวกเราอยู่ แต่มโนปณิธานที่คุณยายเคยพูดไว้ว่า ใครจะไปนิพพานก็ไปเถอะ ยายจะยังไม่ไป ยายจะอยู่ปราบมารจนสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เข้าถึงที่สุดแห่งธรรม ยายมีมโนปณิธานไว้อย่างนี้
ขอบุญญาบารมีพระต้นธาตุ มาประสิทธิ์ประสาทบุญรักษา
แด่มิ่งขวัญอาจริยา นามก้องฟ้าอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
หลวงพี่ก็ขอจบเรื่องที่เล่าให้สู่กันฟังเท่านี้ เดี๋ยวเราตั้งใจนั่งสมาธินึกถึงบุญจะได้น้อมนำให้คุณยาย นั่งสมาธิกันแป๊บหนึ่ง ทำใจให้สบาย แล้วก็นึกถึงคุณยายอาจารย์ นึกน้อมท่านมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา นึกให้คุณยายท่านใสเป็นแก้ว ใสสว่างอยู่กลางท้องของพวกเราทุกคน เราก็มองเข้าไปตรงกลางของคุณยาย กลางตัวของคุณยายมีพระธรรมกายนับไม่ถ้วน มีพระธรรมกายใสสว่าง
แล้วเราก็นึกถึงบุญที่เราได้ตั้งใจกันทำไว้ดีแล้วทั้งหมด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จะกระทำต่อไปในอนาคต ให้มารวมกันเป็นความสว่างอยู่ที่กลางตัวของเรา ให้ดวงสว่างอยู่ที่กลางศูนย์กลางของคุณยายกลางตัวของเรา แล้วก็นึกสบายๆ ใจเย็นๆ นึกถึงความใสสว่าง ให้บุญกุศลทีเราตั้งใจทำมาดีแล้ว แม้จะน้อยนิดก็รวมกันเป็นพลังให้คุณยายมีความสุขในดุสิตบุรียิ่งๆ ขึ้น ให้คุณยายได้คลุมบุญให้พวกเราได้สร้างบารมีตามแบบอย่างคุณยายอาจารย์ที่ท่านได้พร่ำสอนพวกเราไว้ ให้พระมหาธรรมกายเจดีย์สำเร็จโดยเร็วพลัน ลานธรรมได้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ทันตาเห็น
แล้วก็ให้เราทุกคนที่เป็นหลานคุณยายมีแต่ความสุขมีแค่ความเจริญในหน้าที่การงาน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อุปสรรคอันใดที่จะพึงเกิดขึ้นก็ให้มลายหายสูญไปให้หมด ให้เราได้ไปรู้ไปเห็นวิชชาที่คุณยายได้รู้ ได้เห็น ได้เป็น ให้พวกเราทุกคนได้ติดตามหลวงพ่อและหมู่คณะไปสร้างบารมีจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
*********************************** จบ ***********************************